Connect with us

LIFESTYLE

Post-Vacation Blues อาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว ? คืออะไร จะแก้ยังไง

หยุดยาวกันมานานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ คุณเริ่มมีความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ หรือซึมเศร้าไปบ้างมั้ย หลังจากที่หมดวันหยุดยาว? นั่นแหละ เราเรียกว่าอาการ Post-Vacation blues

Published

on

หยุดยาวกันมานานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ คุณเริ่มมีความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ หรือซึมเศร้าไปบ้างมั้ย หลังจากที่หมดวันหยุดยาว? นั่นแหละ เราเรียกว่าอาการ Post-Vacation blues อยากฟื้นตัวจากอาการนี้ไวๆ ทำยังไงดี ?

วันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ ทุกอย่างเคลื่อนผ่านไปเหมือนเพียงถูกลมพัดผ่าน ได้แต่รอว่า อีกกี่วันจะถึงวันหยุดยาวอีกครั้ง ยิ่งหลายคนในช่วงปีใหม่ไม่ได้หยุดเลย ต้องเข้าออฟฟิศไปทำงานตามปกติ ในขณะที่มนุษย์แสงสีหลายคนออกไปเที่ยว ฉลอง ชมพลุ ร่วมงานเทศกาลในทุกช่วงขณะ มีเพียงคุณที่ยังคงนั่งทำงานอยู่  

แต่สำหรับท่านใดที่นั่งทำงานตลอดช่วงปีใหม่ จงดีใจไว้เลยว่าท่านมักจะมีภูมิต้านทานมากกว่าทุกคนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวปีใหม่ แล้วภูมิคุ้มกันจากอะไรงั้นเหรอ ? มันคือ โรคซึมเศร้าที่มีชื่อว่า Post-Vacation Blues, Post-Holiday Blues หรือ Post-Travel Depression Blues ไม่ว่าจะมีกี่ชื่อก็ตาม แต่ความหมายและอาการของเจ้าโรคซึมเศร้านี้ พุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกของคนหลังเที่ยวปีใหม่ แล้วมีอาการซึมเศร้า เหงาหงอย รู้สึกไม่มีชีวิตชีวา เมื่อรู้ตัวว่า ต้องกลับไปทำงาน หรือใช้ชีวิตวนลูปเดิมซ้ำๆ ไปอีกนานจนกว่าจะถึงวันหยุดยาวอีกครั้งนั่นเอง วิธีที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการต่อสู้กับความรู้สึกหดหู่จากโรคซึมเศร้าหลังหมดวันหยุด ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ตามนี้เลย 

1.ย้อนถึงความสุขที่ผ่านเรื่องราว 

แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความสุข ที่ได้ผ่านเรื่องราวในช่วงวันหยุดปีใหม่ของเรา อาจจะไม่ได้ยาวนานเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยทุกช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไป จะมีเรื่องเก่าๆ ที่มีความสุขในช่วงเวลาเหล่านั้น ไหลผ่านไปโดยที่เรารู้สึกตัวและสัมผัสได้ หรือจดจำได้ในบางช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย Story วิดีโอเก็บเอาไว้ในช่วงเทศกาล หรือการที่เราได้ออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเลือกหยิบความทรงจำที่เราสามารถทำได้อีกครั้งกลับมาทำในช่วงที่เราโหยหาความสุขที่ผ่านมา ทั้งการปรุงอาหารให้รสชาติใกล้เคียงกับที่เคยไปทานมา หรืออาจจะเปิดเพลงที่ช่วยคลอความรู้สึกช่วงนั้นให้ซึมซับความรู้สึกที่เราผลิตได้ในแต่ละวัน แล้วใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุขดีกว่า 

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งถัดไป 

เมื่อการเดินทางครั้งแรกของปีได้ผ่านไปแล้ว ให้เราเปิดปฏิทินของเราออกมาอีกครั้งเพื่อมองหาวันหยุดในครั้งถัดไป  วงกลมสีแดงเอาไว้จากนั้นวางแผนดูเลยว่า ครั้งหน้าเราจะไปเที่ยวที่ไหน หรือเตรียมตัวทำกิจกรรมอะไรบ้าง เมื่อเรามีเป้าหมายในครั้งถัดไป การใช้ชีวิตต่อจากนี้ จะเป็นการทำงานที่เข้มข้น เพื่อเป็นการหาบัดเจท หรือการสะสมเงินเก็บไว้ตอบสนองความต้องการในครั้งถัดไปของเรานั่นเอง ยิ่งแผนของเราถูกวางไว้มากเท่าไหร่บนปฏิทิน มันจะเหมือนกับจุดเช็คพอยท์ ที่ช่วยสนับสนุนให้เราทำงานอย่างมีเป้าหมายเสมอ ว่าเราจะต้องได้ทำตามแผนที่วางเอาไว้ จะเป็นการท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมสนุกๆ ในช่วงวันหยุด ก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ หรือใช้ชีวิตต่อไปเพื่อความสุขครั้งหน้ากันดีกว่า 

3.เพิ่มวาไรตี้ให้กับชีวิตของเราในทุกวัน 

การเพิ่มความวาไรตี้ ความสนุกสนาน ความรู้สึกดีๆ ให้กับชีวิตของเราด้วยการบอกตัวเองว่าชีวิตของเรานั้นไม่ได้น่าเบื่อ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ได้ทำในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราแตกต่าง และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น ทุกเช้าที่ตื่นมา ลองเข้าไปยืนอยู่หน้ากระจกแล้วยิ้มให้ตัวเอง พร้อมกับพูดเรื่องราวที่เราอยากลองทำในวันนี้ เสริมความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเอง หากทำได้ตามความต้องการที่ตัวเราในกระจกได้สะท้อนออกมา เสียงหัวใจของคุณจะบอกคุณเองว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะทำ หรือเวลาเดินทางไปทำงานช่วงไหน ที่มันน่าเบื่อ ใช้เวลานานเกินไป ลองใส่หูฟัง เปิดเพลงที่เราชอบ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางไปทำงานให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป  

วันนี้ก็ล่วงเลยมาถึงวันเกือบสุดสัปดาห์แล้ว ที่ใครหลายคนอาจจะได้พักผ่อนกับวันหยุดให้หายใจสะดวกกันอีกครั้ง ฉะนั้นอย่าลืมว่า วันจันทร์ในอาทิตย์ถัดไป มันวนมาเร็วกว่าปีใหม่ในแต่ละปี หลายเท่าตัว  

ทุกการกระทำล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งใคร หากเราสามารถผ่านช่วงเวลาซึมเศร้า หรือรู้สึกหงอยเหงา เหนื่อยหน่าย อย่างบอกไม่ถูกหลังจากหมดช่วงเวลาแห่งวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ คุณจะมีภูมิคุ้มกันในอีกหลายๆ ด้าน และพร้อมที่จะเดินต่อไปเพื่อใช้ชีวิตในวันข้างหน้าต่อไปได้

สุดท้ายนี้เราอยากขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนกลับมามีชีวิตที่ดีปกติสุขกันไวๆ เพราะทุกใบหน้าของคนเราที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันต้องดีกว่าความหม่นหมองที่เกิดจากการขมวดคิ้ว หรือเบ้ปากใส่กันแน่นอนอยู่แล้ว  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 4]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

เปิดกรุแคคตัส 5 สายพันธุ์ ใครเลี้ยงไว้ ราคาดีไม่มีตกแน่นอน!

Published

on

รู้ไหมหากคุณ ปลูกแคคตัสดี ๆ สักต้นก็เรียกกำไรได้หลายตัง เพราะถ้าการซื้อต้นมอลสเตล่ามาปลูกช่วงนี้ ด้วยราคาที่ไม่น่ารักก็คงไม่เหมาะเท่าไหร่

วันนี้ CMD เลยอยากชวนคุณมาปลูกแคคตัส 5 สายพันธุ์ เริ่มต้นราคาอาจจะแรง แต่ถ้าปลูกไปเรื่อย ๆ ก็อาจสร้างกำไรให้คุณได้มากมาย จะมีสายพันธุ์ไหนบ้างมาดูกันเลย

แคคตัสยิมโน (Gymnocalycium)

สายพันธุ์แรกที่มาแรงแซงทางโค้งในช่วงปีนี้ เพราะพันธุ์นี้ถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ จนมีจุดเด่นคือ มีสีด่างทั่วและสม่ำเสมอทุกพู ทำให้อาจมีราคาสูงบ้าง มีหลายสี เช่น เหลือง ส้ม แดง และสีที่หายากเช่นสีม่วงและดำ ซึ่งหากเลี้ยงไปนานก็จะมีหน่อหรือเมล็ดของต้น สามารถเอาไปเพาะต่อได้ ส่วนสีจะเป็นอย่างไรต้องไปลุ้นต่อเอง

แคคตัสแอสโตรไฟตัมวี (Astrophytum)

สายพันธุ์นี้มักมีราคาสูง ตามลักษณะการพัฒนาสายพันธุ์ จุดเด่นคือจะมีขนหนา ยิ่งหนา ราคายิ่งสูง หากนำมาพัฒนาต่อไป แน่นอนว่าแคคตัสพันธุ์ต้องเรียกกำไรเข้ากระเป๋าอย่างแน่นอน

แคคตัสแอริโอคาร์ปัส (Ariocarpus Cauliflower)

แม้จะเป็นแคคตัสที่นำเข้าจากต่างประเทศ แต่บอกเลยว่าสามารถเลี้ยงได้ในภูมิอากาศประเทศไทย เป็นต้นที่มีราคาสูง เพราะสามารถเพาะพันธุ์ได้แค่ฤดูหนาวเท่านั้น ต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงมากเลยทีเดียว

แคคตัสโลโฟโฟร่า (Lophophora fricii)

สายพันธุ์นี้เป็นแคคตัสไซส์มินิ ที่มีสีของดอกที่น่ารัก กลม ๆ น่ารัก หากใครที่เพาะเลี้ยงจนได้สีที่ด่าง ราคาจะเพิ่มสูงมาก จะเรียกว่ายิ่งสีเป็นด่าง ยิ่งมีราคาเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

แคคตัสแมมมิลลาเรีย

สายพันธุ์ที่ราคาไม่แรง แถมยังมีลักษณะที่น่ารักอีกด้วย เป็นแคคตัสที่นิยมมาก เป็นพันธุ์เบสิกที่ผู้เลี้ยงแคคตัสเริ่มต้นต้องมี ที่สำคัญจะออกดอกด้วยสีสันน่ารัก ที่นาน ๆ จะออกครั้งหนึ่ง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับคนที่ชื่นชอบแคคตัสเป็นพิเศษ ใครที่ชอบก็ต่อยอดให้กับตัวเองด้วยนะคะ ถือว่าเป็นช่องทางสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเลยก็ว่าได้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

เชียงใหม่เปิดตัวแอปพลิเคชั่นตลาดสด ไปตลาดแบบ Drive Thru!

Published

on

เปิดตัวแล้ว! สำหรับแอปพลิเคชั่นตลาดสด ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนในการผลิตแอปพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา เพื่อให้พ่อพี่น้องชาวเชียงใหม่ได้ใช้งาน เหมือนไปตลาดสดจริง ๆ โดยที่ไม้องลงไปเดิน พร้อมเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนให้หมุนเวียนมากขึ้น

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจ ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานในพิธีเปิดการใช้แอปพลิเคชันตลาดสด Drive Thru Market Chiang Mai

โดยความร่วมมือของเทศบาลนครเชียงใหม่ ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ชมรมตลาดสดจังหวัดเชียงใหม่  สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล(DEPA) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และบริษัท คิว คิว (ประเทศไทย) นายณัฐฐ์ชูเดช วิริยะดิลกธรรม รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้เล็งเห็นแนวทางการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคและผู้ประกอบการในตลาดสดแบบออนไลน์ ได้เปิดกว้างขึ้น ทั้งหมดนี้จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในชุมชนให้ดีขึ้น และเป็นการใช้ชีวิตแบบ New Normal ของประชาชนชาวเชียงใหม่

โดยแอปพลิเคชั่นนี้ จะนำร่องมาใช้  Drive Thru Market Chiang Mai ที่ตลาดประตูเชียงใหม่ เป็นที่แรกของจังหวัดเชียงใหม่ โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้แล้ว โดยมีชื่อแอปพลิเคชั่นว่า QueQ

เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว สามารถสั่งซื้อวัตถุดิบได้เลย เช่น ผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ จากนั้นเลือกเวลาที่จะรับสินค้า เมื่อพ่อค้าแม่ค้าจัดเตรียมวัตถุดิบที่สั่งซื้อเสร็จแล้ว จะแจ้งหมายเลขออเดอร์ไปยังผู้ซื้อทันที พร้อมมารับสินค้าหน้าตลาดสด

ขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักประชาสัมพันธ์เขต 3 เชียงใหม่

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

แพทย์เตือน!! New normal running ใส่หน้ากากอนามัยวิ่งอันตรายมากกว่าที่คิด!

Published

on

อย่าสวมหน้ากากอนามัยในขณะวิ่งวิถีใหม่ (new normal running) เพราะอาจเป็นอันตรายมากกว่าที่คุณคิด!

สำหรับสายวิ่ง แม้คุณจะอยากออกกำลังกาย ไปพร้อม ๆ กับการดูแลสุขภาพ แต่การสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะวิ่งเพื่อป้องกันโรคก็ไม่ใช่สิ่งที่คู่ควร

ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก 1412 Cardiology เป็นเพจให้ความรู้ด้านการแพทย์ บอกว่า การสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้า มันจะเพิ่มแรงต้านการหายใจ ทำให้หายใจได้ลำบากขึ้น ลมหายใจออกจะถูกกักอยู่ในหน้ากากนานขึ้น เพิ่มปริมาณ CO2 ที่หายใจกลับเข้าไปแม้จะมีลิ้นหายใจออกบนหน้ากากก็ตาม ยิ่งหายใจเร็วขึ้นเหนื่อยมากขึ้นก็จะแย่ลง นอกจากปอด หัวใจและหลอดเลือดจะต้องทำงานหนักมากขึ้น

HR จะเข้าโซนเร็วกว่าปกติ ใน well-trained athletes จะทนทานได้ในระดับหนึ่ง แต่นักวิ่งหน้าใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยจะเป็นอันตรายได้ ความร้อนที่เกิดขึ้นในหน้ากากสูงทำให้เกิดเหงื่อ หน้ากากจะเปียกได้ง่ายจากด้านใน การป้องกันอาจจะไม่ดีเท่าในขณะที่หน้ากากแห้ง

ส่วนหน้ากาก N95 จะยิ่งเพิ่มปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เพราะหน้ากากเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อออกกำลังกาย

และยังมีหน้าอีกแบบหนึ่งที่คุณหมอแนะนำ และใช้ในวงการนักกีฬาคือ หน้ากากแบบ Elevation Training ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เมื่อสวมใส่จะเพิ่มแรงต้านการหายใจ ทำให้อัตราสัดส่วนของออกซิเจนก็จะต่ำกว่าหน้ากากอนามัย จึงเหมาะที่จะใช้สำหรับการฝึกซ้อมของนักกีฬาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดและหลอดเลือด แต่ยังไงก็แล้วแต่หน้ากากอนามัยชนิดนี้ไม่มีผลต่อการป้องกันเชื้อโควิด-19 เลย

แน่นอนเมื่อต้องการสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะวิ่ง จึงไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะบางคนอาจจะรู้สึกหายใจไม่ทัน ออกซิเจนหล่อเลี้ยงไม่เพียงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ทางที่ดีเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสามารถวิ่งออกกำลังได้แล้วหรือไม่นั้น ควรเช็กสถานการณ์จาก ศคบ. จะดีที่สุด แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วก็สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยเว้นการสวมหน้ากากอนามัยได้เช่นกัน

ขบคุณข้อมูลจาก : Kapook

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending