Connect with us

INTERNATIONAL

‘หุ่นยนต์กรีดยางอัตโนมัติ’ ในไห่หนาน ทดแทนชาวสวนยางเกือบ 100%

Published

on

พาไปชมภาพขณะหุ่นยนต์กรีดยางอัตโนมัติทำงานในสวนยาง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับบริษัทอุตสาหกรรมยางธรรมชาติแห่งหนึ่ง ในณฑลไห่หนานทางตอนใต้ของจีน โดยเมื่อไม่นานมานี้ มีการทดลองใช้หุ่นยนต์กรีดยาง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและระบบอัตโนมัติในกระบวนการผลิตยาง.(บันทึกภาพวันที่ 19 พ.ย. 2019)

ตามมาชมคลิปการกรีดยางของหุ่นยนต์ตัวนี้ได้ที่ 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/1660335044182511/posts/2483504181865589?d=n&sfns=mo

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

INTERNATIONAL

สรุปไทม์ไลน์ ชนวนก่อส่งครามโลก สหรัฐฯ – อิหร่าน

ไม่มีคำว่าถอย! เมื่อกองเพลิงแห่งความแค้นของอิหร่าน กลับถูกสุมให้รุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเบาลง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับสถานการณ์ตึงเครียดนี้

Published

on

ไม่มีคำว่าถอย! เมื่อกองเพลิงแห่งความแค้นของอิหร่าน กลับถูกสุมให้รุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเบาลง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับสถานการณ์ตึงเครียดนี้

วันที่ 2 มกราคม 2563 กระทรวงกลาโหมสหรัฐ(เพนตากอน) ได้ออกแถลงการณ์ว่า ในช่วงวันที่ดังกล่าว ว่าการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยโดรนไร้คนขับของสหรัฐฯ เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้กับอากาศยายนานาติแบกแดด มีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึง นายพลกัสเซม โซเลมานี ที่เป็นถึงผู้บัญชาการกอกงกำลังคุดส์ หน่วยงานกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ที่มีอิทธิพลต่อประเทศอิหร่านอย่างมาก เพราะกองกำลังคุดส์ของเขา ขึ้นตรงต่อ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และยังถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งชาติเลยด้วย

นอกจากนี้เหตุการณ์สั่งจับตายนายพลคนสำคัญของอิหร่าน ยังส่งผลให้เกิดขึ้นกับเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่พุ่งขึ้นสูงถึง 4.35% อีกด้วย

รูปภาพจาก : bangkokbiznews.sgp1.cdn.digitaloceanspaces.com/image/kt/media/image/fileupload1/source/157806408533.jpg?1578064078201

วันที่ 3 มกราคม 2563 สหรัฐฯไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอมต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการออกมาตอบโต้กับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ว่า “เป็นความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เหตุการณ์แบบนี้ กับการสั่งตายนายพลคนำสำคัฐของอิหร่าน ควรจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว ! เนื่องจากนายทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่า เขากำลังวางแผนสังหารชาวสหรัฐฯอีกเป็นจำนวนมาก อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญกับการสั่งตายนายพลคนนี้ คือ เรื่องที่กองกำลังคุดส์ เริ่มแทรกแซงเค้าสั่นคลองความมั่นคงของแต่ละประเทศในภูมิภาค จึงต้องหยุดสถานการณ์แบบนั้นโดยทันที

แต่ทว่าเรื่องราวครั้งนี้ อิหร่านกลับถูกสุมด้วยไฟแค้นมากขึ้น และแน่นอนว่าผู้นำสูงสุดอย่าง
อะลี คอเมเนอี
ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยคำขอโทษง่ายๆ แน่นอน สหรัฐฯจะต้องถูกล้างแค้น เพราะการกระทำของสหรัฐในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มความตึงเครียดอย่างโง่เขลาโดยแท้จริ

รูปภาพจาก : www.posttoday.com/media/content/2020/01/04/4B49251598154E7E97AE44661B802E0E.jpg

วันที่ 4 มกราคม 2563 สหรัฐฯส่งกำลังผลทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางมากขึ้นอีก 3,500 นาย นอกจากนี้ยังเสริมกำลังพลด้วยหน่วยพลร่มที่ 82 (82 Airborne Division) ที่จะส่งไปยังประเทศอิหร่าน คูเวต และประเทศอื่นในภูมิภาคอีกด้วย ทางสถานทูตของสหรัฐฯในกรุงแบกแดด ได้ประกาศเตือนให้ชาวอเมริกันออกจากอีรักในทันที ทางฝ่ายประเทศพันธมิตรของสหรัฐในยุโรปอีกหลายประเทศ ที่กำลังกังวลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบในขณะที่กองทัพอิสราเอล สั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดแล้ว

ในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ของวันที่ 4 มกราคม สหรัฐยังไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหวด้วยการทวีตของนายทรัมป์ ว่า หากคิดจะแก้แค้นสหรัฐฯ ด้วยการทำร้านประชาชนหรือทรัพย์สินของสหรัฐฯ ทางสหรัฐฯจะทำการโจมตี 52 จุดสำคัญในประเทศอิหร่าน และหลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ที่ดูจะก่อชนวนให้เป็นสงครามได้อีกครั้ง ประชาชนในสหรัฐฯเริ่มแสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ด้วยการออกมาเดินประท้วงในหลายพื้นที่แล้ว

รูปภาพจาก : https://news.mthai.com/app/uploads/2020/01/news-06-01-20-1.jpeg

วันที่ 5 มกราคม 2563 หลังจากที่ผ่านการแถลงของอิหร่าน เรื่องความรุนแรงของสหรัฐฯในครั้งนี้ จะต้องถูกตอบโต้อย่างรุนแรง มีการชักธงสีเลือดขึ้นสู่ยอดเสาธงของสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังจากที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ในช่วงวันเดียวกัน เกิดเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธ 2-3 ลูกในเขต Green Zone ในกรุงแบกแดดของอีรัก ใกล้กับสถานทูตของสหรัฐฯ และยังมีแหล่งการทูตนานาชาติตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

หลังจากเสร็จพิธีศพของนายพลกัสซิม โซเลมานี ทางอิหร่านได้ประกาศให้ประชาชนร่วมบริจาคกันคนละ 1 ดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าหัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมยอดได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์หรือ 2,400 ล้านบาท จากจำนวนประชาชนทั้ง 80 กว่าล้านคนในประเทศ  นอกจากการระดมทุนเรื่องค่าหัว ยังมีเรื่องการลดระดับความผูกพันภายใต้ข้อตกลง นิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ให้ลงมาเป้นระดับที่ 5 คือ ขั้นสุดท้ายแล้ว เท่ากับว่าอิหร่านเตรียมตัวเดินหน้าเต็มสูบ เพื่อพัฒนานิวเคลียร์อีกครั้ง

รูปภาพจาก : https://s.isanook.com/ns/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvMTYwMC84MDAwODkwL2lyYW4uanBn.jpg

วันที่ 6 มกราคม 2563 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิรักในกลุ่มชิอะห์ที่คุมเสียงข้างมากของประเทศเอาไว้ ได้ผ่านญัตติเรื่องการให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงกับสหรัฐฯและพันธมิตร ในการตั้งกองกำลังบนแผ่นดินอิรัก แต่ทว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรอิรักนายโมฮาเหม็ด อัล ฮัลบูซี เผยว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้ ไม่สามารถยกเลิกได้ในทันที เนื่องจากมีข้อกำหนดอีกหลายอย่าง ที่ต้องให้เวลาในการถอนกำลังทหาร

ทางด้านของนายกรัฐมนตรี อะเดล อับดุล เมห์ดี ได้แสดงความต้องการตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วว่า ให้สภาเร่งเรื่องการยกเลิกการมีกองกำลังต่างชาติในประเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องคำนึงเรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศด้วย ถ้าหากไม่มีกองกำลังอเมริกาในอิรัก

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศอิรัก โมฮาเหม็ด อาลี ฮาคิม ได้มีการยื่นจดหมายร้องเรียน ต่อสหประชาติเพื่อเป็นการประท้วงว่า การใช้โดรนสังหารนายพลกัสซิม โวเลมานี เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้

รูปภาพจาก : https://www.posttoday.com/media/content/2020/01/06/9BC5746438AD41C8B7884BD32CE80982.jpg

วันที่ 7 มกราคม 2563 ก่อนที่สหรัฐฯจะทำการสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี นายทรัมป์ได้ประกาศง่ากองกำลังคุดส์ของนายพลคนสำคัญคนนี้ “เป็นองค์กรก่อการร้าย” และในวันที่ 7 มกราคม 2563 ทางรัฐสภาของอิหร่าน “ก็ได้ประกาศให้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ(เพนตากอน) เป็นองค์กรก่อการร้าย เช่นเดียวกันแล้ว”

รูปภาพจาก : http://live.siammedia.org/wp-content/uploads/2020/01/Pic1-1-660×330.jpg

วันที่ 8 มกราคม 2563 หลังจากที่เกิดการตอบโต้ในเวทีความขัดแย้งระหว่างทวีปหลายเรื่องของสหรัฐกับอิหร่าน วันนี้ทางอิหร่านได้เริ่มตอบโต้เป็นครั้งแรกแล้ว ด้วยการยิงถล่มขีปนาวุธ ใส่กองทัพอากาศสหรัฐฯใน อัล-อาซาด ทางตะวันตกของอิรัก หน่วยพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน IRGC ได้ออกมาตอบโต้ว่านี่แหละ คือการแก้แค้น ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มกว่า 10 ลูก  และมิสไซล์อีกกว่า 30 ลูก โดยสถานที่ดังกล่าว เป็นสถานที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เดินทางมาเยือนล่วงหน้าแบบไม่มีประกาศเรื่องกำหนดการมาเยือนเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2561 และระธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐ ก็เพิ่งเดินทางเยือนฐานทัพดังกล่าวเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่ผ่านมาด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://scontent.fcnx2-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/80830087_2903597806358504_2116878823445233664_n.jpg?_nc_cat=106&_nc_ohc=xPdXghe4LGUAQl3f1a03vqV0FlNl0Z3-uSWn4QM-Ob4tSjO1SzSzSUW9Q&_nc_ht=scontent.fcnx2-1.fna&oh=8f4cc8f637c75f39701ff7a51c52a4d4&oe=5E907D4F

จากข้อมูลก็พอจะพูดได้ว่า “ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่ม ดูเหมือนว่าสหรัฐฯจะคุมเกมได้เหนือกว่าอิหร่านค่อนข้างมาก” เพราะการยิงขีปนาวุธหรือแม้แต่การยิงถล่มในกี่ครั้งก็ตามแต่ ล้วนเกิดขึ้นในประเทศอิรัก หรืออิหร่านเพียงเท่านั้น ยังแทบจะไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อสหรัฐฯเลย

เว้นแต่เรื่องน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นสูง และเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองระกว่างประเทศอีกหลายอย่าง ที่เริ่มสั่นคลอนสหรัฐฯแล้ว ดูไม่ออกเลยว่า สงครามที่เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่การขู่ตอบโต้ไปมา แล้วมีเบื้องหลังเป็นสงครามประสาทหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า ตอนจบจะเป็นอย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ความรุนแรงของสถานการณ์ มากขึ้นไปกว่านี้เลย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INTERNATIONAL

“นักเรียน นักศึกษาชาวไทย จำนวน 4,100 คน ส่งหนังสือต้อนรับ ถึงผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน”

Published

on

“นักเรียน นิสิต นักศึกษาชาวไทย จำนวน 4,100 คน ส่งหนังสือต้อนรับ ถึงผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน” เพื่อกล่าวต้อนรับและชี้แจงสถานการณ์ภายในประเทศ มีใจความดังนี้

เรียน ท่านผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน

เรา นักเรียน นิสิต นักศึกษาชาวไทย จากสถาบันการศึกษาต่างๆ ขอต้อนรับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนทุกท่านในการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 2-4 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ด้วยความยินดียิ่ง

เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับโอกาสเป็นประธานอาเซียนและเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนในครั้งนี้ แต่บุคคลที่ทำหน้าที่เป็นประธานอาเซียนในวันนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทยในวันที่ 24 มีนาคม ที่ผ่านมา เต็มไปด้วยคำถามถึงความบริสุทธิ์และยุติธรรมของการเลือกตั้ง มีการใช้รัฐและกลไกของรัฐในการแทรกแซงการเลือกตั้ง มีการบิดเบือนเจตจำนงของประชาชน ทั้งยังมีการแต่งตั้ง ส.ว. อีก 250 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและล้วนแล้วแต่เป็นพวกพ้องของคณะรัฐประหารเสียทั้งสิ้น เข้ามาโหวตเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

เสียงของพรรคการเมืองที่ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงการเลือกตั้ง มีเพียง 8 ล้านกว่าเสียงเท่านั้น ในขณะที่พรรคการเมืองที่ประกาศไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงการเลือกตั้ง มีมากถึง 20 ล้านเสียง ดังนั้น เสียงของประชาชนที่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายก จึงมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ พล.อ.ประยุทธ์ กลับสามารถหวนคืนมาเป็นนายกได้อีกครั้ง ด้วยกติกาอันบิดเบี้ยวและองค์กรอิสระที่คอยค้ำชูการสืบทอดอำนาจให้ระบอบเผด็จการกลายมาเป็นระบอบเผด็จการแปลงกาย

เรายินดีต้อนรับทุกท่าน แต่เราต้องการบอกกับทุกท่านว่ารัฐบาลชุดนี้ได้มาจากกระบวนการที่ไม่ชอบธรรม ได้มาจากการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและเป็นธรรม และไม่ได้สะท้อนซึ่งเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชนชาวไทยแต่ประการใด

ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง,

นายธนวัฒน์ วงค์ไชย และคณะจำนวน 4,100 คน

An open letter from Thai students to ASEAN leaders

Dear ASEAN countries’ leaders,

We, Thai students from various institutions, would like to welcome ASEAN countries’ leaders to the 35th ASEAN Summit in Bangkok, Thailand, between 2-4 November 2019.

We are incredibly honored that Thailand was given the opportunity to be an ASEAN leader and host of this ASEAN Summit. However, the person acting as ASEAN leader today did not come from a free and fair election. Thailand’s general election on March 24th was full of questions regarding the purity and fairness of the election. The state and mechanisms of the state were used to interfere with the election. People’s intent was twisted. Also, the 250 appointed senators, who were not from the people’s votes, are all in some ways related with the coup d’etat council. They were appointed to vote for General Prayut Chan-o-cha to become, once again, the prime minister.

The votes for the political parties that supported General Prayut Chan-o-cha during the election were only a little over 8 million votes, while the parties that did not express support for General Prayut during the election had over 20 million votes. The people’s voices that chose political parties that did not support General Prayut were significantly stronger in number. Despite this, General Prayut was again able to become prime minister, by the twisted rules and independent organizations that supported the succession of power of dictatorship to become a dictatorship in disguise.

We welcome everyone, but we want to tell each one of you that this government came from an unfair process, from an election that was not free nor fair, and did not in any way reflect the true intent of the Thai people.

Best regards,

Tanawat Wongchai and others

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

INTERNATIONAL

ภูฏานประกาศกลาง UN ถึงจนแต่จะพัฒนาประกันสุขภาพก่อน!

Published

on

ภูฏานประกาศกลาง UN “พร้อมเป็นประเทศยากจน” แต่ประชาชนต้องมีความสุข พร้อมขอความช่วยเหลือหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ครอบคลุม

เมื่อไม่นานมานี้มีรายงานว่า โลเท เชอร์ริง (Lotay Tshering) นายกรัฐมนตรีภูฏาน ประกาศบนเวทีการประชุมระดับสูงกับประเด็นประกันสุขภาพแบบถ้วนหน้า

“ระบุว่า ภูฏาน จะเป็นประเทศแรกที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพใดๆ ที่จะบรรลุเป้าหมาย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ตามปฏิญญาทางการเมือง ที่สมาชิกสมัชชาสหประชาชาติลงนามร่วมกัน เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา”

▪️แต่อย่างไรก็ตาม นโยบายของพรรคที่ โลเท เชอร์ริง หาเสียงไว้นั้น” มีประเด็นในเรื่องของสันติภาพและความรุ่งเรืองของภูฏาน” (ดรุค พีน ซัม ทโซกพา)

โดยชัดเจนว่าต้องการปฏิรูประบบสุขภาพของภูฏาน และได้ให้คำมั่นไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่า นโยบายสุขภาพ ถือเป็น “เสาหลัก” เสาหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้

“และยังกล่าวอีกว่า ไม่มีเรื่องไหนสำคัญและยั่งยืนไปกว่าการลงทุนด้านสาธารณสุข และการศึกษาให้กับประชาชน”

พร้อมกับบอกว่า หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะสามารถ ขยาย ปรัชญาที่ภูฏานยึดถือมาตลอด นั่นคือ “ดัชนีความสุขมวลรวมประชาชาติ” หรือ Gross National Happiness ออกไปให้กว้างขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย และทุกสถานะอีกด้วย

▪️ขณะเดียวกัน GNH ก็ออกดอกผลตรงกันข้าม แม้ภูฏานจะสร้างประเทศด้วย “ความสุข”

แต่รู้หรือไม่ “อัตราการป่วยด้วยอาการจิตเวช” กลับมีตัวเลขสูงลิ่ว ปี 2561 ประเทศที่มีประชากร 8 แสนคนแห่งนี้ มีผู้ป่วยทางจิต มากกว่า 3,700 คน สูงขึ้นกว่าปี 2551 เกือบ 1 เท่าตัว

ในขณะที่อัตราการฆ่าตัวตาย ก็เคยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชียแปซิฟิกเช่นเดียวกัน ซึ่งน่าเป็นห่วงเลยทีเดียว

▪️โดยพบว่าสาเหจุสำคัญที่คุกคามประเทศก็คือ “ปัญหาความจน” “อัตราการว่างงาน” “และยังมีหลายปัจจัยที่ยังต้องพึ่งพาประเทศอินเดียในการขับเคลื่อนประเทศ”

โลเท เชอร์ริง ยังกล่าวเสริมอีกว่า “อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนาด้านสุขภาพให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น” จะช่วยเสริมให้ “แนวทางการพัฒนาประเทศไปพร้อมกับการสร้างดัชนีความสุขมวลรวม” จะกลับมาพลิกดอกออกผลได้อีกไม่นาน

*ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญภูฏาน ประกาศไว้ชัดเจนตั้งแต่ปี 2551 ให้ราษฎรภูฏานทุกคนเข้าถึงระบบบริการสุขภาพพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการส่งตัว ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคราคาแพง รัฐบาลภูฏาน ก็จะรับดูแลทั้งหมดเช่นกัน

▪️ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนามากมาย นายกฯภูฏาน จึงประกาศเปิดรับความช่วยเหลือจากทั่วโลก ในการตั้งไข่ระบบ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เพื่อให้ชาวภูฏาน มีสุขภาพที่ดีกว่านี้

“ด้วยการสนับสนุนของพวกท่าน เราขอรับรองว่าภูฏานจะเป็นประเทศแรกที่บรรลุพันธะสัญญาทั้งหมดและเสนอบริการสุขภาพที่ดีที่สุดแก่ประชาชนของเรา” เซอร์ริงกล่าว

ที่มา : https://www.hfocus.org/content/2019/10/17887

https://dailybhutan.com/article/bhutan-to-be-first-country-to-achieve-universal-health-coverage-prime-minister-dr-lotay-tshering

https://www.medscape.com/viewarticle/918469#vp_2

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending