Connect with us

LIFESTYLE

ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย เที่ยวได้ยันสิ้นปี!

Published

on

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวโครงการ “ถึงเวลาทัวร์ให้ทั่วไทย” กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ กับ 2 แคมเปญพิเศษ “เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก” และ “ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย” ซึ่งเป็นแคมเปญเสริมและต่อยอด มาตรการชิมช้อปใช้ด้วย

โดยรายละเอียดแคมเปญร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย ทาง ททท. ได้มอบของขวัญให้กับประชาชนรวม 40,000 รายการ ในราคารายการละ 100 บาท โดยแบ่งเป็น 5 หมวดของขวัญ คือ

           1. การเดินทาง เช่น บัตรโดยสารเครื่องบิน รถบัสปรับอากาศ
           2. หมวดที่พัก
           3. อาหารและเครื่องดื่ม
           4. แพ็กเกจทัวร์
           5. แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมนันทนาการ และอื่น ๆ

ภาพจาก bangkokbiznews.com

สามารถลงทะเบียนได้ทาง www.tourismthailand.org/ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย หรือ www.ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย.com ในระยะเวลา 4 วัน คือ วันที่ 11 – 12 พฤศจิกายน 2562 และวันที่ 11 – 12 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 06.00 – 00.00 น. ของแต่ละวัน หรือจนกว่าของขวัญจะหมด

ซึ่งผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน มีการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง และมีเบอร์โทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ประกอบการลงทะเบียน

โดยในแต่ละวันจะมีของขวัญทั้งหมด 10,000 รายการ เมื่อลงทะเบียนผ่านแล้ว จะสามารถเลือกซื้อของขวัญได้เพียง 1 รายการต่อคน จากนั้นชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้ง แล้วจะได้รับการยืนยันการสั่งซื้อ และสามารถนำข้อมูลการยืนยันไปใช้บริการได้ตามเงื่อนไขของผู้ประกอบการ สามารถใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 โดยสามารถเลือกซื้อของขวัญได้ในทุกจังหวัด ยกเว้นจังหวัดที่ปรากฏในบัตรประชาชน
          

นอกจากนี้ ททท. ยังเพิ่มความพิเศษให้กับแคมเปญนี้ด้วยของขวัญเซอร์ไพรส์ สำหรับผู้ลงทะเบียนในลำดับที่ 6,000/7,000/8,000/9,000 และ 10,000 ในแต่ละวัน อีกด้วย

ส่วนแคมเปญ เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก จะนำสินค้าและบริการหรูหราของประเทศไทยที่มีมาตรฐานระดับสากล กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน มาลดราคาสูงสุดถึง 80% ใน 9 กลุ่มสินค้าการท่องเที่ยวที่ได้รับความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ได้แก่ กลุ่มบัตรโดยสารสายการบิน โรงแรมระดับ 5 ดาว กลุ่มสินค้าด้านสุขภาพและความงาม กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน ร้านอาหารถิ่นสู่มิชลินสตาร์ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น

โดยจะมีการเสนอโปรโมชั่นช็อกโลกพร้อมกัน เริ่มวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อสำรองสิทธิ์ได้ที่ www.tourismthailand.org/เที่ยววันธรรมดา หรือ www.เที่ยววันธรรมดาราคาช็อกโลก.com ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน (00.00 น.) – 31 ธันวาคม 2562 ทั้งนี้ กลุ่มโรงแรมที่พักต้องใช้บริการในวันจันทร์ – พฤหัสบดี ส่วนกลุ่มอื่น ๆ สามารถใช้ได้ในวันจันทร์ – ศุกร์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

นักวิจัยเผย 80% ของมือกราดยิง “ไม่สนใจและไม่เล่นเกม”

Published

on

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยอ่านเจอ คอมเม้นท์ในข่าวหลายๆสำนัก หรือแม้แต่ทางตำรวจที่มักสันนิษฐานคนร้าย เอาไว้ล่วงหน้า เวลาเกิดเหตุกราดยิงขึ้น ว่า มือกราดยิงเหล่านี้ เป็น “พฤติกรรมเลียนแบบเกม”

จากหลายเหตุการณ์กราดยิงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโจรปล้นทองที่จังหวัดสิงห์บุรี หรือแม้แต่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มีทหารนายหนึ่งเครียดปัญหาส่วนตัว แล้วออกมากราดยิงผู้คนทั่วโคราชนั้น ทำให้เกิดวลีติดปากกันว่า “คนก่อเหตุกราดยิงนั้นเลียนแบบเกม”

แต่รู้หรือไม่ว่า นักจิตวิทยา Patrick Markey เผยว่ากว่า 80% ของมือกราดยิงไม่ได้สนใจในวิดีโอเกมเลยด้วยซ้ำ เพราะการโยนความผิด หรือ โทษอะไรบางอย่างนั้น จะทำให้เกิดความสบายใจมากขึ้นนั่นเอง ที่สำคัญ “เกมแทบไม่ได้มีผลกับเหตุการณ์กราดยิงเลย

นอกจากนี้ ผลการวิจัยจำนวนมากยังระบุว่าการห้ามไม่ให้เด็กเล่นเกมอาจไม่ช่วยป้องกัน เหตุกราดยิง แต่อาจทำให้คนมีความเครียดจนไปกราดยิงคนอื่นเสียมากกว่า เพราะเกมช่วยลดความเครียดและส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็ก 

ทั้งนี้ยังมีการยืนยันจากรองศาสตราจารย์ Lindsay Grace ผู้อำนวยการก่อตั้ง American Game Lab กล่าวว่า หลังจากการทำวิจัยเกี่ยวกับ “เกมส่งผลอย่างไรกับพฤติกรรมมนุษย์” สามารถสรุปได้ว่า “การเล่นเกมยิงปืนไม่ได้ช่วยให้คนคนหนึ่งยิงปืนได้เป็นจริงๆ” อีกด้วย

และที่น่าสนใจก็คือ เมื่อเกมที่มีความรุนแรงออกวางขาย อัตราการเกิดอาชญากรรมก็ลดลง

กล่าวโดยสรุป การเล่นเกมนั้นไม่ได้ส่งผลต่อพฤติกรรมจริงๆของมนุษย์โดยเฉพาะเกมที่มีเนื้อหาที่รุนแรง เช่นเกม GTA / BULLY / PUB G ฯลฯ ช่วยให้เกิดการระบายอารมณืผ่านเกม เรียกว่าเป็นการครายเครียด และที่สำคัญมือปืนที่ก่อเหตุสลดแต่ละครั้งนั้นพวกเขาไม่เคยเล่นเกมแนวนี้ หรือไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

สรุปผลการประมูล 5G ดันเงินสะพัดกว่าแสนล้าน

Published

on

กลายเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของวงการเทคโนโลยีไทยอีกครั้ง เพราะเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 63 ที่ผ่านมานี้ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้จัดประมูลคลื่นความถี่สำหรับให้บริการ 5G และมีผู้ร่วมประมูลขยับเท้าเข้ามากันอย่างคึกคัก ทั้งเอไอเอส ดีแทค ทรู ทีโอที และแคท เทเลคอม

นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการลงทุนด้านสื่อสาร เทคโนโลยี ที่จะมีเม็ดเงินสะพัดจากการลงทุนมหาศาล รัฐมีรายได้จากการประมูลอีกกว่า 1 แสนล้านบาท และธุรกิจต่างๆ จะคึกคักได้ประโยชน์หากปรับตัวทัน เพราะผู้คนจะต้องการสิ่งใหม่ตามเทคโนโลยีที่ดีขึ้น

สำหรับเทคโนโลยี 5G จะช่วยส่งสัญญาณได้เร็วขึ้น จากเทคนิคการเลือกคลื่น และการลงทุนติดตั้งเสาส่งสัญญาณที่มีความถี่มากขึ้น ไม่ใช่ช่วยแค่การสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ (Internet of Things หรือ IoT) ก็สามารถสื่อสารกันได้ ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ ความหน่วงในการส่งสัญญาณดีขึ้น เมื่อเทียบกับ 4G ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

โดยการประมูล 5G ในครั้งนี้ จะมีการประมูล 3 ย่านความถี่ จากทั้งหมดที่ตั้งใจไว้  4 คลื่น ได้แก่ 700 MHz  2600 MHz และ 26 GHz  เนื่องจากคลื่น 1800 MHz ไม่มีเอกชนรายใดแสดงความจำนงจะเข้าประมูล

สำหรับผลการประมูล คลื่น 700 MHz ผู้ชนะประมูลได้แก่  “เอไอเอส” จำนวน 1 ใบอนุญาต  และ “แคท” จำนวน 2 ใบอนุญาต ในราคาใบอนุญาตละ 17,153 ล้านบาท

คลื่น 2600 MHz ผู้ชนะประมูลได้แก่  “เอไอเอส” จำนวน 10 ใบอนุญาต  “ทรู” จำนวน 9 ใบอนุญาต ในราคาใบอนุญาตละ 1,956 ล้านบาท

คลื่น 26 GHz  ผู้ชนะประมูลได้แก่  “เอไอเอส” จำนวน 12 ใบอนุญาต  “ทรู” จำนวน 8 ใบอนุญาต “ดีแทค” จำนวน 2 ใบอนุญาต และ “ทีโอที” จำนวน 4 ใบอนุญาต ในราคาใบอนุญาตละ 445 ล้านบาท

รวมแล้ว “กสทช.” มีรายได้ส่งเข้ารัฐ ในส่วนของคลื่น 700 MHz  จำนวน 3 ใบอนญาต รวม 51,459 ล้านบาท คลื่น 2600 MHz  19  ใบอนุญาต เป็นเงิน  37,164 ล้านบาท และส่วนของคลื่น 26 GHz จำนวน 26 ใบอนุญาต เป็นเงิน 11,570 ล้านบาท

โดยในแต่ละย่านคลื่นจะผู้ที่ต้องช่วงคลื่นใดเป็นพิเศษได้มีการเสนอราคาเพิ่มอีก จนทำให้ราคาประมูลรวมเงินทั้งสิ้น 100,521 ล้านบาท มีใบอนุญาตคลื่น 26GHz เหลือ 1 ใบอนุญาต

ขอบคุณรูปภาพจาก bangkokbiznews.com

และเมื่อแยกมูลค่าคลื่นที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะต้องจ่ายค่าคลื่นจากการประมูลครั้งนี้จะเป็นดังนี้

“เอไอเอส” ผ่านทางบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด เป็นเงิน 42,060 ล้านบาท

“ทรู” โดยบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นเงิน 21,449.6 ล้านบาท

“ดีแทค” โดยบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด เป็นเงิน 910.4 ล้านบาท

“แคท” บมจ.กสท โทรคมนาคม เป็นเงิน 34,306 ล้านบาท

และ บมจ.ทีโอที เป็นเงิน 1,795 ล้านบาท

นัยยะสำคัญของการประมูลในครั้งนี้ จะเป็นศึกชิงความเป็นผู้นำระหว่าง “เอไอเอสและทรู” เพื่อเปิดให้บริการ 5G ในเชิงพาณิชย์เป็นรายแรกของประเทศไทย และคาดว่าบริการ 5G จะเริ่มเปิดให้บริการได้ก่อนเดือนกรกฎาคมนี้ เฉพาะในบางพื้นที่ก่อน

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
https://www.thairath.co.th/news/tech/1772906
https://www.prachachat.net/ict/news-421859

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CULTURE

ย้อนรอย กลับดอยปู่หมื่น ไปหาต้นตระกูลของดาราสาว “ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส”

Published

on

หลังจากมีประเด็นร้อนระอุอย่างกระแสดราม่าละครเรื่อง “ซ่อนเงารัก” ไป ก็ไม่วายมีเรื่องต่อ เมื่อ คุณ ม้า อรณภา ได้ออกมาไล่ให้ ริชชี่ กลับบ้านไป แต่ไม่ใช่แค่บ้านธรรมดา หากแต่พูดว่า ให้กลับดอย ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขว้าง ในเรื่องของความไม่เหมาะสมและที่สำคัญ ต้นตระกูลของ ริชชี่ ก็ เป็น ‘มูเซอ’ ชาติพันธ์กลุ่มแรกที่เข้ามาในสมัยร.5 อีกด้วย วันนี้เราจะมาเล่าถึงความเป็นมาของชนเผ่านี้กันครับ

ก่อนอื่นเราต้องขอยอมรับนะครับว่า การเหยียดชาติพันธุ์ นั้นเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ และการว่าใครว่าเป็นคนดอยนั้น เป็นการแสดงถึงการไม่ให้เกียรติและเป็นการเหยียดที่ปัญญาชนเขาไม่ทำกัน ดังนั้น การใช้คำว่า ‘ดอย’ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังในการใช้ถ้อยคำนะครับ

“ริชชี่-อรเณศ ดีคาบาเลส” โด่งดังจากหนังเรื่อง “คู่กรรม” ซึ่งรับบทเป็น อังศุมาลิน คู่กับพระเอกสุดฮอตอย่าง ณเดช คูกิมิยะ ริชชี่น้องเป็นชาติพันธุ์มูเซอแดง ซึ่งเป็นเหลนของผู้นำชุมชน ชื่อว่า ‘ปู่หมื่น’ ตั้งอยู่ที่ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งความหมายของคำว่า ‘มูเซอ’ นั้นเป็นชื่อที่ชาวพม่าและไทใหญ่เรียก แปลว่า ‘พรานป่า’ เนื่องจากมีความชำนาญในเรื่องของการล่าสัตว์ แกะรอย และอาศัยอยู่ในป่ามาอย่างยาวนาน โดยในสมัยรัชกาลที่ 5 พระวิภาคภูวดล (เจมส์ แมคคาร์ธี) เจ้ากรมแผนที่คนแรกของสยาม ได้พบกับ ‘ชาวมูเซอ’ เป็นคนแรกๆ

ต้นตระกูลของริชชี่นั้นบอกเลยว่าไม่ธรรมดา เพราะคุณปู่ของเธอเป็นถึงผู้นำชนเผ่า นามว่า ‘ปู่หมื่น’ ผู้นำบนดอยปู่หมื่น ถ้าไม่ใช่บุคคลสำคัญจริงๆชื่อของคุณปูของเธอคงไม่ได้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อภูเขาแห่งนี้อย่างแน่นอน

นอกจากคุณปู่จะเป็นผู้นำชุมชนแล้ว คุณตาของริชชี่ยังเคยได้ รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อ พ.ศ. 2513 อีกด้วย เรียกได้ว่าเป็น ลาหู่ (มูเซอ) ที่มีความใกล้ชิดกับระบบราชการไทยมากที่สุดตระกูลหนึ่งเลยก็ว่าได้

เมื่อในอดีต ประมาณ 50 ปีที่แล้ว ตระกูลของเธอปลูกฝิ่น แต่ฝิ่นนั้นผิดกฏหมาย จึงทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร พระราชทานชาอัสสัม ให้กับคุณตา แทนการปลูกฝิ่นเพื่อดำรงชีพอีกด้วย

แน่นอนว่าเมื่อ ริชชี่ เป็นชนเผ่าลาหู่(มูเซอ)แล้ว ศาสนาที่น้องนับถือก็ต้องเป็น ศาสนาคริสต์แน่นอน เพราะชาวลาหู่นั้นนับถือ ศาสนาคริสต์ กันมาตั้งแต่ดั้งเดิมแล้ว เพราะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มของมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวลาหู่นับถือ ผีฟ้า ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเป็นพระเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่งบนโลก

จากรณีศึกษาของกระแสดราม่าดังกล่าว ทำให้เราพิจารณาได้ว่า เราไม่ควรไล่ใครกลับไปไหนครับ ไม่ว่าจะไปอยู่บนดอย นอกประเทศ หรือดาวอังคาร

และไม่ควรยอมรับแนวคิดการแบ่งแยกมาในสังคม (Tolerance) ซึ่งเป็นปัญหาของการอยู่รวมกันในสังคม สังคมไทยต้องเรียนรู้เรื่องราว และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ ซึ่งจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเคารพทางชาติพันธุ์ซึ่งกันและกัน 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Advertisement

Trending