Connect with us

CULTURE

เริ่มต้นปีใหม่ ทำไมต้อง 1 มกรา?

วันขึ้นปีใหม่ทำไมต้องตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี และใครเป็นคนกำหนดว่าจะต้องเป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี และวันปีใหม่กับวันปี๋ใหม่เมืองคือวันเดียวกันหรือไม่

Published

on

ปีใหม่ทำไมต้อง 1 มกรา

วันขึ้นปีใหม่ทำไมต้องตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี ใครเป็นคนกำหนดว่าจะต้องเป็นวันที่ 1 มกราคมของทุกปี และวันปีใหม่กับวันปี๋ใหม่เมืองคือวันเดียวกันหรือไม่?

ปีใหม่ คือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี และในความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานได้ระบุถึงปีใหม่ไว้ว่า ปี คือ เวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเวลา 365/366 วัน ในเวลา 12 เดือน และ “ปีใหม่” จึงมีความหมายว่า การขึ้นรอบใหม่หลังจากครบ 12 เดือน หรือ 1 ปี นั่นก็คือ วันที่ 1 เดือนแรกของปีนั่นเอง

สมัยโบราณถือเอาวันแรมค่ำเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ แล้วเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ในพ.ศ. 2432 วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันที่ 1 เมษายนพอดี รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 เมษายน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 แล้ว ทางราชการได้เห็นว่าควรปรับเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้ฟื้นขึ้นมาอีก จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก

การจัดงานวันขึ้นปีใหม่ที่ได้เริ่มเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2477 ได้แพร่หลายออกมาในต่างจังหวัดในปีต่อมา และปีพ.ศ. 2479 ก็ได้จัดงานรื่นเริงปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด

การฟื้นฟูให้จัดงานรื่นเริงในวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน ได้ทำอยู่เพียงไม่กี่ปี คณะรัฐมนตรีก็ได้พิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง ได้ตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยหลวงวิจิตรวาทการเป็นประธานกรรมการ ได้เริ่มประชุมเป็นครั้งแรกและคณะกรรมการได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากวันที่ 1 เมษายน มาเป็นวันที่ 1 มกราคม โดยให้ถือวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ใน พ.ศ. 2483 เป็นปีสุดท้าย ฉะนั้นในปีพ.ศ. 2483 ก็จะมีเพียง 9 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2483 เท่านั้น เมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม ก็เริ่มต้นพุทธศักราช 2484 ได้เลย

วันที่ 1 เมษายนว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ แต่เรียกว่าเป็น “วันตรุษสงกรานต์” เช่นเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2480 สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่าวันที่ 31 มีนาคม และวันที่ 1-2 เมษายน รวม 3 วัน เป็นวันตรุษสงกรานต์ แล้วมีวงเล็บไว้ข้างท้ายเป็นภาษาอังกฤษว่า (New Year) แสดงว่าในสมัยนั้นเรียกวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน ว่าเป็น “วันตรุษสงกรานต์” และพึ่งจะมากำหนดให้วันที่ 13 เมษายนเป็นวันสงกรานต์และวันหยุดราชการเมื่อปี พ.ศ. 2491

ส่วน วันขึ้นปีใหม่ของชาวล้านนา แรกเริ่มเดิมทีจะตรงกับเดือนเมษายน หรือเดือน 7 เหนือ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ของชาวไทยภาคกลาง วันปีใหม่ของชาวล้านนานั้นจะเป็นการเปลี่ยนศักราชใหม่ ชาวล้านนาจะเรียกว่า “ปี๋ใหม่”  โดยการเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อเรื่องการเปลี่ยนศักราชใหม่ และยังเป็นโอกาสดีที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้มาอยู่รวมกันเพื่อทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระ ดำหัว เล่นน้ำและขอพรจากผู้ใหญ่

วันปี๋ใหม่เมืองเป็นวันที่ชาวล้านนาให้ความสำคัญกันอย่างมาก เพราะว่า…

  1. เป็นการเริ่มต้นปีและเป็นการเปลี่ยนปี(ศักราช) ใหม่
  2. เป็นการย้ำเตือนให้รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของวัน วัย และสังขาร
  3. เป็นการชำระสะสางสิ่งที่ไม่ดี
  4. เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ในปัจจุบันเป็นที่รู้กันดีว่าวันขึ้นปีใหม่ตามสากลคือ วันที่ 1 มกราคม ของทุกปี แต่สำหรับคนภาคเหนือหรือคนล้านนา ก็ยังให้ความสำคัญกับวันปีใหม่ดั้งเดิมอยู่มาก เพราะถือว่าเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ของคนในท้องถิ่น และในช่วงปีใหม่ (เมือง) นี้ ชาวเหนือจะมีพิธีกรรมต่าง ๆมากมาย ไม่ว่าจะเกี่ยวกับศาสนาหรือชุมชน ในขณะที่ภูมิภาคอื่น ๆ ได้ลดความสำคัญจากวันปีใหม่ไทย (ช่วงวันสงกรานต์) ให้เป็นเพียงเทศกาลสงกรานต์ และมีการทำบุญตักบาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ตามปกติทั่วไป แต่ไม่ได้ให้ความสำคัญมากเท่ากับคนภาคเหนือ เพราะฉะนั้นในส่วนของคนเหนือหรือคนเมืองแล้ว แทบจะไม่ได้พูดคำว่า “สงกรานต์” เลย เพราะในภาษาคำเมืองคนส่วนใหญ่จะเรียกกันว่า “ปี๋ใหม่เมือง” และเรียกวันขึ้นต้นปี 1 มกราคมว่า “ปี๋ใหม่ไทย”

วันขึ้นปีใหม่ตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นต้นมา โดยถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ในแบบสากล และวันที่ 13 เมษายนคือวันสงกรานต์ของคนไทย แต่สำหรับชาวล้านนาวันที่ 13 เมษายน ก็ยังคงเป็นวันขึ้นปีใหม่ซึ่งก็คือ ”วันปี๋ใหม่เมือง” นั่นเอง

แต่ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่หรือปี๋ใหม่ กิจกรรมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมายาวนานนั่นก็คือ

  • การทำบุญตักบาตร โดยอาจตักบาตรที่บ้านหรือไปที่วัดหรือตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ทางราชการเชิญชวนไปร่วมทำบุญ
  • การกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง การมอบของขวัญ การมอบช่อดอกไม้ หรือการส่งบัตรอวยพร
  • การจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รื่นเริง

ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ไทยหรือว่าปีใหม่ล้านนาต่างก็มีความคล้ายคลึงกัน เพราะเป็นการเปลี่ยนหรือเริ่มต้นศักราชใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวิต เป็นการทิ้งสิ่งไม่ดีหรือชำระสะสางสิ่งเก่า ๆ ไว้ในปีเก่าแล้วเดินหน้าต่อไปกับปีใหม่ และไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ไทยหรือว่าปีใหม่ล้านนาก็ทำให้ครอบครัวได้อยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ได้ทานข้าวพร้อมกันและได้ทำบุญร่วมกันถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในสังคมไทย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : chiangmainews , silpa-mag

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CULTURE

“สักยันต์” จุดเด่นทางด้านวัฒนธรรม ที่เป็นมากกว่าความเชื่อ

สุดยอดกิจกรรมที่มาแล้วจะพลาดไม่ได้และห้ามพลาดมากที่สุดก็คงจะเป็น “สักยันต์ไทย” เพราะถ้าไม่ได้สักยันต์ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงประเทศไทยนั่นเอง

Published

on

By

สักยันต์จุดเด่นทางวัฒนธรรม

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยม “สักยันต์ไทย” จนเป็นหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไทย

การมาประเทศไทยนั้นชาวต่างชาติต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหากใครมาเที่ยวเมืองไทยกิจกรรมที่จะพลาดไม่ได้และห้ามพลาดมากที่สุดก็คงจะเป็น การสักยันต์ไทย เพราะถ้ามาเมืองไทยแล้วไม่ได้สักยันต์ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงประเทศไทยนั่นเอง

การสักยันต์ในเมืองไทยนั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวต่างชาติ ตั้งแต่ แองเจลิน่า โจลี่ โชว์รอยสักยันต์ห้าแถวบริเวณไหล่ด้านซ้ายที่สักจากไทยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว การสักยันต์ของไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกมุมโลก จนถึงปัจจุบันนี้กระแส “สักยันต์ไทย” ก็ยังไม่เสื่อมคลายในกลุ่มชาวต่างชาติ จนถึงขั้นมีเอเจนซี่พานักท่องเที่ยวต่างชาติไปสักยันต์กับสำนักดังๆ เลยทีเดียว

นอกจากแองเจลิน่า โจลี่แล้ว อีวา ซู เบ็ค ยูทูบเบอร์ชื่อดังด้านการเดินทางท่องเที่ยว ชาวโปแลนด์ ที่มียอดผู้ติดตามในยูทูปมากถึง 897,000 คน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้ยินคำล่ำลือเรื่องการสักยันต์ไทย จนเธอตัดสินใจลองสักยันต์เพื่อหวังช่วยเยียวยาจิตใจให้เธอรู้สึกดีขึ้นและสามารถรับมือกับความกดดันในการเป็นยูทูบเบอร์ของเธอ รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่คอยปกป้องดูแลเธอได้อีกด้วย

อีวา ซู เบ็ค ได้ติดต่อเอเจนซี่ให้พาเธอไปยังสำนักสักยันต์อาจารย์เหน่งย่านอ่อนนุช ซึ่งหลังจากนั้นเธอได้พูดถึงการสักยันต์ว่า ระหว่างที่สวดมนต์ก่อนเริ่มสักยันต์เธอรู้สึกเหมือนตัวลอย ๆ ขึ้นมาจากพื้น มันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง และเมื่อเธอได้เผยแพร่คลิปดังกล่าวลงในยูทูบ ก็มีสมาชิกยูทูบคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Andy Smith ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “ผมได้เดินทางไปสักยันต์ที่เชียงใหม่ และผมสามารถอธิบายได้แค่ว่าอานุภาพของยันต์ทำให้ผมเหมือนได้รับการโอบกอดที่ผมไม่เคยได้รับความรู้สึกนี้มาก่อน ผมรู้สึกกว่ายันต์ช่วยปกป้องผมจากสิ่งอันตรายได้”

เมื่อการสักยันต์เป็นที่นิยมการอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติที่ผ่านมา จากนั้นได้มีคนทำสถิติว่าด้วยเรื่องลายสักยันต์ยอดนิยมที่ชาวต่างชาตินิยมสักคือ “ยันต์เก้ายอด หรือนวหรคุณ” ซึ่งหมายถึงพระพุทธคุณทั้ง 9 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ช่วยเสริมจิตใจให้เข้มแข็ง และเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่าก้าวหรือก้าวหน้าอีกด้วย

เครดิตรูปภาพจาก : mokkalana

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสักยันต์ต้องมาคู่กับคาถาและความเชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนอาจจะมีความไม่เข้าใจจึงนั่นก็ทำให้การสักยันต์ในแต่ละที่นั้นต้องมีวิธีพูดและอธิบายให้เข้าใจในความหมายและความเป็นมาให้ชาวต่างชาติที่ต้องการสักเข้าใจ นอกจากการอธิบายให้ลูกค้าต่างชาติเข้าใจแล้วยังต้องเลือกยันต์ให้ตรงกับความชอบและความต้องการของลูกค้าต้องดูว่าลูกค้าต้องการแก้ปัญหาในด้านไหน อยากส่งเสริมเรื่องอะไรในชีวิต และลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่มักให้อาจารย์ผู้สักยันต์เป็นคนเลือกลายสักให้ เนื่องจากพวกเขาชื่นชอบยันต์ของไทยทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะสักรูปแบบไหนพวกเขาต่างพึงพอใจและบอกต่อ ๆ กันอีกหลาย ๆ ราย

การสักยันต์นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ดี ชาวต่างชาติจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะพวกเขาชื่นชอบและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้นชาวไทยต้องไม่อาย ไม่มองว่าเป็นเรื่องงมงาย ต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมของเรา ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาเพื่อสร้างรายได้สู่ประเทศไทย

ขอขอบคุณข้อมูล : posttoday , youtube

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

“ข้าวซอย” รสชาติแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความอร่อยแห่งวัฒนธรรมผสม

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

Published

on

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

สงครามล้างเผ่าพันธุ์ จุดกำเนิดการเดินทางของข้าวซอย

คาราวานพ่อค้าชาวฮ่อที่สามเหลี่ยมทองคำ ขอบคุณภาพจาก cpamedia.com

ว่ากันว่าเดิมทีข้าวซอยนั้นเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีนฮ่อ หรือจีนมุสลิมที่ได้อพยพเข้ามาทำมาค้าขาย และทำอาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเดิมทีแล้วอาหารเมนูนี้มีชื่อว่า “ปาปาแซ”

แต่จุดกำเนิดของการเดินทางของเมนูแสนอร่อยขึ้นชื่อนี้ มาพร้อมกับเรื่องราวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวจีนฮ่อ โดยเดิมทีแล้ว คำว่า “ฮ่อ” คือชื่อเรียกของคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งต้นกำเนิดของคนเหล่านี้อยู่ตรงกับแถบบริเวณประเทศคาซัคสถาน กีรจีสถาน ทาจิกิสถาน และ อูสเบกิสถานในปัจจุบัน

ชาวฮ่อถูกนำมาเป็นทหารร่วมกองทัพของมองโกล และถูกส่งไปควบคุมอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์และเส้นทางการเดินทางในจีน และต่อมาจึงได้อยู่อาศัย รับวัฒนธรรมผสมปนเปกันจนลืมวัฒนธรรมรากเหง้าไป เหลือเพียงศาสนาอิสลาม และภาษาอาหรับเพียงเท่านั้น

จนถึงปี พ.ศ.2399 ชาวฮั่นได้เริ่มจุดชนวนความขัดแย้ง สังหารหมู่ชาวฮ่อโดยมีราชวงศ์ฮั่นหนุนหลัง เกิดสงครามมายาวนานถึง พ.ศ.2420 ชาวฮั่นที่เหลือรอดจากการล้างเผ่าพันธุ์ร่นอพยพมาอยู่ที่มณฑลยูนยานทางตอนใต้ของจีน ได้ขอเข้ามาพักพิงอยู่อาศัยที่ทางตอนเหนือของตำบลข่วงสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า “หนองฮ่อ” ชาวจีนฮ่อที่อพยพมาพอตั้งหลักแหล่งได้ก็ประกอบอาชีพค้าขายที่ตนถนัด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เปิดร้านอาหารขาย “ข้าวซอย” นั่นเอง

แรกเริ่ม “ข้าวซอย” ไม่ได้ใส่กะทิ

จริง ๆ แล้ว ต้นตำหรับของข้าวซอยทุกวันนี้คือ เส้นที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวดอยผสมกับน้ำ ไม่ได้มีไข่เป็นส่วนผสมอย่างทุกวันนี้ และราดด้วยแกงไก่สับหรือเนื้อสับ เพราะชาวฮ่อนั้นนับถือศาสนาอิสลามจึงไม่ทานเนื้อหมู เมนูนี้มีชื่อเรียกว่า “ปาปาแซ” ปัจจุบันหาทานยากมาก แต่ที่จังหวัดเชียงใหม่ยังมีขายอยู่หนึ่งร้านที่บ้านฮ่อ

มีการสันนิษฐานว่า เหตุผลที่ข้าวซอยในปัจจุบันมีส่วนผสมของกะทิก็เพราะว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจกาอาหารพม่าที่มีชื่อว่า “อนโน เขาสะเว” (Ohn-No Khao Swe) ที่มีหน้าตาคล้ายข้าวซอยแต่จะไม่ได้หนักเครื่องเทศเหมือนของไทย กินกับพริกแห้งคั่วน้ำมัน โรยด้วยเส้นทอดกรอบ และใส่กะทิเพราะในอดีตอาหารเหนือแทบทุกเมนูไม่มีการใส่กะทิ ส่วนแกงฮังเลนั้นก็รับมาจากพม่าเช่นกัน

ปัจจุบันข้าวซอยสามารถถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ปาปาแซ หรือข้าวซอยฮ่อ
  • ข้าวซอยอิสลาม มีการใส่กะทิเพิ่มลงไป และเส้นแบน
  • ข้าวซอยคนเมือง ในน้ำแกงจะต้มกะทิลงไปพร้อมกันเลย ไม่ได้แยกใส่ทีหลังเหมือนข้าวซอยอิสลาม น้ำแกงจึงเข้มข้นเป็นพิเศษ

ทำไมถึงชื่อ “ข้าวซอย”

น่าจะเดากันได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะในสมัยก่อนเส้นข้าวซอยที่ทำมาจากแป้งข้าวเนียวดอย เมื่อผสมน้ำ นวดกันจนเข้าที่แล้ว ก็จะถูกรีดเป็นแผ่นและใช้มีดซอยนั่นเอง แต่ก็มีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คำว่า “ข้าวซอย” จะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “ขาสะเว” (Khao Swe) ของพม่าที่แปลว่า ก๋วยเตี๋ยว ด้วยเช่นกัน

พอลองมานึกดูแล้ว ที่จังหวัดเชียงใหม่ของเราก็มีร้านข้าวซอยให้ทุกคนได้เลือกอร่อยตามความชอบเยอะแยะมากมายอยู่เหมือนกัน แล้วร้านโปรดของเพื่อน ๆ คือร้านอะไรกันบ้างเอ่ย มาแชร์กันได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข้าวซอยเนื้อภาคเหนือ, phusompor

เปิดตำนาน “ลาบ” ที่เป็นมากกว่าสุดยอดอาหารของล้านนา แต่คือที่มาของเครื่องเทศ การค้าและการเมือง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

ตรุษจีนเชียงใหม่ยังคึกคัก แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองไม่นาน

ชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่คึกคักออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้ตรุษจีน แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองมาไม่นาน

Published

on

By

ตรุษจีนเชียงใหม่คึกคัก

ชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่คึกคักออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้ “ตรุษจีนปี 2564” นี้ แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองมาไม่นาน

ตรุษจีนปี 2564 นี้ ด้านแม่ค้าเผยเป็ด ไก่ ขนมและผลไม้ราคายังทรงตัว แต่ส่วนที่มีราคาสูงขึ้นคือหมู ยอดขายไม่ได้ตกเหมือนอย่างที่คาดการณ์กันไว้ เพราะหลายคนยังยึดถือประเพณีเป็นสำคัญ แถมยังซื้อของไหว้ทางออนไลน์และยังสั่งจองของไหว้กับเจ้าประจำไว้ล่วงหน้ากันอีกด้วย

รายงานข่าวในจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า วันที่ ( 10 ก.พ. 64 ที่ผ่าน ) ซึ่งคือวันจ่ายของเทศกาลตรุษจีน ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะออกไปจับจ่ายซื้อของเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษในวันไหว้ ( 11 ก.พ. 64 ) ที่ตลาดวโรรส หรือกาดหลวงในตัวเมืองเชียงใหม่ หรือที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีเพราะถือเป็นย่านไชน่าทาวน์ของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ซึ่งที่กาดหลวงพบว่าชาวไทยเชื้อสายจีนต่างก็พากันออกมาจับจ่ายซื้อของไหว้กันอย่างคึกคักเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ก็ตาม

จากการสอบถามร้านรับทำของไหว้เจ้าทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในปีนี้ราคาหมูขยับสูงขึ้นทำให้ต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นจากปกติเพิ่มมากขึ้นถึงกิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนเป็ด ไก่ ยังขายในราคาเท่าเดิม ซึ่งต่างจากหมูต้มต้องขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท รวมทั้งหมูกรอบอยู่ที่ 400 – 450 บาทซึ่งมีราคาที่สูงจากปกติมากขึ้นเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้ว่าราคาของไหว้เจ้าจะมีสูงขึ้นแต่การซื้อของไหว้เจ้านั้นยังคงมีการสั่งซื้อและการจับจ่ายกันเป็นจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่ต่างก็ยึดถือประเพณีเป็นสำคัญ และลูกค้าส่วนใหญ่นั้นต่างก็เป็นลูกค้าประจำ ซึ่งจะมีการโทรมาสั่งจองไว้ล่วงหน้าหรือจองทางออนไลน์ไว้ก่อนจากนั้นค่อยแวะมารับเพื่อลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด – 19 ตามมาตรการการป้องกัน ซึ่งในขณะเดียวกันทางตลาดก็มีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำอีกรอบ แต่ถึงอย่างไรการจับจ่ายซื้อของไหว้เจ้าก็คึกคักในตลอดทั้งวันจ่ายที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าการจับจ่ายซื้อของไหว้เจ้าและบรรพบุรุษในวันตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่นั้นคึกคักตลอดทั้งวันจ่ายที่ผ่านมา เพราะคนส่วนใหญ่ยังเห็นถึงความสำคัญของขนบประเพณีมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ถึงแม้อย่างนั้นก็ยังมีการระมัดระวังตัวเองเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงไม่อยู่กันจะสถานที่นั้นแออัดเกินไป โดยการที่มีการโทรสั่งซื้อของไว้ล่วงหน้าหรือว่าสั่งซื้อกันทางออนไลน์นอกจากจะสะดวกมากกว่าแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : mgronline

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending