Connect with us

LIFESTYLE

รู้ก่อนพัง! กับ “3 ความลับของแสงสีฟ้า” ภัยเงียบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

Published

on

ในโลกยุคดิจิทัลเช่นอย่างปัจจุบัน “วิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่” มักจะผูกติดอยู่กับเครื่องดิจิทัลต่างๆ โดยเฉพาะหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ซึ่งมีการเก็บสถิติพบว่า “เราอยู่บนหน้าจอมากกว่า 1 ส่วน 3 ของวันเลยทีเดียว”

ซึ่งเท่ากับว่า “ดวงตาของคนในปัจจุบันจะต้องอยู่กับแสงสีฟ้าจากหน้าจอของอุปกรณ์เหล่านี้เป็นเวลานานติดต่อกันในทุกวัน

และเชื่อได้เลยว่า ร้อยทั้งร้อย หลายคนอาจจะไม่ทราบความลับของ “แสงสีฟ้า” ที่กำลังเป็นภัยเงียบคืนคลานเข้ามาทำร้ายพวกเราในทุกวัน พวกเราจึงเอาความลับของวายร้ายตัวนี้มาฝากกันครับ

1. “แสงสีฟ้า” หรือ Blue light เป็นแสงที่มีพลังงานและความเข้มข้นของแสงสูงมาก เทียบเท่ากับรังสีอุตร้าไวโอเลต (UV) เลยทีเดียว

จากข้อมูลโดยพบว่า แสงสีฟ้าคือแสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง (HEV) ใกล้เคียงรังสียูวี (Near UV) อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 500 นาโนเมตร

ซึ่งมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา เช่น แสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากหน้าจอต่างๆ เป็นต้น โดยแสงสีฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่

แสงสีม่วงในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร และ แสงสีน้ำเงินในช่วงความยาวคลื่น 450 – 500 นาโนเมตร

แต่ช่วงแสงสีฟ้าที่ทำอันตรายต่อดวงตาได้ลึกมากที่สุดและเรามักเพ่งมองบ่อยๆ จากการใช้งานหน้าจอ จะอยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 450 นาโนเมตร

2. “แสงสีฟ้า” ไม่ได้ทำลายสายตาเพียงอย่างเดียว “แต่มันตัวการชั้นดีเลยทีเดียว! ที่คอยทำร้ายผิวหน้าของเราอยู่เงียบๆ โดยที่เราไม่ทันตั้งตัว”

มีข้อมูลจากทางโรงพยาบาลกรุงเทพระบุไว้ว่า

แสงสีฟ้าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “โรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-Related Macular Degeneration : AMD)”  ซึ่งมีงานวิจัยทางการแพทย์พบว่า ถ้าเผชิญหน้ากับแสงสีฟ้าเป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์ในดวงตาตาย เนื่องจากคลื่นแสงพลังงานสูงเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ (Free Radical) ในเซลล์ของจอประสาทตา ทำให้เซลล์ค่อย ๆ เสื่อมลงส่งผลให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย

นอกจากแสงสีฟ้าที่ทำให้สายตาเกิดความผิดปกติ ยังมีปัจจัยมากมายที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรค ได้แก่

  • อายุมากขึ้น ความเสื่อมเพิ่มขึ้น
  • สูบบุหรี่
  • ม่านตาอ่อน (Light Iris Coloration)
  • แสงแดด
  • ทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ
  • กรรมพันธุ์

นอกจากจะส่งผลต่อโรคดวงตาแล้วนั้น แสงสีฟ้ายังส่งผลต่อผิวหน้าอีกด้วย!

ถึงแม้จะยังไม่มีรายงานออกมาชัดเจนว่า “แสงสีฟ้า” อันตรายต่อผิวมากน้อยขนาดไหน แต่ในปัจจุบันก็มี งานวิจัยเริ่มออกมาอยู่ตลอดเวลา “แสงสีฟ้าทำลายผิวหน้าได้”

โดยเฉพาะงานวิจัยในปี 2013 ที่ทำขึ้นโดย Lipo Chemicals ได้สรุปไว้ว่า

“ผละกระทบจากแสงสีฟ้าที่ทำร้ายผิวได้เนี่ย มันพอๆ กับแสง UVA กับ UVB ทำได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอลง ทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ เกิดจุดด่างดำ และรวมถึงปัญหาริ้วรอย ผิวที่แก่ขึ้น 

รวมทั้งงานวิจัยต่อเนื่องในปี 2014 ยังบอกอีกด้วยว่า แสงสีฟ้า ทำให้เกิดจุดด่างดำได้มากกว่าแสง UVB เสียอีก”

 3. “แสงสีฟ้า” ที่เรารู้จักมันไม่ได้มาจากสมาร์ทโฟน หรือ คอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่มาจากที่อื่นอย่าง แสงแดดธรรมชาติ หลอดไฟ โทรทัศน์ ด้วย ซึ่งเท่ากับว่า “เรามีความเสี่ยงที่จะเจอแสงสีฟ้าได้ตลอดทั้งวัน”

เมื่อ “แสงสีฟ้า” มันดักทำร้ายเราอยู่ในทุกที่ ทุกเวลา ให้เลี่ยงก็คงจะยาก! เพราะฉะนั้น “เราควรป้องกัน สร้างเกราะให้กับผิวหน้าของตัวเอง”

และเมื่อไม่นานมานี้ต้องยืนปรบมือชื่นชมให้กับ เครื่องสำอางของคนไทย ที่ได้แรงบันดาลใจ “ไลฟ์สไตล์คนปัจจุบัน” เพื่อตอบโจทย์ชีวิตให้ง่ายและดียิ่งขึ้ย

กับแบรนด์ Evecosmetics โดยคุณ อังกูร บุณยะโอภาส (คุณเอ้ย) CEO ที่ทุ่มเททั้งงานวิจัยและการผลิตอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน

จนคลอดออกมาเป็น eve Perfect Foundation Powder มาพร้อมกับนวัตกรรมป้องกัน “แสงสีฟ้า” เป็นเจ้าแรกของประเทศไทย

หนุ่มๆสาวๆ จึงมั่นใจได้เลยว่า “พกอีฟไว้ มั่นใจ ปลอดภัยจากแสงสีฟ้าอย่างแน่นอน”

แต่ไม่ใช่แค่นั้น! แป้งพัฟผสมรองพื้นตัวนี้ ไม่วอก ไม่เทา ไม่เยิ้มระหว่างวัน คุมมันได้ถึง 15 ชั่วโมง และยังช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด UVA/UVB มี SPF25 PA+++ 

สอบถาม/สั่งซื้อ/สมัครตัวแทน 

Inbox : m.me/th.evecosmetics
Line id : https://goo.gl/9tViHQ
@evecosmetics (มี@ข้างหน้า)
IG : evecosmetics_official
Fanpage : fb.me/th.evecosmetics

ที่มาข้อมูล : https://www.evecosmetics.in.th/contact/

https://www.bangkokhospital.com/th/disease-treatment/blu-light-harmful-to-eye

https://med.mahidol.ac.th/um/th/article/information/07162015-1601-th

https://www.thairath.co.th/content/422589

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

LINE MAN บุกเชียงใหม่แล้ว! พร้อมใช้บริการได้ 25 พฤษภาคมนี้

Published

on

การให้บริการ LINE MAN ในพื้นที่ใหม่อย่าง เชียงใหม่ นี้จะให้บริการร่วมกันกับแอปพลิเคชั่น Wongnai POS หรือ Wongnai Merchant App

ขอขอบคุณภาพจาก : Facebook LINE MAN

หลังจากที่มีการอัปเดต เพิ่มพื้นที่การให้บริการของ LINE MAN ผ่านหน้าเว็บไซต์ ได้ปรากฏชื่อจังหวัด “เชียงใหม่” (อำเภอเมือง) เป็นพื้นที่การให้บริการใหม่ โดยจะพร้อมให้ใช้งานได้ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 นี้ โดยจะใช้บริการ LINE MAN ได้โดยรับออเดอร์เดลิเวอรี่ผ่าน Wongnai POS , Wongnai Merchant App 

ชาวเชียงใหม่สงสัย LINE MAN คืออะไรแน่?

ขอขอบคุณภาพจาก : Wongnai

LINE MAN เป็นแอปพลิเคชั่นผู้ช่วยที่ให้บริการรับออเดอร์และจัดส่งอาหารถึงที่ สำหรับร้านอาหาร สามารถใช้งานแอปพลิเคชั่น Wongnai POS , Wongnai Merchant App ในการรับออเดอร์ได้ นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขเมนู หรือข้อมูลเกี่ยวกับร้านได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องติดต่อ Callcenter หรือหากร้านไหนที่ต้องการดูแลหน้าร้าน พร้อมกับการรับออเดอร์จาก LINE MAN ไปด้วย การเลือกใช้งาน Wongnai POS ถือว่าเหมาะสมอย่างมาก ทางแอปพลิเคชั่นนี้ สามารถรันคิวอาหารส่งเข้าครัว พร้อมกับรับออเดอร์จาก LINE MAN ไปได้พร้อมกัน

ขอขอบคุณภาพจาก : ล้ำหน้าโชว์

ในช่วงเปิดตัวกับ LINE MAN เชียงใหม่ พร้อมโปรส่งฟรี 3 กม. แรก(เฉพาะร้านค้าที่ร่วมรายการ) ซึ่งจากการอัปเดตข้อมูลหน้าเพจมี 4 ย่านที่พร้อมให้บริการ

  • ร้านเด็ดเจ็ดยอด
  • ร้านเด็ดย่านนิมมานฯ
  • ร้านอร่อยย่านท่าแพ
  • ร้านโปรดรอบ มช.

และวันนี้ก็เป็นการเปิดให้บริการในวันแรกของ LINE MAN ต้องคอยติดตามการใช้บริการ รวมไปถึงร้านอาหารที่เปิดรับเดลิเวอรี่ ว่าจะมีตัวเลือกเพิ่มเข้ามามากน้อยแค่ไหน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

LIFESTYLE

ซีรี่ส์จบ แต่คุณยังไม่จบ เช็กตัวเองว่าเป็น “ภาวะ PSD” อาการนอยด์เมื่อดูซีรี่ส์จบหรือไม่?

Published

on

เคยเป็นไหม? ดูซีรี่ส์หรือหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งจบไปแล้ว แต่ยังมีอารมณ์ค้างคา รู้สึกนอยด์หรือรู้สึกเศร้า หากเป็นแบบนี้แสดงว่าคุณกำลังเข้าข่ายภาวะ PSD

ภาวะ PSD หรือ เรียกอีกอย่างว่า Post-Series Depression เป็นภาวะของกลุ่มอาการเศร้าเมื่อซีรี่ส์หรือหนังที่ดูอยู่จบไป มีความรู้สึกใจหาย จิตตก นอยด์ เศร้าแปลก ๆ ไม่ถือว่าเป็นอาการทางจิต เพราะเป็นความรู้สึกเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น และสามารถหายได้ด้วยตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไป

ซึ่งภาวะ Post-Series Depression สามารถเกิดได้กับหนังหรือซีรี่ส์ทุกประเภท ทั้งที่จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง หรือจบแบบดาร์คเศร้า เพราะระหว่างที่ดูซีรี่ส์อยู่นั้น ร่างกายได้หลั่งสารแห่งความสุขออกมาทั้งมีความเพลิดเพลิน สนุก เมื่อซีรี่ส์จบลงร่างกายก็หลั่งสารเหล่านี้ลดน้อยลง ทำให้รู้สึกเหงา เคว้ง และไม่อยากเริ่มต้นดูหนังหรือซีรี่ส์เรื่องอื่น หรือถ้าดูเรื่องอื่นต่อก็จะรู้สึกว่าไม่อิน และเหมือนเป็นการทนฝืนดูต่อทำให้ไม่สนุกนั้นเอง เอาง่าย ๆ ว่าคุณกำลังจมอยู่กับการอินหนังและซีรี่ส์มากเกินไป

ความรู้สึกเบื้องต้นของ Post-Series Depression คือ
– รู้สึกใจหาย
– แอบเศร้าไปกับตัวละคร
– รู้สึกไม่มีอะไรทำ มีความว่างเปล่า
– เบื่อและนอยด์ เหมือนคนอกหัก

หากรู้ตัวว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะนี้ ไม่อยากจมปรักกับอาการแบบนี้นาน ๆ สามารถแก้ไขได้ ดังนี้
– หากิจกรรมอย่างอื่นทำ
– ออกไปเจอเพื่อน พบปะเพื่อนฝูง
– หาเพื่อนที่กำลังดูเรื่องเดียวกัน พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
– หากยังไม่หาย ให้กลับไปดูซีรี่ส์หรือหนังเรื่องเดิมอีกรอบ

เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้คุณรู้จักและจัดการกับความรู้สึกนี้ได้แล้ว อย่าพยายามจมกับสภาวะแบบนี้นาน ๆ เพราะอาจทำให้คุณจิตตกจนไม่มีแรงในการทำงาน เรียน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Kapook.com

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

มารู้จัก “New Normal” ความปกติใหม่ ที่คนไทยต้องชิน!

Published

on

New Normal หมายถึง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเปลี่ยนไปจนกลายเป็นความปกติในรูปแบบใหม่หลังจากเชื้อโคโรนาไวรัสหมดไป

หลังจากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ส่งผลให้หลายๆ คนต้องปรับวิถีชีวิตใหม่ ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย การพกสเปรย์แอลกอฮอล์ รวมถึงพฤติกรรมการกินที่ต้องปรับเปลี่ยน จนพฤติกรรมเหล่านี้กลายเป็น New Normal ของใครหลายๆ คน

ความหมายของความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal)

ความปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) เป็นคำที่ Bill Gross ผู้จัดการกองทุนชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่โด่งดังในชวงวิกฤติการเงินสำคัญๆ ของโลก ได้กล่าวไว้ในปี 2008 ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมของคนในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เช่น การถือกำเนิดขึ้นของอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไป

New Normal ภาษาไทย โดยราชบัณฑิตยสภา

ราชบัณฑิตยสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมการบัญญัติศัพท์ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 เป็นการเร่งด่วน คณะกรรมการชุดนี้ถูกแต่งตั้งด้วยหน้าที่บัญญัติศัพท์ใหม่ที่อยู่ในกระแสสังคมร่วมสมัย ที่เกี่ยวข้องกับหลากหลายสาขาวิชา New Normal ก็เป็นคำหนึ่งที่ถูกสรุปจากที่ประชุม ไม่ใช่เฉพาะทางธุรกิจหรือวิถีชีวิตเท่านั้น

  • New Normal เขียนเป็นภาษาไทยอย่างไร เมื่อใช้ในความหมายทั่วไป เมื่อพูดถึงคำกลางๆ ควรเขียนทับศัพท์ภาษาอังกฤษ
  • New Normal เขียนเป็นภาษาไทยอย่างไร เมื่อใช้ในงานสื่อสารโฆษณา คณะกรรมการบัญญัติศัพท์นิเทศศาสตร์ ได้บัญญัติคำว่า New Normal เป็นภาษาไทยไว้ว่า “ความปกติใหม่”, “ฐานวิถีชีวิตใหม่” คณะกรรมการราชบัณฑิตยสภาชุดนี้จึงเห็นว่าใช้สองคำนี้ได้ด้วย

นอกจากนี้คณะกรรมการราชบัณฑิตยสภายังให้นิยามภาษาไทยของคำว่า New Normal ว่า “บรรทัดฐานใหม่” อีกคำหนึ่ง

และนี่คือตัวอย่างของพฤติกรรม New Normal ที่คนไทยต้องปรับตัวให้ชิน เพื่อป้องกันสุขภาพให้ห่างไกลจากโควิด-19 

  • สวมหน้ากากอนามัย ทั้งพนักงานและผู้ใช้บริการต้องสวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 
  • เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล 1-2 เมตร  
  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์ ให้บ่อยขึ้น
  • ใช้เวลาในร้าน ห้างให้น้อยที่สุด ผู้ซื้อ ผู้บริโภค ควรวางแผนในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เพื่อความรวดเร็ว ลดระยะเวลาที่ใช้บริการ
  • ดูแลสุขภาพให้มากขึ้น เพิ่มภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพื่อป้องกันสุขภาพให้ห่างไกลจากโรค

ขอบคุณที่มาข้อมูล
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1846011
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1845098
https://www.sanook.com/health/22569/
https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1810991

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending