Connect with us

CULTURE

อ.เฉลิมชัย ชี้นักศึกษาวาดภาพพระอุลตร้าแมน ไม่ผิด! ผู้ว่า ตำรวจจ่อดำเนินคดี

Published

on

จากกรณี นักศึกษา หลักสูตรศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยในจังหวัดนครราชสีมา ได้วาดรูป “พระพุทธรูปอุลตร้าแมน” จนเกิดเสียงวิจารณ์จนทางผู้บริหารมหาลัย ผู้ว่าราชการ และพระอาจารย์ระดับคณะจังหวัดต้องออกมาปราม และนำตัวนักศึกษามาขอขมาจนเป็นการเร่งด่วน

แต่หลังจากมีข่าวได้ไม่นาน ทาง อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ได้ออกมาแสดงความคิดกับกรณีนี้ว่า

“ตนรู้สึกเศร้าใจที่เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าเปลี่ยนแปลงแล้วถูกผู้ใหญ่ด่า ทำให้เด็กหวาดกลัวทำอะไรก็ไม่ได้ นั่นคือปัญหาที่ทำบ้านเมืองแย่ลงทุกวันนี้ เมื่อเด็กไม่กล้าคิดต่างก็เลยลอกอย่างเดียว ทำให้มีแต่คนคิดจะลอกกันมันเลยคิดไม่เป็น บ้านเมืองของเราจะเจริญได้อย่างไร”

และอยากจะบอกถึงนักศึกษาที่เขียนรูปนี้ว่า เขาเขียนตามความคิดว่าอุลตร้าแมนเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้เขา เห็นว่ามีความเป็นฮีโร่ มีคุณงามความดี และปกป้องรักษาโลก เด็กจึงแทนที่ใบหน้าด้วยอุลตร้าแทน แต่เศียรยังคงเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ เพื่อบอกถึงคุณงามความดี แล้วสื่อไปถึงคนรุ่นใหม่เหมือนเขา โดยที่ไม่ได้เอาเศียรไปใส่กับซาตาน หรือตัวละครในหนังที่ชั่วร้าย แต่นำไปใส่กับตัวละครที่ดีที่สุด มีคุณธรรมศีลธรรม คอยปกป้องรักษาโลก การมองว่าเป็นการลบหลู่ศาสนา จึงเป็นเรื่อง “บ้าบอคอแตก”

นอกจากนี้ การที่ให้เด็กไปกราบไหว้ขอโทษก็ทำให้เด็กสั่นไหว และส่งผลถึงเด็กทั่วประเทศ เพราะต่อไป ถ้าผู้ใหญ่ด่าเขาก็จะไม่กล้าทำอะไรอีก และหันไปลอกเลียนแบบ ผมถามว่าเด็กที่วาดรูปพระพุทธเจ้าให้เหมือนมากมีกี่คน คำตอบคือมีจำนวนมาก แต่คนที่กล้าทำให้เกิดความแตกต่างมีบ้างไหม คำตอบคือน้อย และเด็กคนนี้กล้า และไม่ผิดด้วย เนื่องจากเป็นอุลตร้าแมนที่เป็นตัวละครดีที่สุด ตามสติปัญญาของเด็ก

“อย่าไปมองว่าความแตกต่างคือความผิด หรือผิดจากตัวเองแล้วต้องด่าลูกเดียว แต่เราควรยกย่องคนไทยด้วยกัน อย่าไปด่าเด็กเพราะสงสารเด็ก เด็กไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้เอาเศียรพระพุทธรูปไปใส่กับเปรต สัตว์นรกหรือคนชั่ว หรือตัวละครที่ชั่วๆ ส่วนเด็กนักศึกษาที่วาดภาพก็อย่าท้อ และขอให้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป”

ทางด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระภิกษุแห่งวัดสร้อยทอง ระบุว่า

“ภาพนี้เป็นแค่ภาพที่อยู่ในจินตนาการ อยู่ในความคิดและความรู้สึก ซึ่งไม่ได้ถูกรังสรรค์ออกมาเป็นภาพวาดจริงๆ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนับถือพระพุทธเจ้าและมองเห็นความเป็นฮีโร่ในตัวของพระองค์ เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพลังพิเศษ คือสามารถขจัดปัดเป่าหรือบำราบทุกข์บำรุงสุขให้เกิดแก่คนหมู่มากได้ สามารถประทานพระธรรมเทศนาอันเปรียบดั่งศัตราวุธ เพื่อต่อสู้กับเหล่าร้ายคือกิเลสตัณหาในหัวใจของมนุษย์ให้หมดสิ้น

“พระมหาไพรวัลย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพวาดก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเงาสะท้อนแห่งจินตนาการ และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ภายในเช่นกัน ความเคารพศรัทธาไม่มีรูปแบบ และมันเป็นนามธรรมอันลึกซึ้งมากกว่าที่ใครจะมาแบ่งแยกความสูงความต่ำ ความละเอียดวิจิตรหรือความเลวทรามหยาบกระด้าง ตลอดจนถึงการแสดงออก ซึ่งใครก็ไม่รู้ที่มาจำกัดแค่การกราบไหว้บูชา

จะวิจารณ์งานศิลปะสักชิ้นสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ดูจากภาพที่วาดออกมาเท่านั้น ต้องดูนัยยะว่าต้องการสื่อความหมายอะไร ซึ่งคนส่วนใหญ่มองข้าม ทุกคนมีสิทธิ์อธิบายความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าในแบบของเขา ทำไมต้องบังคับให้เขาศรัทธาในแบบของคุณอย่างเดียว “

พระมหาไพรวัลย์

และในขณะนี้ ภาพดังกล่าวได้ถูกปลดภาพวาดออกจากนิทรรศการ และเจ้าของภาพเข้ากราบขอขมาเจ้าคณะ จ.นครราชสีมา

การวาดภาพดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาที่จะลบหลู่พระพุทธศาสนาแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการสื่อให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นฮีโร่เหมือนอุลตร้าแมน ที่สามารถอดทนต่อสิ่งเร้ารอบด้าน และช่วยขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายให้กับมนุษย์ ทำให้โลกมนุษย์สงบสุขได้ แต่อย่างไรก็ตามถือเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตน จึงกราบขอขมาและขออภัยทุกคนทุกฝ่ายมาด้วย

ทางฝั่ง นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า

“ได้เห็นภาพวาดดังกล่าวแล้ว ทางจังหวัดฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังเร่งหาทางแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม โดยหารือร่วมกับเจ้าคณะจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนา อธิการบดีมหาวิทยาลัย ต้นสังกัดของนักศึกษาเจ้าของผลงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปเรื่องนี้ เบื้องต้นยอมรับว่าเป็นภาพที่ไม่เหมาะสม เป็นการแสดงออกทางศิลปะที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชน”

“นอกจากนี้ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันตรวจสอบ ไม่ให้นำเสนอผลงานศิลปะต่อสาธารณะในลักษณะสุ่มเสี่ยง ละเมิด หรือก้าวล่วงสถาบัน พระพุทธศาสนา หรือกระทบต่อความเลื่อมใสศรัทธา และความเชื่อถือของประชาชน รวมทั้งขอความร่วมมือไปยังศิลปินทุกคนให้คำนึงถึงภาพรวมเป็นหลัก และเพื่อไม่ให้เกิดกระแสความแตกแยกทางความคิดจนกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง “

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังอาจบานปลายเมื่อ พ.ต.อ.คเชนท์ เสตะปุตตะ ผกก.สภ.เมืองนครราชสีมา กล่าวเสริมว่า

“ต้องรอข้อสรุปของสำนักงานพระพุทธศาสนาว่ากรณีภาพวาดลักษณะนี้เข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาหรือไม่ เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นศาสนาหรือไม่ หากได้ข้อสรุปที่ชัดเจน สำนักงานพระพุทธศาสนา ในฐานะผู้เสียหาย จะต้องมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย”

แล้วคุณละ มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร ? มาร่วมพูดคุยกันได้ครับ

ที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9620000086208

https://voicetv.co.th/read/esj-gRjD3

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CULTURE

น่าห่วง! พฤติกรรม ‘บูลลี่’ เด็กไทยติดอันดับ 2 ของโลก

Published

on

งานวิจัยของกรมสุขภาพจิต พบว่า การใช้ความรุนแรง การข่มเหง รังแก หรือการบูลลี่ ในประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก! รองจากประเทศญี่ปุ่น และการบูลลี่ในไทยมีระดับความถี่ที่รุนแรง โดยเฉพาะในเด็กอายุน้อย

นายอธิวัฒน์ เนียมมีศรี เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน เปิดเผยว่า เครือข่ายฯ ได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นเรื่อง “บูลลี่ กลั่นแกล้ง ความรุนแรง ในสถานศึกษา” ในกลุ่มเด็กอายุ 10-15 ปี จาก 15 โรงเรียน พบว่า ร้อยละ 91.79 เคยถูกบูลลี่ วิธีที่ใช้บูลลี่มากที่สุดคือ การตบหัว ร้อยละ 62.07 รองลงมา ล้อบุพการี ร้อยละ 43.57 พูดจาเหยียดหยาม ร้อยละ 41.78 และอื่นๆ เช่น นินทา ด่าทอ ชกต่อย ล้อปมด้อย พูดเชิงให้ร้าย เสียดสี กลั่นแกล้งในสื่อออนไลน์

นอกจากนี้ 1 ใน 3 หรือ ร้อยละ 35.33 ระบุว่า เคยถูกกลั่นแกล้งประมาณเทอมละ 2 ครั้ง ที่น่าห่วงคือ 1 ใน 4 หรือ ร้อยละ 24.86 ถูกกลั่นแกล้งมากถึงสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ส่วนคนที่แกล้งคือ เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง

ทั้งนี้ ร้อยละ 68.93 มองว่า การบูลลี่ ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง สำหรับผลกระทบที่เห็นได้ชัด ร้อยละ 42.86 คิดจะโต้ตอบเอาคืน ร้อยละ 26.33 มีความเครียด ร้อยละ 18.2 ไม่มีสมาธิกับการเรียน ร้อยละ 15.73 ไม่อยากไปโรงเรียน ร้อยละ 15.6 เก็บตัว และร้อยละ 13.4 ซึมเศร้า นอกจากนี้ เด็กๆ ยังต้องการให้ทางโรงเรียนมีบทลงโทษที่ชัดเจน มีครูให้คำปรึกษา จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ

ที่มารูปภาพจาก www.bangkokbiznews.com/news/detail/861433

นายอธิวัฒน์ กล่าวว่า สังคมไทยต้องเลิกมองเรื่องบูลลี่ กลั่นแกล้งกัน เป็นเรื่องเด็กๆ ปกติแล้วปล่อยผ่าน ต้องให้ความสำคัญ และสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้อง เร่งปลูกฝังเรื่องการเคารพสิทธิเนื้อตัวร่างกาย การให้เกียรติกัน ทั้งในระดับครอบครัวและในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการก็ต้องให้ความสำคัญกับปัญหา ควรกำหนดให้สถานศึกษามีช่องทางให้เด็กๆ สามารถบอกเล่าปัญหา เพื่อขอความช่วยเหลืออย่างเป็นมิตร และปิดลับ หากสถานศึกษาไม่สามารถรับมือกับปัญหาจะสุ่มเสี่ยงที่ปัญหาจะใหญ่ขึ้น

“เด็กๆ ร้อยละ 68.93 มองว่า การบูลลี่ ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง และผลกระทบที่เห็นได้ชัด คือ  ร้อยละ 42.86  คิดจะโต้ตอบเอาคืน  ร้อยละ 26.33 มีความเครียด ร้อยละ 18.2 ไม่มีสมาธิกับการเรียน ร้อยละ 15.73  ไม่อยากไปโรงเรียน ร้อยละ 15.6 เก็บตัว และร้อยละ 13.4  ซึมเศร้า นอกจากนี้ เด็กๆยังต้องการให้ทางโรงเรียนมีบทลงโทษที่ชัดเจน มีครูให้คำปรึกษา จัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ” นายอธิวัฒน์  กล่าว

งานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ ยังพบอีกว่า เด็กที่รังแกคนอื่น มีพื้นฐานด้านการขาดอำนาจบางอย่างในวัยเด็ก ถูกการเลี้ยงดูเชิงลบ รวมถึงพันธุกรรมทางสมอง จนนำไปสู่การรังแกกลั่นแกล้งคนอื่นในวัยที่โตขึ้น พฤติกรรมนี้จะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นความเคยชิน ทำได้แนบเนียนและรุนแรงขึ้น

ส่วนเด็กที่ถูกบูลลี่ จะมีอาการซึมเศร้า ไม่อยากไปโรงเรียน บางรายอาจถึงขั้นคิดสั้น ทั้งนี้ผู้ปกครองอย่าปล่อยให้เด็กเผชิญปัญหาเพียงลำพัง ต้องคอยสังเกตอาการและสอบถาม เมื่อเด็กส่งสัญญาณที่ผิดปกติ เช่น ดูหงุดหงิด วิตกกังวล มีความกลัว ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากคุยกับใคร หรือมีร่องรอยตามร่างกาย ผู้ปกครองควรสร้างบรรยากาศแห่งความไว้ใจ ชวนคุยให้เขาเล่าปัญหาเพื่อช่วยหาทางออก หารือกับครูที่ปรึกษา ข้อสำคัญคือการเป็นแบบอย่างที่ดี ทำให้เด็กนำสิ่งเหล่านี้ไปแก้ปัญหา รวมถึงการเลี้ยงดูเชิงบวก

ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก มีคนอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งทำให้ความรู้สึกเปราะบางง่ายกว่าแต่ก่อน เมื่อถูกบูลลี่จะเกิดการตอบโต้อย่างรุนแรง รวมถึงการทำร้ายตนเองด้วย และนี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องตระหนักถึง และร่วมสร้างเครื่องมือเพื่อเปลี่ยนแปลง รวมทั้งหาทางออกที่ดีต่อทุกฝ่ายให้ได้

ขอบคุณที่มาของข้อมูล
https://www.thairath.co.th/news/society/1743698
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/861433

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

ย้อนรอย กลับดอยปู่หมื่น ไปหาต้นตระกูลของดาราสาว “ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส”

Published

on

หลังจากมีประเด็นร้อนระอุอย่างกระแสดราม่าละครเรื่อง “ซ่อนเงารัก” ไป ก็ไม่วายมีเรื่องต่อ เมื่อ คุณ ม้า อรณภา ได้ออกมาไล่ให้ ริชชี่ กลับบ้านไป แต่ไม่ใช่แค่บ้านธรรมดา หากแต่พูดว่า ให้กลับดอย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขว้าง ในเรื่องของความไม่เหมาะสมและที่สำคัญ ต้นตระกูลของ ริชชี่ ก็ เป็น ‘มูเซอ’ ชาติพันธ์กลุ่มแรกที่เข้ามาในสมัยร.5 อีกด้วย วันนี้เราจะมาเล่าถึงความเป็นมาของชนเผ่านี้กันครับ

ก่อนอื่นเราต้องขอยอมรับนะครับว่า การเหยียดชาติพันธุ์ นั้นเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ และการว่าใครว่าเป็นคนดอยนั้น เป็นการแสดงถึงการไม่ให้เกียรติและเป็นการเหยียดที่ปัญญาชนเขาไม่ทำกัน ดังนั้น การใช้คำว่า ‘ดอย’ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำนะครับ

“ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส” โด่งดังจากหนังเรื่อง “คู่กรรม” ซึ่งรับบทเป็น อังศุมาลิน คู่กับพระเอกสุดฮอตอย่าง ณเดช คูกิมิยะ ริชชี่น้องเป็นชาติพันธุ์มูเซอแดง ซึ่งเป็นเหลนของผู้นำชุมชน ชื่อว่า ‘ปู่หมื่น’ ตั้งอยู่ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งความหมายของคำว่า ‘มูเซอ’ นั้นเป็นชื่อที่ชาวพม่าและไทใหญ่เรียก แปลว่า ‘พรานป่า’ เนื่องจากมีความชำนาญในเรื่องของการล่าสัตว์ แกะรอย และอาศัยอยู่ในป่ามาอย่างยาวนาน โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แมคคาร์ธี) เจ้ากรมแผนที่คนแรกของสยาม ได้พบกับ ‘ชาวมูเซอ’ เป็นคนแรกๆ

ต้นตระกูลของริชชี่นั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะคุณปู่ของเธอเป็นถึงผู้นำชนเผ่า นามว่า ‘ปู่หมื่น’ ผู้นำบนดอยปู่หมื่น ถ้าไม่ใช่บุคคลสำคัญจริงๆชื่อของคุณปูของเธอคงไม่ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อภูเขาแห่งนี้อย่างแน่นอน

นอกจากคุณปู่จะเป็นผู้นำชุมชนแล้ว คุณตาของริชชี่ยังเคยได้ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อ พ.ศ. 2513 อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น ลาหู่ (มูเซอ) ที่มีความใกล้ชิดกับระบบราชการไทยมากที่สุดตระกูลหนึ่งเลยก็ว่าได้

เมื่อในอดีต ประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตระกูลของเธอปลูกฝิ่น แต่ฝิ่นนั้นผิดกฏหมาย จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานชาอัสสัม ให้กับคุณตา แทนการปลูกฝิ่นเพื่อดำรงชีพอีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อ ริชชี่ เป็นชนเผ่าลาหู่(มูเซอ)แล้ว ศาสนาที่น้องนับถือก็ต้องเป็น ศาสนาคริสต์แน่นอน เพราะชาวลาหู่นั้นนับถือ ศาสนาคริสต์ กันมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว เพราะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มของมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวลาหู่นับถือ ผีฟ้า ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นพระเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่งบนโลก

จากรณีศึกษาของกระแสดราม่าดังกล่าว ทำให้เราพิจารณาได้ว่า เราไม่ควรไล่ใครกลับไปไหนครับ ไม่ว่าจะไปอยู่บนดอย นอกประเทศ หรือดาวอังคาร

และไม่ควรยอมรับแนวคิดการแบ่งแยกมาในสังคม (Tolerance) ซึ่งเป็นปัญหาของการอยู่รวมกันในสังคม สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเคารพทางชาติพันธุ์ซึ่งกันและกัน 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

CULTURE

ผางประทีป สัญลักษณ์ประเพณียี่เป็ง ของชาวล้านนา

Published

on

การจุดผางประทีส หรือ ผางประทีป คือภาชนะดินเผา ตรงกลางมีลักษณะเป็นหลุมลงไปไม่ลึกมาก เพื่อให้เพียงพอต่อการใส่ไส้เทียนที่ทำมาจากฝ้ายและขี้ผึ้ง เป็นสัญลักษณ์สำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่า เข้าสู่ช่วง ประเพณีลอยกระทง หรือเทศกาลยี่เป็งของจังหวัดเชียงใหม่แล้ว

ผางประทีป ถือได้ว่าเป็นการสักการบูชาในพระพุทธศาสนา เป็นเอกลักษณ์ทางภูมิปัญญาท้องถิ่น แสงที่สว่างไสวของประทีปมีความเชื่อว่าจะทำให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีแสงสว่างนำทางชีวิตให้โชติช่วงชัชวาลแก่ผู้บูชาดั่งแสงจากผางประทีป

ในช่วงประเพณียี่เป็ง ชาวล้านนาจะนิยมจุดผางประทีสเป็นพุทธบูชา สืบเนื่องมาจากตำนานพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ได้แก่ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ พระโคตม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) พระศรีอริยะเมตไตร พระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ได้ถือกำเนิดจากแม่กาเผือก

วันหนึ่งขณะที่แม่กาออกไปหาอาหารได้เกิดพายุขึ้น ทำให้ไข่ทั้งห้าฟองของแม่กาเผือกถูกพัดตกจากรังไหลไปตามแม่น้ำ และมีแม่ไก่ แม่นาค แม่เต่า แม่โค และแม่ราชสีห์เก็บไปเลี้ยง เมื่อไข่ทั้งห้าฟองฟักออกมาเป็นมนุษย์เป็นเพศชาย ก็ได้บวชเป็นฤๅษีทั้งห้าองค์ เมื่อฤๅษีทั้งห้าได้พบกัน จึงไต่ถามถึงมารดาของแต่ละองค์ แต่ละองค์ก็ตอบว่า แม่ไก่เก็บมาเลี้ยง แม่นาคเก็บมาเลี้ยง แม่เต่าเก็บมาเลี้ยง แม่โคเก็บมาเลี้ยง และแม่ราชสีห์เก็บมาเลี้ยง ฤๅษีทั้งห้าองค์จึงสงสัยว่า แม่ที่แท้จริงของตนเป็นใคร จึงพากันอธิษฐานขอให้ได้พบแม่ ด้วยคำอธิษฐาน จึงทำให้พกาพรหม ผู้เป็นแม่ได้แปลงกายเป็นกาเผือกบินลงมาเล่าเรื่องในอดีตให้ฤๅษีทั้งห้าฟัง และได้บอกว่าหากคิดถึงแม่ ให้นำด้ายดิบมาฟั่นเป็นตีนกาจุดเป็นประทีปบูชาในวันยี่เป็ง ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายประทีสตีนกา จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ (คัมภีร์อานิสงส์ผางประทีส, ม.ป.ป.)

ในช่วงประเพณีลอยกระทงแบบนี้ เราจึงเห็นผู้คนออกมาจุดผางประทีปกันทั่วเมืองเชียงใหม่ และการจุดผางประทีปนี้ ยังเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อทดแทนการปล่อยโคมลอย นอกจากจะช่วยลดจำนวนการจุดโคมลอยขึ้นฟ้าในเขตชุมชนแล้ว ยังทำให้เยาวชนรุ่นหลังได้สืบสานวิถีการจุดผางประทีปดั้งเดิมไม่ให้สูญหายไปด้วย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending