Connect with us

INTERNATIONAL

สรุปไทม์ไลน์ ชนวนก่อส่งครามโลก สหรัฐฯ – อิหร่าน

ไม่มีคำว่าถอย! เมื่อกองเพลิงแห่งความแค้นของอิหร่าน กลับถูกสุมให้รุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเบาลง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับสถานการณ์ตึงเครียดนี้

Published

on

ไม่มีคำว่าถอย! เมื่อกองเพลิงแห่งความแค้นของอิหร่าน กลับถูกสุมให้รุนแรงมากขึ้น แทนที่จะเบาลง มีอะไรเกิดขึ้นบ้างกับสถานการณ์ตึงเครียดนี้

วันที่ 2 มกราคม 2563 กระทรวงกลาโหมสหรัฐ(เพนตากอน) ได้ออกแถลงการณ์ว่า ในช่วงวันที่ดังกล่าว ว่าการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยโดรนไร้คนขับของสหรัฐฯ เป็นไปตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใกล้กับอากาศยายนานาติแบกแดด มีผู้เสียชีวิตหลายราย รวมถึง นายพลกัสเซม โซเลมานี ที่เป็นถึงผู้บัญชาการกอกงกำลังคุดส์ หน่วยงานกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ที่มีอิทธิพลต่อประเทศอิหร่านอย่างมาก เพราะกองกำลังคุดส์ของเขา ขึ้นตรงต่อ อะลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และยังถูกยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษแห่งชาติเลยด้วย

นอกจากนี้เหตุการณ์สั่งจับตายนายพลคนสำคัญของอิหร่าน ยังส่งผลให้เกิดขึ้นกับเรื่องราคาน้ำมันในตลาดโลก ที่พุ่งขึ้นสูงถึง 4.35% อีกด้วย

รูปภาพจาก : bangkokbiznews.sgp1.cdn.digitaloceanspaces.com/image/kt/media/image/fileupload1/source/157806408533.jpg?1578064078201

วันที่ 3 มกราคม 2563 สหรัฐฯไม่มีทีท่าว่าจะประนีประนอมต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยการออกมาตอบโต้กับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ว่า “เป็นความตั้งใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เหตุการณ์แบบนี้ กับการสั่งตายนายพลคนำสำคัฐของอิหร่าน ควรจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว ! เนื่องจากนายทรัมป์ได้ให้เหตุผลว่า เขากำลังวางแผนสังหารชาวสหรัฐฯอีกเป็นจำนวนมาก อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญกับการสั่งตายนายพลคนนี้ คือ เรื่องที่กองกำลังคุดส์ เริ่มแทรกแซงเค้าสั่นคลองความมั่นคงของแต่ละประเทศในภูมิภาค จึงต้องหยุดสถานการณ์แบบนั้นโดยทันที

แต่ทว่าเรื่องราวครั้งนี้ อิหร่านกลับถูกสุมด้วยไฟแค้นมากขึ้น และแน่นอนว่าผู้นำสูงสุดอย่าง
อะลี คอเมเนอี
ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงด้วยคำขอโทษง่ายๆ แน่นอน สหรัฐฯจะต้องถูกล้างแค้น เพราะการกระทำของสหรัฐในครั้งนี้ เป็นการเพิ่มความตึงเครียดอย่างโง่เขลาโดยแท้จริ

รูปภาพจาก : www.posttoday.com/media/content/2020/01/04/4B49251598154E7E97AE44661B802E0E.jpg

วันที่ 4 มกราคม 2563 สหรัฐฯส่งกำลังผลทหารเข้าสู่ตะวันออกกลางมากขึ้นอีก 3,500 นาย นอกจากนี้ยังเสริมกำลังพลด้วยหน่วยพลร่มที่ 82 (82 Airborne Division) ที่จะส่งไปยังประเทศอิหร่าน คูเวต และประเทศอื่นในภูมิภาคอีกด้วย ทางสถานทูตของสหรัฐฯในกรุงแบกแดด ได้ประกาศเตือนให้ชาวอเมริกันออกจากอีรักในทันที ทางฝ่ายประเทศพันธมิตรของสหรัฐในยุโรปอีกหลายประเทศ ที่กำลังกังวลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีนจะขอให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบในขณะที่กองทัพอิสราเอล สั่งเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดแล้ว

ในวันเดียวกันกับเหตุการณ์ของวันที่ 4 มกราคม สหรัฐยังไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหวด้วยการทวีตของนายทรัมป์ ว่า หากคิดจะแก้แค้นสหรัฐฯ ด้วยการทำร้านประชาชนหรือทรัพย์สินของสหรัฐฯ ทางสหรัฐฯจะทำการโจมตี 52 จุดสำคัญในประเทศอิหร่าน และหลังจากที่เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย ที่ดูจะก่อชนวนให้เป็นสงครามได้อีกครั้ง ประชาชนในสหรัฐฯเริ่มแสดงความไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ด้วยการออกมาเดินประท้วงในหลายพื้นที่แล้ว

รูปภาพจาก : https://news.mthai.com/app/uploads/2020/01/news-06-01-20-1.jpeg

วันที่ 5 มกราคม 2563 หลังจากที่ผ่านการแถลงของอิหร่าน เรื่องความรุนแรงของสหรัฐฯในครั้งนี้ จะต้องถูกตอบโต้อย่างรุนแรง มีการชักธงสีเลือดขึ้นสู่ยอดเสาธงของสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์หลังจากที่ไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ในช่วงวันเดียวกัน เกิดเหตุการณ์ยิงขีปนาวุธ 2-3 ลูกในเขต Green Zone ในกรุงแบกแดดของอีรัก ใกล้กับสถานทูตของสหรัฐฯ และยังมีแหล่งการทูตนานาชาติตั้งอยู่ในบริเวณนั้นด้วย

หลังจากเสร็จพิธีศพของนายพลกัสซิม โซเลมานี ทางอิหร่านได้ประกาศให้ประชาชนร่วมบริจาคกันคนละ 1 ดอลลาร์ เพื่อเป็นค่าหัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รวมยอดได้ถึง 80 ล้านดอลลาร์หรือ 2,400 ล้านบาท จากจำนวนประชาชนทั้ง 80 กว่าล้านคนในประเทศ  นอกจากการระดมทุนเรื่องค่าหัว ยังมีเรื่องการลดระดับความผูกพันภายใต้ข้อตกลง นิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ให้ลงมาเป้นระดับที่ 5 คือ ขั้นสุดท้ายแล้ว เท่ากับว่าอิหร่านเตรียมตัวเดินหน้าเต็มสูบ เพื่อพัฒนานิวเคลียร์อีกครั้ง

รูปภาพจาก : https://s.isanook.com/ns/0/rp/r/w728/ya0xa0m1w0/aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL25zLzAvdWQvMTYwMC84MDAwODkwL2lyYW4uanBn.jpg

วันที่ 6 มกราคม 2563 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิรักในกลุ่มชิอะห์ที่คุมเสียงข้างมากของประเทศเอาไว้ ได้ผ่านญัตติเรื่องการให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงกับสหรัฐฯและพันธมิตร ในการตั้งกองกำลังบนแผ่นดินอิรัก แต่ทว่าประธานสภาผู้แทนราษฎรอิรักนายโมฮาเหม็ด อัล ฮัลบูซี เผยว่าข้อตกลงดังกล่าวนี้ ไม่สามารถยกเลิกได้ในทันที เนื่องจากมีข้อกำหนดอีกหลายอย่าง ที่ต้องให้เวลาในการถอนกำลังทหาร

ทางด้านของนายกรัฐมนตรี อะเดล อับดุล เมห์ดี ได้แสดงความต้องการตั้งแต่ก่อนหน้าแล้วว่า ให้สภาเร่งเรื่องการยกเลิกการมีกองกำลังต่างชาติในประเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวต้องคำนึงเรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศด้วย ถ้าหากไม่มีกองกำลังอเมริกาในอิรัก

ส่วนรัฐมนตรีต่างประเทศอิรัก โมฮาเหม็ด อาลี ฮาคิม ได้มีการยื่นจดหมายร้องเรียน ต่อสหประชาติเพื่อเป็นการประท้วงว่า การใช้โดรนสังหารนายพลกัสซิม โวเลมานี เป็นเรื่องที่ให้อภัยไม่ได้

รูปภาพจาก : https://www.posttoday.com/media/content/2020/01/06/9BC5746438AD41C8B7884BD32CE80982.jpg

วันที่ 7 มกราคม 2563 ก่อนที่สหรัฐฯจะทำการสังหารนายพลกัสซิม โซเลมานี นายทรัมป์ได้ประกาศง่ากองกำลังคุดส์ของนายพลคนสำคัญคนนี้ “เป็นองค์กรก่อการร้าย” และในวันที่ 7 มกราคม 2563 ทางรัฐสภาของอิหร่าน “ก็ได้ประกาศให้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ(เพนตากอน) เป็นองค์กรก่อการร้าย เช่นเดียวกันแล้ว”

รูปภาพจาก : http://live.siammedia.org/wp-content/uploads/2020/01/Pic1-1-660×330.jpg

วันที่ 8 มกราคม 2563 หลังจากที่เกิดการตอบโต้ในเวทีความขัดแย้งระหว่างทวีปหลายเรื่องของสหรัฐกับอิหร่าน วันนี้ทางอิหร่านได้เริ่มตอบโต้เป็นครั้งแรกแล้ว ด้วยการยิงถล่มขีปนาวุธ ใส่กองทัพอากาศสหรัฐฯใน อัล-อาซาด ทางตะวันตกของอิรัก หน่วยพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน IRGC ได้ออกมาตอบโต้ว่านี่แหละ คือการแก้แค้น ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มกว่า 10 ลูก  และมิสไซล์อีกกว่า 30 ลูก โดยสถานที่ดังกล่าว เป็นสถานที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เดินทางมาเยือนล่วงหน้าแบบไม่มีประกาศเรื่องกำหนดการมาเยือนเมื่อช่วงเดือนธันวาคม 2561 และระธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐ ก็เพิ่งเดินทางเยือนฐานทัพดังกล่าวเมื่อเดือนพ.ย.ปีที่ผ่านมาด้วย

ขอบคุณรูปภาพจาก : https://scontent.fcnx2-1.fna.fbcdn.net/v/t1.0-9/80830087_2903597806358504_2116878823445233664_n.jpg?_nc_cat=106&_nc_ohc=xPdXghe4LGUAQl3f1a03vqV0FlNl0Z3-uSWn4QM-Ob4tSjO1SzSzSUW9Q&_nc_ht=scontent.fcnx2-1.fna&oh=8f4cc8f637c75f39701ff7a51c52a4d4&oe=5E907D4F

จากข้อมูลก็พอจะพูดได้ว่า “ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่ม ดูเหมือนว่าสหรัฐฯจะคุมเกมได้เหนือกว่าอิหร่านค่อนข้างมาก” เพราะการยิงขีปนาวุธหรือแม้แต่การยิงถล่มในกี่ครั้งก็ตามแต่ ล้วนเกิดขึ้นในประเทศอิรัก หรืออิหร่านเพียงเท่านั้น ยังแทบจะไม่ได้เกิดความเสียหายใดๆ ต่อสหรัฐฯเลย

เว้นแต่เรื่องน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นสูง และเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองระกว่างประเทศอีกหลายอย่าง ที่เริ่มสั่นคลอนสหรัฐฯแล้ว ดูไม่ออกเลยว่า สงครามที่เกิดขึ้น เป็นเพียงแค่การขู่ตอบโต้ไปมา แล้วมีเบื้องหลังเป็นสงครามประสาทหรือไม่ ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า ตอนจบจะเป็นอย่างไร ได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้ความรุนแรงของสถานการณ์ มากขึ้นไปกว่านี้เลย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

INTERNATIONAL

ปะทุหนัก! หลายประเทศลุกประท้วง ตร.ทำคนผิวสีตาย ทรัมป์แถลงคนเหล่านี้คือ “ผู้ก่อการร้าย”

Published

on

หลังจากที่มีข่าวการจับกุมชายผิวสีนามว่า George Floyd อย่างรุนแรง จนกระทั่งเสียชีวิต ทำให้วันถัดไปเกิดการประท้วงขึ้นในหลายประเทศ พร้อมประณามความรุนแรงและเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับชายคนนี้

เหตุการณนี้ขึ้นเกิดขึ้นในเมือง มินนีแอโปลิส ช่วงเย็นวันจันทร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองได้รับแจ้งว่า มีลูกค้าคนหนึ่งพยายามใช้ธนบัตรปลอมมูลค่า 20 ดอลลาร์ จากนั้นตำรวจได้ติดตามชายผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งก็คือ George Floyd ที่อยู่ในสภาพมึนเมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งให้เขาออกมาจากรถ แต่เกิดการขัดขืน จึงต้องเข้าจับกุมเขาเพื่อสวมกุญแจมือเอาไว้ แต่ในการจับกุมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้เข่า กดทับบริเวณคอของชายผิวสีเอาไว้ จนเขาร้องโอดครวญด้วยความเจ็บพูด และพูดหลายครั้งว่า “ผมหายใจไม่ออก” “อย่าฆ่าผม”ประชาชนหลายคนได้พยายามเข้าไปบอกให้ตำรวจเอาเข่าออก จนกระทั่ง George Floyd อยู่ในสภาพแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว มีเลือดไหลออกจากจมูก

ขอขอบคุณภาพจาก : BBC ไทย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ได้นำตัวเขาขึ้นรถพยาบาลไป พร้อมกับเปิดเผยสาเหตุว่าเขาเสียชีวิตจาก “อุบัติเหตุทางการแพทย์” และ “การโต้ตอบตำรวจ” ทำให้ต้องเกิดการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมชายผิวสีในครั้งนั้นทั้งหมด ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 4 คน ได้พ้นสภาพและกลายเป็น “อดีตำรวจ” แล้ว

การประท้วงที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ พร้อมประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

จากการรายงานของสำนักข่าว USA TODAY ได้มีการรายงานว่า สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนหลายพันคนในกรุงลอนดอน ของสหราชอาณาจักร และอีกหลายเมืองทั่วโลก ได้ออกมาเดินชบวนเพื่อทำการประท้วงความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในเหตุการณ์เข้าจับกุม George Floyd จนเสียชีวิต ประชาชนหลายพันคนร่วมกันถือป้ายเรียกร้องความเป็นธรรม ให้กับชายผิวสีคนนี้ โดยที่การเดินขบวนประท้วงดำเนินไปอย่างสงบ จนไปถึงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ 

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

รวมถึงกรุงเบอลินของเยอรมนี ก็มีประชาชนออกมาประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐฯ ใกล้กับประตูบรานเดนบวร์ก และในวันเดียวกัน ณ บริเวณสวนสาธารณะคริสตี พิตส์ ในเมืองโทรอนโต ของแคนาดา เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับ George Floyd ด้วย 

นอกเหนือจากนั้นคือเหล่าประเทศคู่อริสหรัฐฯ ที่มีการโมตีผ่านสือต่างๆ เช่น

  • กระทรวงต่างประเทศของรัสเซียทวีตข้อความว่า “ตำรวจอเมริกันก่ออาชญากรรมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนบ่อยเกินไป ทางการสหรัฐฯ ควรจะสืบสวนคดีของ George Floyd อย่างละเอียด”
  • สื่ออิหร่านเองก็มีการประโคมข่าวโจมตีสหรัฐฯด้วยว่า ตำรวจสหรัฐฯ โจมตีผู้ชุมนุม
  • โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน นางหัว ชุนอิง ทวิตข้อความเน้นย้ำถึง “ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯ”
  • บรรณาธิการสำนักข่าว โกลบอล ไทม์ส ของจีน นายหู ซื่อจิน ก็ออกมากล่าวว่า “รัฐบาลปักกิ่งควรสนับสนุนกลุ่มผู้ประท้วงในสหรัฐฯ เหมือนที่เขาเชิดชูผู้ก่อจลาจลในฮ่องกงหรือไม่?”

ความรุนแรงจากการประท้วงในสหรัฐฯ

ขอขอบคุณภาพจาก : กรุงเทพธุรกิจ

สถานการณ์การประท้วงในสหรัฐฯ ทวีความรุนแรงขึ้นหน้าสถานีตำรวจในเมืองมินนีแอโปลิส จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุม ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นทวีตข้อความรายงานว่า ผู้ประท้วงทุบทำลายกระจก และฉีดสเปรย์บนรถสายตำรวจ อีกทั้งตำรวจยังใช้กระสุนยางยิงผู้ชุมนุมอีกด้วย ทำให้ทางด้านนางเอมี โคลบูชาร์ วุฒิสมาชิกรัฐมินนิโซตาจากพรรคเดโมแครตได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการสอบสวนอย่างละเอียด

“ชายคนนี้และครอบครัวของเขาต้องได้รับความยุติธรรม ชุมชนของเราต้องได้รับความยุติธรรม และประเทศของเราต้องได้รับความยุติธรรม”

สื่อรายหนึ่งในอเมริกันรายงานว่า นางโคลบูชาร์ เป็นหนึ่งในตัวเก็งผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีพรรคเดโมแครตคู่กับนายโจ ไบเดน 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

INTERNATIONAL

ล้ำ! Startup จากอเมริกาออกแบบ ชุดป้องกัน COVID-19 กันได้ 99.99% เข้าห้องน้ำไม่ต้องถอด

Published

on

มีรายงานล่าสุดจากระบุว่า บริษัท Startup เกี่ยวกับการออกแบบจากประเทศสหรัฐอเมริกา Production Club ได้เปิดตัวไอเดียชุดกัน Covid-19 ในชื่อว่า Micrashell

ซึ่งเจ้าชุด Micrashell จะถูกออกแบบภายใต้คอนเซปที่ว่า “จะต้องใช้งานง่าย ไม่ลำบาก ทำกิจกรรมได้ปกติโดยไม่ต้องถอดชุด”

โดยข้อมูลเชิง Specification ยังไม่ได้ออกมามากมายนัก แต่ทางผู้ออกแบบระบุว่า “ชุดนี้จะครอบคลุมร่างกายของผู้สวมใส่เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น โดยเฉพาะในจุดที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ”

Miguel Risueño หัวหน้าทีมผู้ออกแบบ ระบุว่า “ชุดนี้ออกแบบมาเพื่อเอื้อต่อการทำกิจกรรมทุกอย่างของมนุษย์อย่างแน่นอน” ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำ ใช้ Smartphone เข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่การสูบบุหรี่และมี SEX ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถอดชุดออก

รูปภาพจาก : production.club/micrashell
รูปภาพจาก : production.club/micrashell
รูปภาพจาก : production.club/micrashell
รูปภาพจาก : production.club/micrashell
รูปภาพจาก : production.club/micrashell

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : production.club/micrashell

https://hilight.kapook.com/view/201867

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INTERNATIONAL

“อู่ฮั่นอัตราการติดเชื้อเป็นศูนย์” คำแถลงการณ์จากผู้อำนวยการของ WHO

Published

on

By

เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกได้ทำการแถลงการณ์สำหรับเหตุการณ์ในเรื่องของการระบาดของ Covid-19 โดยเปิดคำแถลงการณ์ว่า “Every day, COVID-19 seems to reach a new and tragic milestone.” หมายความว่าการแพร่ระบาดของ Covid-19 นั้นได้พัฒนาไปสู่ความรุ่นแรงที่ทวีความร้ายแรงมากยิ่งขึ้น และยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นในเร็วๆนี้

โดยปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยมากกว่า 210,000 รายที่ได้รับรายงานต่อ WHO และอีกกว่า 9,000 คนเสียชีวิต เป็นโศฏนาฏกรรมที่น่าเศร้า แต่ในขณะเดียวกันผู้คนบนโลกก็ต่างช่วยเหลือกันเพื่อที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้

แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่วิกฤตรุ่นแรงขนาดนี้ ก็ยังมีเรื่องที่ดีเกิดขึ้น นั่นก็คือ เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา ไ้มีการายงานว่าหวู่ฮั่นไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นวันแรกตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หวู่ฮั่นกลายเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติ

ในทุกวันนี้เราได้ทำการศึกษาถึงสาเหตุและที่มาและวิธีการรักษา โดยกลุ่มเสี่ยงที่สุดนั่นก็คือกลุ่มผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามเหล่าคนหนุ่มสาวก็ต้องระวังตัวและต้องให้ความรู้แก่ผู่สูงอายุ ความสมานฉันท์คือกุญแจสำคัญในการเอาชนะเชื้อไวรัส Covid-19

โดยในไทยนั้นกำลังจะมีนโยบายใหม่นั่นคือ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ ช่วยชาติ” เพื่อลดภาระบุคลากรทางการแพทย์ ขอประชาชนฟังข่าวจากศูนย์ ข้อมูลโควิด – 19 ช่องทางเดียวป้องกันการสับสนหากไม่ทำตามนี้ ประเทศไทยจะมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยผู้ติดเชื้ออาจจะมีถึง 350,000 คน และเสียชีวิตมากถึง 7,000 คนเลยทีเดียว

ในขณะนี้ รัฐบาลหลายประเทศยังมีแนวทางล็อกดาวน์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์ มาตรการมีตั้งแต่จำกัดการเดินทาง ปิดสนามบิน ปิดพรมแดนอย่างสิ้นเชิง

ขอบคุณข้อมุลจาก : https://www.who.int/dg/speeches/detail/who-director-general-s-opening-remarks-at-the-media-briefing-on-covid-19—20-march-2020

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending