Connect with us

CMD WEALTH

กรณีศึกษา Teslanaires กลุ่มคนรวยหน้าใหม่เพราะลงทุนในหุ้น Tesla

Published

on

เราเรียกคนที่รวยกว่าร้อยล้านดอลลาร์ ว่าเศรษฐี หรือ “Millionaires” เราเรียกคนที่รวยกว่าพันล้านดอลลาร์ ว่ามหาเศรษฐี หรือ “Billionaires” แต่ตอนนี้มีอีกหนึ่งคำศัพท์ใหม่ ที่เอาไว้เรียกกลุ่มคนที่รวยขึ้นเพราะการลงทุนในหุ้น Tesla เราเรียกพวกเขากันว่า Teslanaires เรื่องนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร? CMD WEALTH จะเล่าให้ฟัง

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ Tesla-World-Most-Valuable-automaker-004-1024x538.jpg

1.จุดเริ่มต้นของ Teslanaires

ในช่วงวิกฤต Covid-19 ที่ผ่านมาตลาดหุ้นมีความกังวลสูงทำให้แรงขายของตลาดหุ้นดาวน์โจน รวมถึง NASDAQ นั้นเพิ่มสูงขึ้นฉุดดัชนีลดลงอย่างฮวบฮาบ อุตสาหกรรมต่าง ๆ เริ่มมีความกังวลเรื่องการขาดทุน แต่มีอยู่อุตสาหกรรมหนึ่งที่ Market Share กำลังเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณนั่นก็คือตลาดรถยนต์ไฟฟ้านั่นเอง และบริษัทที่อยู่ใน NASDAQ ได้อย่างแข็งแกร่งที่ราคาหุ้นพุ่งทยานจนน่าตกใจหุ้นนั่นก็คือ TSLA หรือ บริษัท TESLA นั่นเอง จนทำให้ในตอนนี้เหล่าผู้ถือหุ้นของบริษัทมากกว่า 1 ปีพวกเขากลายเป็นคนที่รวยขึ้นอย่างมหาศาล โดยพวกเขาส่วนใหญ่ต่างได้รับผลตอบแทนในการลงทุน 20,000% ภายในระยะเวลาแค่ปีเดียว หรือพูดให้เห็นภาพก็คือ ถ้าคุณซื้อหุ้น Tesla ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงแรกที่ Tesla เข้าตลาดหุ้น ตอนนี้เงินลงทุน 1 ล้านบาท จะเพิ่มเป็นมากกว่า 221 ล้านบาท และแน่นอนว่าก็จะมีกลุ่มนักลงทุนที่ซื้อหุ้น Tesla ตั้งแต่ช่วงแรกๆ มาจนถึงช่วงที่มูลค่าบริษัทยังไม่สูงมาก

2.Tesla เป็นบริษัทรถที่มูลค่าสูงที่สุดในโลก

ซึ่งปัจจุบันบริษัท Tesla ได้ทำกำไรเติบโตติดต่อกันถึง 5 ไตรมาส หลังจากขาดทุนติดต่อกันมานานแรมปีและเมื่อบวกกับยอดการส่งมอบรถที่จะทำได้เกือบตรงตามเป้าทั้งหมด 499,550 คันในปี 2020 ทำให้ตอนนี้ Tesla นั้นกลายเป็นบริษัทรถที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกที่ 24.2 ล้านล้านบาท และถ้าถามว่ามูลค่านี้มากขนาดไหน? ก็ต้องตอบว่า มากถึงขนาดที่ทำให้ Tesla ตอนนี้ ใหญ่เป็น 3 เท่าของ Toyota บริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าอันดับ 2 ของโลก เลยทีเดียว

3.Jason DeBolt ตัวอย่างคนที่รวยจากหุ้น Tesla

Jason DeBolt เขาเป็นวิศกรฐานะปานกลางธรรมดาคนนึ่งในสหรัฐอเมริกา ในปี 2013 เขาได้ตัดสินใจลงทุนกับหุ้นของ TSLA หลังจากที่เขาได้สั่งจองรถยนต์ Tesla Model S และได้ร่วมการทัวร์ชมโรงงานการผลิตของ Tesla (ตอนแรกแค่อยากได้รถ แต่พอเห็นภาพรวมจากการ Company Visiting ก็ทำให้อยากเป็นเจ้าของบริษัทในทันที)

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ im-283643.jpg
ขอบคุณรูปภาพจาก Dow Jones Market

โดยเขาซื้อหุ้นในช่วงแรกจำนวน 2,500 หุ้น ด้วยเงินประมาณ 19,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 570,000 บาท และซื้อเพิ่มอีกเล็กน้อยหลังจากนั้น จนในปัจจุบัน เขาถือหุ้นของ Tesla อยู่ประมาณ 15,000 หุ้น (หลังจากแตกพาร์แล้ว) เมื่อเอาจำนวนหุ้นที่เขาถืออยู่ มาคูณกับราคาปัจจุบันแล้ว ก็ทำให้มูลค่าหุ้น Tesla ในพอร์ตของเขาตอนนี้ มีมูลค่าสูงกว่า 300 ล้านบาทเลยทีเดียวซึ่งนอกจาก Jason DeBolt ก็ยังมีอีกหลายคน ที่ร่ำรวยขึ้นมหาศาลจากการลงทุนในหุ้น Tesla อีกมากมาย

4.สิ่งที่เราได้เรียนรู้จาก Teslanaires และ Jason DeBolt

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากพวกเขาก็คือการจะลงทุนหุ้นสักตัวหนึ่งนั้นต้องศึกษาและมั่นใจในการเติบโตของหุ้นนั้นเป็นอย่างมาก และต้องการมากกว่ากำไรคือการอย่างร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทเพราะอย่าง Jason DeBolt เขาลงทุนในปี 2013 ซึ่งเป็นปีเดียวกันที่บริษัท TESLA นั้นประสบกับปัญหาขาดทุนอย่างหนัก และที่สำคัญยังมีข่าวหุ้น Tesla รูดระนาว หลังรถไฟฟ้า Model S ไฟลุกท่วมกลางถนนในสหรัฐฯ ซึ่งราคาต่อหุ้น ณ เวลานั้นอยู่ที่ 180 USD เพียงเท่านั้นเอง แต่ Jason DeBolt ก็ได้เข้าลงทุนอย่างไม่ลังเลด้วยเงิน 19,000 USD หรือ 570,000 บาท

รูปภาพนี้มี Alt แอตทริบิวต์เป็นค่าว่าง ชื่อไฟล์คือ prev-desktop_tesla-model-s-เทสล่า-catches-fire_Tesla-Model-S-fire.jpg

เห็นแบบนี้ถ้านักลงทุนคนไหนสนใจอยากลงทุนในหุ้นต่างประเทศอย่าง TSLA แต่เงินน้อย และยังรับความเสี่ยงได้ไม่มากปัจจุบันมีกองทุนที่นำเงินของเราไปลงทุนในหุ้นบริษัท TSLA ด้วยนะครับโดยมีด้วยกัน 2 กองทุนที่น่าสนใจตอนนี้คือ

– กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ ONE-UGG ของ บลจ.วรรณ

  • ถือหุ้น TSLA เป็นอันดับ 6 ในพอร์ต ด้วยสัดส่วน 4.89% ของเงินลงทุนทั้งหมด
  • ซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 5,000 บาท ซื้อขั้นต่ำครั้งต่อไป 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมรวมทั้งหมด 2.55% ต่อปีสูงสุดไม่เกิน 4.28%
  • ค่าความผันผวนของผลการดำเนินการ 13.72% ต่อปี

– กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลเทคโนโลยีอิควิตี้ KF-GTECH ของ บลจ.กรุงศรี

  • ขนาดของกองทุนแม่ 1,708.079 ล้านเหรียญสหรัฐ
  • ถือหุ้น TSLA เป็นอันดับ 1 ในพอร์ต ด้วยสัดส่วน 9.07% ของเงินลงทุนทั้งหมด
  • ซื้อขั้นต่ำครั้งแรก 1,000 บาท ซื้อขั้นต่ำครั้งต่อไป 1,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมรวมทั้งหมด 1.17% ต่อปีสูงสุดไม่เกิน 4.65%
  • ค่าความผันผวนของผลการดำเนินการ 15.30% ต่อปี

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CMD WEALTH

CPALL ยกเครื่องรีแบรนด์ใหม่จาก เทสโก้ โลตัส ที่ทุกคนคุ้นเคยสู่ Lotus’s

Published

on

By

CPALL ยกเครื่องรีแบรนด์ใหม่จาก เทสโก้ โลตัส ที่ทุกคนคุ้นเคยสู่ Lotus’s

ช่วงต้นปีที่แล้วกลุ่มบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท เทสโก้ สโตร์ส (ประเทศไทย) ด้วยมูลค่าถึง 10,576 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 338,445 ล้านบาท 

ขอบคุณภาพจาก https://thestandard.co/lotus-rebrand/

ล่าสุดทางบริษัท ซี.พี. รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด ได้ทำการรีแบรนด์ใหม่ จาก “เทสโก้ โลตัส” (Tesco Lotus) เป็น “โลตัส ” (Lotus’s) และได้มีการใช้สีสันออกไปในทางพาสเทลมากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการบริหารของผู้บริหาร และเจ้าของใหม่ ซึ่งมีมีการอธิบายว่า ’s’ มาอีก 1 ตัว แทนคำว่า สมาร์ท (Simple, Motivate, Agile, Responsible, Transformative)

CPALL
ขอบคุณภาพจาก https://www.prachachat.net/marketing/news-613823

โดยสาขาแรกที่นำร่องเลยก็คือ Lotus’s สาขาเรียบด่วนรามอินทรา และสาขาพระราม 4 ซึ่งจะมีด้วยกันสองรูปแบบร้านก็คือ ร้านขนาดใหญ่ใช้ชื่อ Lotus’s ส่วนสาขา Express ใช้ชื่อว่า Lotus’​s go fresh ที่จะเน้นไปที่การขายของสด หรือตลาดขนาดย่อม ๆ นั่นเอง

หลังจากวันนี้ถ้าในเชียงใหม่เริ่มมีห้างสีสันสดใสในชื่อ Lotus’s ก็อย่าเพิ่งตกใจกันนะครับ เพราะนั่นก็คือรูปแบบใหม่ของ Tesco Lotus’s ที่พวกเราคุ้นเคยกันมานั่นเอง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CMD WEALTH

ดังชั่วข้ามคืน! “Clubhouse” แอพฯ แชทด้วยเสียง กระแสมาแรงเพราะ “อีลอน มัสก์”

ยุคนี้ไม่ว่าอีลอน มัสก์ จะหยิบจับอะไรก็ดังชั่วข้าคืน แถมกลายเป็นกระแสให้คนหันมาใช้ตาม ๆ กัน โดยเฉพาะ Clubhouse แอพพลิเคชันแชทด้วยเสียง

Published

on

ยุคนี้ไม่ว่าอีลอน มัสก์ จะหยิบจับอะไรก็ดังชั่วข้ามคืน แถมกลายเป็นกระแสให้คนหันมาใช้ตาม ๆ กัน โดยเฉพาะ Clubhouse แอพพลิเคชันแชทด้วยเสียง

เพราะจู่ ๆ แอพพลิเคชันนี้ก็กลายเป็นกระแส เริ่มต้นมาจากเจ้าพ่อเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง อีลอน มัสก์ สร้างห้องสนทนาพูดคุยกับซีอีโอของ Robinhood แพลตฟอร์มซื้อขายหลักทรัพย์ที่กำลังเป็นประเด็นในช่วงเวลานั้น ทำให้นักลงทุนต่าง ๆ ที่กำลังสนใจเทคโนโลยีก็แห่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน Clubhouse นี้มาใช้งาน จนกลายเป็นกระแส ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยเอง ที่มีดารานักแสดงชาวไทยหลายคน ได้ดาวน์โหลดมาใช้งานพร้อมเชิญชวนแฟนเข้าไปพูดคุยกันด้วย

โดยจุดกำเนิดของ Clubhouse มาจาก 2 ผู้ก่อตั้งคือ โรธาน เซธ และพอล เดวิสัน ที่ต้องการสร้างโซเชียลมีเดียสำหรับการสนทนาผ่านเสียงเป็นสื่อหลัก เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เข้ามาสื่อสาร และพบปะผู้คนจากทั่วโลกได้ผ่านแพลตฟอร์มนี้ ภายใต้การควบคุมเนื้อหาในการสื่อสารของ Moderator และเงื่อนไขการใช้งานที่มั่นใจว่าจะไม่เกิดการเสียดสี หรือโดนไซเบอร์บูลลี่ ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีทั้งความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือ

โดยจุดเด่นของแอพพลิเคชันนี้ เป็นลักษณะของการเลือกใช้เสียงในการสนทนาเป็นหลัก เพราะผู้รับฟังจะสามารถเข้าถึงอารมณ์ และน้ำเสียงของผู้พูดได้ ทำให้รู้สึกถึงความใกล้ชิดกันมากกว่าการสนทนาผ่านตัวอักษร เปรียบเหมือนการฟังวิทยุ หรือพอดคาสต์รายการที่เราสามารถกระโดดเข้าไปแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ทันที

ในปัจจุบันนี้ Clubhouse เปิดให้ใช้บริการเฉพาะระบบ ios เท่านั้น ซึ่งระบบ Android จะสามารถใช้งานได้ในอนาคต เพราะผู้พัฒนาก็มีแผนจะเริ่มต้นให้เปิดใช้งานในระบบนี้เช่นกัน

สำหรับ Clubhouse จะมีรูปแบบการเข้าใช้งานที่ต้องได้รับคำเชิญเท่านั้น จึงทำให้กลุ่มผู้ที่เข้ามาใช้งาน Clubhouse ในช่วงแรกจะเป็นกลุ่ม Early Adopter ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่ากลุ่มคนแรกๆ ในไทยที่เข้าใช้งานจะเป็นบรรดา Tech StartUps จนถึงบรรดานักลงทุน นักการตลาดดิจิทัล รวมถึงผู้ที่ต้องการหาโซเชียลมีเดียใหม่ๆ ที่ให้ประโยชน์เข้ามาใช้งาน

โดยในการเข้าใช้งานจะเริ่มจากผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชัน Clubhouse มาลงทะเบียนในลักษณะของการจองชื่อบัญชีผู้ใช้ เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว ถ้ามีผู้ที่มีรายชื่อผู้ติดต่อของเราอยู่ในแอพพลิเคชันก็จะสามารถกดอนุมัติให้เราเข้าไปใช้งานได้ทันที

แน่นอนว่าประเทศไทยเองก็มีห้องสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนหัวข้อต่าง ๆ มากมาย เช่น เป็นการซื้อหุ้น พันธมิตร ทองคำ บิตคอยน์ รวมถึงบรรดาไลฟ์โค้ชที่เข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนวิธีการที่จะสร้างรายได้บน Clubhouse ในลักษณะของการสร้างห้องสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลที่หลาย ๆ คนสนใจ

ข้อมูลจาก : ผู้จัดการออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CMD WEALTH

หุ้น OR ขึ้นเครื่องหมาย ST มีความหมายว่าอะไร – CMD WEALTH

Published

on

By

หุ้น OR ขึ้นเครื่องหมาย ST มีความหมายว่าอะไร นักลงทุนมือใหม่ต้องรู้ เครื่องหมาย ST มาจากคำว่า Stabilization เพื่อระบุว่าเป็นหุ้นที่อยู่ในช่วงรักษาเสถียรภาพราคา แล้วเกี่ยวยังไงกับหุ้นเราจะมาเล่าให้ฟัง

หุ้น OR ขึ้นเครื่องหมาย ST มีความหมายว่าอะไร

หุ้นORเปิดขายให้ประชาชน 2,610 ล้านหุ้น แต่หุ้นORที่ต้องขึ้นเครื่องหมาย ST เพราะ PTT ให้ยืมหุ้นORมาขายให้นักลงทุนเพิ่มอีก 390 ล้านหุ้น กลายเป็น 3,000 ล้านหุ้น(2610+390) และเมื่อจบช่วง IPO แล้ว บล. KKP(ผู้ทำดีล) จะต้องนำหุ้น OR 390 ล้านหุ้นไปคืนให้ PTT ภายใน 30 วัน ตลาดจึงขึ้นเครื่อหมาย (ST) เพราะหุ้นนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ยังต้องแต่งองค์ทรงเครื่อง เรื่องหุ้นที่ยืมมา

หุ้น OR
ขอบคุณรูปภาพจาก ข่าวสด

โดยจะแบ่งเป็น 2 กรณีด้วยกันคือ

กรณีที่ 1 : ถ้าราคาบนกระดานต่ำกว่า 18 บาท KKP จะไล่ซื้อหุ้นเพื่อไปคืน PTT
และ KKP จะได้กำไรด้วย เพราะยืมเขามามูลค่า18 บาท แต่ซื้อคืนต่ำกว่า 18 เรียกได้ว่าใช้ทุนน้อยกว่าเดิม แต่ได้จำนวนหุ้นเท่าเดิม เงินเหลือก็ถือเป็นกำไรของKKP อันนี้อาจถือว่าเป็น Greenshoue พยุงราคาหุ้นอย่างหนึ่ง

กรณีที่ 2 : ถ้าราคาบนกระดานสูงกว่า 18 บาท การซื้อหุ้นคืนต้อง PTT จะแพงกว่าเดิม ใช่เงินเอะกว่าเดิมมันควรเป็นแบบนั้น แต่ไม่เลย ทาง PTT และ KKP ทำข้อตกลงกันว่า ถ้าตลอด30วันราคาบนกระดานเกิน 18 บาท สามารถออกหุ้น OR เพิ่มได้อีก 390 ล้านหุ้น ในราคา 18 บาท และให้สิทธิ KKP เป็นผู้ซื้อเอาไปคืน PTT ซึ่งภาษาในวงการหุ้นเขาเรียกว่า Greenshoue Options

แล้วส่งผลกับนักลงทุนยังไง ?

ซึ่งถ้าเกิดเป็นกรณีที่ 2 จะให้หุ้นในตลาดรวม เพิ่มขึ้นอีก 390 ล้านหุ้น ถามว่ามีผลอะไรกับเรามั๊ย คำตอบ ” มี” มีแบบอ้อมๆ เพราะจำนวนหุ้นเยอะขึ้น การปันผลจะถูกแบ่งโดยได้ต่อหุ้นน้อยลง เหมือนเค้กมี 1 ก้อนแต่จำนวนคนมากขึ้น

อ่านข่าวเพิ่มเติมของหุ้น OR ได้ที่ : https://chiangmaidailynews.com/cmdwealth/7115/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending