Connect with us

CULTURE

เสริมดวงให้ปัง รับวาเลนไทน์ ด้วย “หินสีมงมล”เครื่องประดับยอดฮิตของสายมู

Published

on

หินสีมงคล หรือหินสีนำโชค เครื่องประดับยอดนิยมของชาวสายมู ที่หลาย ๆ คนเชื่อว่าส่งผลด้านดี ต่อการงาน การเงิน ความรัก ฯลฯ ซึ่งสีของหินแต่ละสี ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป วันนี้เราจึงจะพาไปดูความหมายที่ซ่อนไว้ของหินแต่ละสีกันค่ะ

ในทางศาสตร์จีนโบราณ มีการใช้หินเพื่อการบำบัดโรค ทั้งอียิปต์โบราณ กรีก และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกหลายแห่ง ก็มีหลักฐานแสดงถึงการนำหินมาใช้ในการรักษาโรค ที่มีปรากฏอยู่บนกระดาษปาปิรุสของชาวอียิปต์ที่มีอายุราว 1,500 ปีก่อน  

ในประเทศไทยจะแบ่งลักษณะความมีค่าเป็นหินรัตนชาติและความนิยม โดยความนิยมของหินก็จะแตกต่างไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ประเทศเปรู จะนิยมหินสีดำที่ได้จากพื้นดินที่ดำสนิทเท่านั้น เพราะมีหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติ เป็นต้น

และสำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องประดับ และมีความสนใจในเรื่องของหินสีมงคล ก็ลองมาดูความหมายเพื่อประกอบการตัดสินใจกันดู

อเมทิสต์ (Amethyst) เป็นหินที่มีความโดดเด่นเรื่องการช่วยบำบัด รักษาเกี่ยวกับสุขภาพ มีความโดดเด่นในเรื่องการเสริมฮวงจุ้ยที่ดีให้กับบ้าน ทำให้คนในบ้านรักและสามัคคีกัน

เทอร์ควอยซ์ (Turquoise) ช่วยเสริมพลังอำนาจบารมี และยังส่งผลให้สติปัญญาดี มีความสามารถเหนือผู้อื่น แคล้วคลาดปลอดภัย ทั้งยังส่งพลังให้ลูกน้องบริวารจงรักภักดีมีความซื่อสัตย์

ทับทิม (Ruby) ตัวแทนแห่งความรักอันบริสุทธิ์ เสริมสร้างความรัก ความเข้าอกเข้าใจและยังช่วยป้องกันฟันร้าย อีกด้วย

มรกต (Emerald) ช่วยเสริมความสมบูรณ์ ปรับสมดุลธาตุในร่างกาย และยังเป็นหินเรียกเงินเรียกทอง ดูดทรัพย์สินเงินทองมาให้จากการเจรจาต่อรองที่เป็นต่อ

ซิทริน (Citrine) เสริมสร้างทัศนคติที่ดี และเพิ่มพลังทางสติปัญญาให้แก่ผู้เป็นเจ้าของ ช่วยให้การตัดสินใจนั้นถูกต้อง หรือมองเห็นทางเลือกที่ชัดเจน

ไทเกอร์ อาย (Tiger’s Eye) มีคุณสมบัติในการพัฒนาญาณหยั่งรู้ ให้เกิดในรูปของการมองเห็น ช่วยกระตุ้นพลังชีวิต และพลังความคิดให้เกิดแรงบันดาลใจ ช่วยขจัดปัดเป่าฝันร้าย

โกเมน (Garnet) ปกป้องคุ้มครอง ช่วยให้สมปรารถนา แก้ไขปัญหาด้านความรักความสัมพันธ์ ชาวอินเดียโบราณเชื่อว่าใครได้ครอบครองโกเมนจะเป็นเครื่องรางของขลังพกติดตัว จะช่วยให้รอดปลอดภัยในทุก ๆ เรื่อง

นิล (Onyx) สามารถปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัยจากภัยตรายต่าง ๆ และคุ้มครองให้รอดพ้น จากอุบัติเหตุและช่วยทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง และนำพาโชคลาภมาสู่ผู้เป็นเจ้าของ

โรสควอตซ์ (Rose Quartz) เป็นหินที่แสดงถึงความรัก และการให้อภัย เสริมเสน่ห์ สร้างมิตรภาพ เสริมความร่ำรวย ช่วยให้เจ้านายรักใคร่ และปกป้องคุ้มครองโดยเฉพาะเด็กแรกเกิด

หยก (Jade) ช่วยดึงดูดความมั่งคั่ง เสริมความเจริญก้าวหน้า มีพลังในการปลุกปลอบจิตใจสูง สร้างสมดุลทั้งร่างกาย และจิตใจ ทำให้อายุยืน

โอปอล (Opal) เหมาะกับคนที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือวงการบันเทิงทุกรูปแบบ มีลักษณะพิเศษเฉพาะคือ สามารถปกป้องคุ้มครองเสริมสิริมงคล ให้กับบุคคลที่เกิดในราศีตุลย์ได้เป็นอย่างดี

โรโดไนท์ (Rhodonite) ช่วยทางด้านเสริมความรัก ทำให้สุขสมหวัง และเมื่อยามมีปัญหาเรื่องความรัก หินนี้ก็จะช่วยคลายปัญหาให้ได้ เป็นหินบำบัดรักษาหัวใจที่มีพลังสูงชนิดหนึ่ง

และทั้งหมดนี้ คือหินสีมงคนที่ทาง CMD ได้ลองรวบรวมมาให้ได้อ่านได้ชมกัน นอกจากสีเหล่านี้แล้ว หินสีมงคลยังมีอีกมากมาย ใครสนใจก็ลองหาเพิ่มเติมกันดูได้นะคะ

ใกล้วันวาเลนไทน์เข้ามาทุกที ถ้าใครยังไม่มีคู่ลองหาหินสีมาบูชาดูก็ไม่เสียหาย ทั้งนี้เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านกันให้ดี ส่วนเราขอตัวไปเช่าหินมาบูชาก่อนนะคะ!

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก

Sanook
Kapook
Google Site

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CULTURE

“สักยันต์” จุดเด่นทางด้านวัฒนธรรม ที่เป็นมากกว่าความเชื่อ

สุดยอดกิจกรรมที่มาแล้วจะพลาดไม่ได้และห้ามพลาดมากที่สุดก็คงจะเป็น “สักยันต์ไทย” เพราะถ้าไม่ได้สักยันต์ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงประเทศไทยนั่นเอง

Published

on

By

สักยันต์จุดเด่นทางวัฒนธรรม

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีๆ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังนิยม “สักยันต์ไทย” จนเป็นหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาดเมื่อมาเยือนประเทศไทย

การมาประเทศไทยนั้นชาวต่างชาติต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าหากใครมาเที่ยวเมืองไทยกิจกรรมที่จะพลาดไม่ได้และห้ามพลาดมากที่สุดก็คงจะเป็น การสักยันต์ไทย เพราะถ้ามาเมืองไทยแล้วไม่ได้สักยันต์ก็เหมือนกับยังมาไม่ถึงประเทศไทยนั่นเอง

การสักยันต์ในเมืองไทยนั้นเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวต่างชาติ ตั้งแต่ แองเจลิน่า โจลี่ โชว์รอยสักยันต์ห้าแถวบริเวณไหล่ด้านซ้ายที่สักจากไทยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว การสักยันต์ของไทยก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกมุมโลก จนถึงปัจจุบันนี้กระแส “สักยันต์ไทย” ก็ยังไม่เสื่อมคลายในกลุ่มชาวต่างชาติ จนถึงขั้นมีเอเจนซี่พานักท่องเที่ยวต่างชาติไปสักยันต์กับสำนักดังๆ เลยทีเดียว

นอกจากแองเจลิน่า โจลี่แล้ว อีวา ซู เบ็ค ยูทูบเบอร์ชื่อดังด้านการเดินทางท่องเที่ยว ชาวโปแลนด์ ที่มียอดผู้ติดตามในยูทูปมากถึง 897,000 คน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งคนที่ได้ยินคำล่ำลือเรื่องการสักยันต์ไทย จนเธอตัดสินใจลองสักยันต์เพื่อหวังช่วยเยียวยาจิตใจให้เธอรู้สึกดีขึ้นและสามารถรับมือกับความกดดันในการเป็นยูทูบเบอร์ของเธอ รวมทั้งยังเป็นสิ่งที่คอยปกป้องดูแลเธอได้อีกด้วย

อีวา ซู เบ็ค ได้ติดต่อเอเจนซี่ให้พาเธอไปยังสำนักสักยันต์อาจารย์เหน่งย่านอ่อนนุช ซึ่งหลังจากนั้นเธอได้พูดถึงการสักยันต์ว่า ระหว่างที่สวดมนต์ก่อนเริ่มสักยันต์เธอรู้สึกเหมือนตัวลอย ๆ ขึ้นมาจากพื้น มันเป็นสิ่งที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง และเมื่อเธอได้เผยแพร่คลิปดังกล่าวลงในยูทูบ ก็มีสมาชิกยูทูบคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Andy Smith ได้เข้ามาคอมเมนต์ว่า “ผมได้เดินทางไปสักยันต์ที่เชียงใหม่ และผมสามารถอธิบายได้แค่ว่าอานุภาพของยันต์ทำให้ผมเหมือนได้รับการโอบกอดที่ผมไม่เคยได้รับความรู้สึกนี้มาก่อน ผมรู้สึกกว่ายันต์ช่วยปกป้องผมจากสิ่งอันตรายได้”

เมื่อการสักยันต์เป็นที่นิยมการอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติที่ผ่านมา จากนั้นได้มีคนทำสถิติว่าด้วยเรื่องลายสักยันต์ยอดนิยมที่ชาวต่างชาตินิยมสักคือ “ยันต์เก้ายอด หรือนวหรคุณ” ซึ่งหมายถึงพระพุทธคุณทั้ง 9 มีไว้เพื่อปกป้องคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตราย ช่วยเสริมจิตใจให้เข้มแข็ง และเลข 9 ยังพ้องเสียงกับคำว่าก้าวหรือก้าวหน้าอีกด้วย

เครดิตรูปภาพจาก : mokkalana

เป็นที่ทราบกันดีว่าการสักยันต์ต้องมาคู่กับคาถาและความเชื่อ ซึ่งชาวต่างชาติหลายคนอาจจะมีความไม่เข้าใจจึงนั่นก็ทำให้การสักยันต์ในแต่ละที่นั้นต้องมีวิธีพูดและอธิบายให้เข้าใจในความหมายและความเป็นมาให้ชาวต่างชาติที่ต้องการสักเข้าใจ นอกจากการอธิบายให้ลูกค้าต่างชาติเข้าใจแล้วยังต้องเลือกยันต์ให้ตรงกับความชอบและความต้องการของลูกค้าต้องดูว่าลูกค้าต้องการแก้ปัญหาในด้านไหน อยากส่งเสริมเรื่องอะไรในชีวิต และลูกค้าต่างชาติส่วนใหญ่มักให้อาจารย์ผู้สักยันต์เป็นคนเลือกลายสักให้ เนื่องจากพวกเขาชื่นชอบยันต์ของไทยทั้งหมดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะสักรูปแบบไหนพวกเขาต่างพึงพอใจและบอกต่อ ๆ กันอีกหลาย ๆ ราย

การสักยันต์นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นเรื่องของความเชื่อ ความศรัทธา ช่วยสร้างกำลังใจในการใช้ชีวิตต่อไปในทางที่ดี ชาวต่างชาติจำนวนมากข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพราะพวกเขาชื่นชอบและเห็นคุณค่าวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้นชาวไทยต้องไม่อาย ไม่มองว่าเป็นเรื่องงมงาย ต้องมั่นใจและเชื่อมั่นในวัฒนธรรมของเรา ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาเพื่อสร้างรายได้สู่ประเทศไทย

ขอขอบคุณข้อมูล : posttoday , youtube

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

“ข้าวซอย” รสชาติแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความอร่อยแห่งวัฒนธรรมผสม

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

Published

on

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

สงครามล้างเผ่าพันธุ์ จุดกำเนิดการเดินทางของข้าวซอย

คาราวานพ่อค้าชาวฮ่อที่สามเหลี่ยมทองคำ ขอบคุณภาพจาก cpamedia.com

ว่ากันว่าเดิมทีข้าวซอยนั้นเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีนฮ่อ หรือจีนมุสลิมที่ได้อพยพเข้ามาทำมาค้าขาย และทำอาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเดิมทีแล้วอาหารเมนูนี้มีชื่อว่า “ปาปาแซ”

แต่จุดกำเนิดของการเดินทางของเมนูแสนอร่อยขึ้นชื่อนี้ มาพร้อมกับเรื่องราวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวจีนฮ่อ โดยเดิมทีแล้ว คำว่า “ฮ่อ” คือชื่อเรียกของคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งต้นกำเนิดของคนเหล่านี้อยู่ตรงกับแถบบริเวณประเทศคาซัคสถาน กีรจีสถาน ทาจิกิสถาน และ อูสเบกิสถานในปัจจุบัน

ชาวฮ่อถูกนำมาเป็นทหารร่วมกองทัพของมองโกล และถูกส่งไปควบคุมอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์และเส้นทางการเดินทางในจีน และต่อมาจึงได้อยู่อาศัย รับวัฒนธรรมผสมปนเปกันจนลืมวัฒนธรรมรากเหง้าไป เหลือเพียงศาสนาอิสลาม และภาษาอาหรับเพียงเท่านั้น

จนถึงปี พ.ศ.2399 ชาวฮั่นได้เริ่มจุดชนวนความขัดแย้ง สังหารหมู่ชาวฮ่อโดยมีราชวงศ์ฮั่นหนุนหลัง เกิดสงครามมายาวนานถึง พ.ศ.2420 ชาวฮั่นที่เหลือรอดจากการล้างเผ่าพันธุ์ร่นอพยพมาอยู่ที่มณฑลยูนยานทางตอนใต้ของจีน ได้ขอเข้ามาพักพิงอยู่อาศัยที่ทางตอนเหนือของตำบลข่วงสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า “หนองฮ่อ” ชาวจีนฮ่อที่อพยพมาพอตั้งหลักแหล่งได้ก็ประกอบอาชีพค้าขายที่ตนถนัด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เปิดร้านอาหารขาย “ข้าวซอย” นั่นเอง

แรกเริ่ม “ข้าวซอย” ไม่ได้ใส่กะทิ

จริง ๆ แล้ว ต้นตำหรับของข้าวซอยทุกวันนี้คือ เส้นที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวดอยผสมกับน้ำ ไม่ได้มีไข่เป็นส่วนผสมอย่างทุกวันนี้ และราดด้วยแกงไก่สับหรือเนื้อสับ เพราะชาวฮ่อนั้นนับถือศาสนาอิสลามจึงไม่ทานเนื้อหมู เมนูนี้มีชื่อเรียกว่า “ปาปาแซ” ปัจจุบันหาทานยากมาก แต่ที่จังหวัดเชียงใหม่ยังมีขายอยู่หนึ่งร้านที่บ้านฮ่อ

มีการสันนิษฐานว่า เหตุผลที่ข้าวซอยในปัจจุบันมีส่วนผสมของกะทิก็เพราะว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจกาอาหารพม่าที่มีชื่อว่า “อนโน เขาสะเว” (Ohn-No Khao Swe) ที่มีหน้าตาคล้ายข้าวซอยแต่จะไม่ได้หนักเครื่องเทศเหมือนของไทย กินกับพริกแห้งคั่วน้ำมัน โรยด้วยเส้นทอดกรอบ และใส่กะทิเพราะในอดีตอาหารเหนือแทบทุกเมนูไม่มีการใส่กะทิ ส่วนแกงฮังเลนั้นก็รับมาจากพม่าเช่นกัน

ปัจจุบันข้าวซอยสามารถถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ปาปาแซ หรือข้าวซอยฮ่อ
  • ข้าวซอยอิสลาม มีการใส่กะทิเพิ่มลงไป และเส้นแบน
  • ข้าวซอยคนเมือง ในน้ำแกงจะต้มกะทิลงไปพร้อมกันเลย ไม่ได้แยกใส่ทีหลังเหมือนข้าวซอยอิสลาม น้ำแกงจึงเข้มข้นเป็นพิเศษ

ทำไมถึงชื่อ “ข้าวซอย”

น่าจะเดากันได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะในสมัยก่อนเส้นข้าวซอยที่ทำมาจากแป้งข้าวเนียวดอย เมื่อผสมน้ำ นวดกันจนเข้าที่แล้ว ก็จะถูกรีดเป็นแผ่นและใช้มีดซอยนั่นเอง แต่ก็มีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คำว่า “ข้าวซอย” จะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “ขาสะเว” (Khao Swe) ของพม่าที่แปลว่า ก๋วยเตี๋ยว ด้วยเช่นกัน

พอลองมานึกดูแล้ว ที่จังหวัดเชียงใหม่ของเราก็มีร้านข้าวซอยให้ทุกคนได้เลือกอร่อยตามความชอบเยอะแยะมากมายอยู่เหมือนกัน แล้วร้านโปรดของเพื่อน ๆ คือร้านอะไรกันบ้างเอ่ย มาแชร์กันได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข้าวซอยเนื้อภาคเหนือ, phusompor

เปิดตำนาน “ลาบ” ที่เป็นมากกว่าสุดยอดอาหารของล้านนา แต่คือที่มาของเครื่องเทศ การค้าและการเมือง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

ตรุษจีนเชียงใหม่ยังคึกคัก แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองไม่นาน

ชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่คึกคักออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้ตรุษจีน แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองมาไม่นาน

Published

on

By

ตรุษจีนเชียงใหม่คึกคัก

ชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่คึกคักออกมาจับจ่ายซื้อของเตรียมไหว้ “ตรุษจีนปี 2564” นี้ แม้พึ่งผ่านโควิดระลอกสองมาไม่นาน

ตรุษจีนปี 2564 นี้ ด้านแม่ค้าเผยเป็ด ไก่ ขนมและผลไม้ราคายังทรงตัว แต่ส่วนที่มีราคาสูงขึ้นคือหมู ยอดขายไม่ได้ตกเหมือนอย่างที่คาดการณ์กันไว้ เพราะหลายคนยังยึดถือประเพณีเป็นสำคัญ แถมยังซื้อของไหว้ทางออนไลน์และยังสั่งจองของไหว้กับเจ้าประจำไว้ล่วงหน้ากันอีกด้วย

รายงานข่าวในจังหวัดเชียงใหม่แจ้งว่า วันที่ ( 10 ก.พ. 64 ที่ผ่าน ) ซึ่งคือวันจ่ายของเทศกาลตรุษจีน ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะออกไปจับจ่ายซื้อของเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษในวันไหว้ ( 11 ก.พ. 64 ) ที่ตลาดวโรรส หรือกาดหลวงในตัวเมืองเชียงใหม่ หรือที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีเพราะถือเป็นย่านไชน่าทาวน์ของเชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ซึ่งที่กาดหลวงพบว่าชาวไทยเชื้อสายจีนต่างก็พากันออกมาจับจ่ายซื้อของไหว้กันอย่างคึกคักเหมือนกับทุกปีที่ผ่านมา ถึงแม้จะเป็นช่วงสถานการณ์โควิด – 19 ก็ตาม

จากการสอบถามร้านรับทำของไหว้เจ้าทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ในปีนี้ราคาหมูขยับสูงขึ้นทำให้ต้องปรับราคาขายให้สูงขึ้นจากปกติเพิ่มมากขึ้นถึงกิโลกรัมละ 30 บาท ส่วนเป็ด ไก่ ยังขายในราคาเท่าเดิม ซึ่งต่างจากหมูต้มต้องขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 400 บาท รวมทั้งหมูกรอบอยู่ที่ 400 – 450 บาทซึ่งมีราคาที่สูงจากปกติมากขึ้นเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้ว่าราคาของไหว้เจ้าจะมีสูงขึ้นแต่การซื้อของไหว้เจ้านั้นยังคงมีการสั่งซื้อและการจับจ่ายกันเป็นจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่ต่างก็ยึดถือประเพณีเป็นสำคัญ และลูกค้าส่วนใหญ่นั้นต่างก็เป็นลูกค้าประจำ ซึ่งจะมีการโทรมาสั่งจองไว้ล่วงหน้าหรือจองทางออนไลน์ไว้ก่อนจากนั้นค่อยแวะมารับเพื่อลดความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด – 19 ตามมาตรการการป้องกัน ซึ่งในขณะเดียวกันทางตลาดก็มีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดซ้ำอีกรอบ แต่ถึงอย่างไรการจับจ่ายซื้อของไหว้เจ้าก็คึกคักในตลอดทั้งวันจ่ายที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าการจับจ่ายซื้อของไหว้เจ้าและบรรพบุรุษในวันตรุษจีนของชาวไทยเชื้อสายจีนในเชียงใหม่นั้นคึกคักตลอดทั้งวันจ่ายที่ผ่านมา เพราะคนส่วนใหญ่ยังเห็นถึงความสำคัญของขนบประเพณีมากกว่าสิ่งอื่นใด แต่ถึงแม้อย่างนั้นก็ยังมีการระมัดระวังตัวเองเพื่อเลี่ยงความเสี่ยงไม่อยู่กันจะสถานที่นั้นแออัดเกินไป โดยการที่มีการโทรสั่งซื้อของไว้ล่วงหน้าหรือว่าสั่งซื้อกันทางออนไลน์นอกจากจะสะดวกมากกว่าแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : mgronline

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending