Connect with us

LIFESTYLE

Post-Vacation Blues อาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว ? คืออะไร จะแก้ยังไง

หยุดยาวกันมานานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ คุณเริ่มมีความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ หรือซึมเศร้าไปบ้างมั้ย หลังจากที่หมดวันหยุดยาว? นั่นแหละ เราเรียกว่าอาการ Post-Vacation blues

Published

on

หยุดยาวกันมานานเกือบหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ คุณเริ่มมีความรู้สึกหดหู่ เศร้าใจ หรือซึมเศร้าไปบ้างมั้ย หลังจากที่หมดวันหยุดยาว? นั่นแหละ เราเรียกว่าอาการ Post-Vacation blues อยากฟื้นตัวจากอาการนี้ไวๆ ทำยังไงดี ?

วันหยุดยาวและเทศกาลปีใหม่ ทุกอย่างเคลื่อนผ่านไปเหมือนเพียงถูกลมพัดผ่าน ได้แต่รอว่า อีกกี่วันจะถึงวันหยุดยาวอีกครั้ง ยิ่งหลายคนในช่วงปีใหม่ไม่ได้หยุดเลย ต้องเข้าออฟฟิศไปทำงานตามปกติ ในขณะที่มนุษย์แสงสีหลายคนออกไปเที่ยว ฉลอง ชมพลุ ร่วมงานเทศกาลในทุกช่วงขณะ มีเพียงคุณที่ยังคงนั่งทำงานอยู่  

แต่สำหรับท่านใดที่นั่งทำงานตลอดช่วงปีใหม่ จงดีใจไว้เลยว่าท่านมักจะมีภูมิต้านทานมากกว่าทุกคนที่ได้ออกไปท่องเที่ยวปีใหม่ แล้วภูมิคุ้มกันจากอะไรงั้นเหรอ ? มันคือ โรคซึมเศร้าที่มีชื่อว่า Post-Vacation Blues, Post-Holiday Blues หรือ Post-Travel Depression Blues ไม่ว่าจะมีกี่ชื่อก็ตาม แต่ความหมายและอาการของเจ้าโรคซึมเศร้านี้ พุ่งเป้าไปที่ความรู้สึกของคนหลังเที่ยวปีใหม่ แล้วมีอาการซึมเศร้า เหงาหงอย รู้สึกไม่มีชีวิตชีวา เมื่อรู้ตัวว่า ต้องกลับไปทำงาน หรือใช้ชีวิตวนลูปเดิมซ้ำๆ ไปอีกนานจนกว่าจะถึงวันหยุดยาวอีกครั้งนั่นเอง วิธีที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด ในการต่อสู้กับความรู้สึกหดหู่จากโรคซึมเศร้าหลังหมดวันหยุด ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ ตามนี้เลย 

1.ย้อนถึงความสุขที่ผ่านเรื่องราว 

แน่นอนว่าช่วงเวลาแห่งความสุข ที่ได้ผ่านเรื่องราวในช่วงวันหยุดปีใหม่ของเรา อาจจะไม่ได้ยาวนานเท่าไหร่นัก แต่อย่างน้อยทุกช่วงเวลาที่ผ่านพ้นไป จะมีเรื่องเก่าๆ ที่มีความสุขในช่วงเวลาเหล่านั้น ไหลผ่านไปโดยที่เรารู้สึกตัวและสัมผัสได้ หรือจดจำได้ในบางช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นการถ่าย Story วิดีโอเก็บเอาไว้ในช่วงเทศกาล หรือการที่เราได้ออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเลือกหยิบความทรงจำที่เราสามารถทำได้อีกครั้งกลับมาทำในช่วงที่เราโหยหาความสุขที่ผ่านมา ทั้งการปรุงอาหารให้รสชาติใกล้เคียงกับที่เคยไปทานมา หรืออาจจะเปิดเพลงที่ช่วยคลอความรู้สึกช่วงนั้นให้ซึมซับความรู้สึกที่เราผลิตได้ในแต่ละวัน แล้วใช้ชีวิตต่ออย่างมีความสุขดีกว่า 

2.เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งถัดไป 

เมื่อการเดินทางครั้งแรกของปีได้ผ่านไปแล้ว ให้เราเปิดปฏิทินของเราออกมาอีกครั้งเพื่อมองหาวันหยุดในครั้งถัดไป  วงกลมสีแดงเอาไว้จากนั้นวางแผนดูเลยว่า ครั้งหน้าเราจะไปเที่ยวที่ไหน หรือเตรียมตัวทำกิจกรรมอะไรบ้าง เมื่อเรามีเป้าหมายในครั้งถัดไป การใช้ชีวิตต่อจากนี้ จะเป็นการทำงานที่เข้มข้น เพื่อเป็นการหาบัดเจท หรือการสะสมเงินเก็บไว้ตอบสนองความต้องการในครั้งถัดไปของเรานั่นเอง ยิ่งแผนของเราถูกวางไว้มากเท่าไหร่บนปฏิทิน มันจะเหมือนกับจุดเช็คพอยท์ ที่ช่วยสนับสนุนให้เราทำงานอย่างมีเป้าหมายเสมอ ว่าเราจะต้องได้ทำตามแผนที่วางเอาไว้ จะเป็นการท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมสนุกๆ ในช่วงวันหยุด ก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ หรือใช้ชีวิตต่อไปเพื่อความสุขครั้งหน้ากันดีกว่า 

3.เพิ่มวาไรตี้ให้กับชีวิตของเราในทุกวัน 

การเพิ่มความวาไรตี้ ความสนุกสนาน ความรู้สึกดีๆ ให้กับชีวิตของเราด้วยการบอกตัวเองว่าชีวิตของเรานั้นไม่ได้น่าเบื่อ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราไม่ได้ทำในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อให้การใช้ชีวิตของเราแตกต่าง และพบเจอสิ่งใหม่ๆ ได้มากขึ้น ทุกเช้าที่ตื่นมา ลองเข้าไปยืนอยู่หน้ากระจกแล้วยิ้มให้ตัวเอง พร้อมกับพูดเรื่องราวที่เราอยากลองทำในวันนี้ เสริมความรู้สึกดีๆ ให้กับตัวเราเอง หากทำได้ตามความต้องการที่ตัวเราในกระจกได้สะท้อนออกมา เสียงหัวใจของคุณจะบอกคุณเองว่ามันสำคัญแค่ไหนที่จะทำ หรือเวลาเดินทางไปทำงานช่วงไหน ที่มันน่าเบื่อ ใช้เวลานานเกินไป ลองใส่หูฟัง เปิดเพลงที่เราชอบ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเดินทางไปทำงานให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป  

วันนี้ก็ล่วงเลยมาถึงวันเกือบสุดสัปดาห์แล้ว ที่ใครหลายคนอาจจะได้พักผ่อนกับวันหยุดให้หายใจสะดวกกันอีกครั้ง ฉะนั้นอย่าลืมว่า วันจันทร์ในอาทิตย์ถัดไป มันวนมาเร็วกว่าปีใหม่ในแต่ละปี หลายเท่าตัว  

ทุกการกระทำล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องหวังพึ่งใคร หากเราสามารถผ่านช่วงเวลาซึมเศร้า หรือรู้สึกหงอยเหงา เหนื่อยหน่าย อย่างบอกไม่ถูกหลังจากหมดช่วงเวลาแห่งวันหยุดยาวในเทศกาลปีใหม่ คุณจะมีภูมิคุ้มกันในอีกหลายๆ ด้าน และพร้อมที่จะเดินต่อไปเพื่อใช้ชีวิตในวันข้างหน้าต่อไปได้

สุดท้ายนี้เราอยากขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนกลับมามีชีวิตที่ดีปกติสุขกันไวๆ เพราะทุกใบหน้าของคนเราที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มันต้องดีกว่าความหม่นหมองที่เกิดจากการขมวดคิ้ว หรือเบ้ปากใส่กันแน่นอนอยู่แล้ว  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 4]

นักศึกษาฝึกงานที่ชื่นชอบในงานเขียน เขียนทุกอย่างที่ชอบด้วยมือคู่เดิม เพราะคงไม่มีใครเปลี่ยนมือได้สำหรับงานเขียน แม้แต่ลายมือที่อยู่ในตัวอักษรแต่ละตัว ผ่านงานเขียนก็เหมือนกัน

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

มหกรรมดาราศาสตร์ครั้งแรกของไทย NARIT Astro Fest 2020 1-2 กุมภา 63 นี้!

Published

on

เปิดฟ้าเชียงใหม่ นครหลวงดาราศาสตร์แห่งอาเซียน กับมหกรรมดาราศาสตร์ครั้งแรกของไทย NARIT Astro Fest 2020 วันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563 นี้!

พบกับกิจกรรมดาราศาสตร์มากมาย อาทิ

  • ชมนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์แบบ Interactive 19 โซนการเรียนรู้ : ระบบสุริยะ/ เสียงจากเอกภพ/ เฟสดวงจันทร์/ เพนดูลัม/ รังสีคอสมิก/ ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ ฯลฯ ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.
  • ท่องเอกภพในท้องฟ้าจำลองฟูลโดมดิจิทัล สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย รอบฉาย (เฉพาะ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563) วันละ 8 รอบๆ ละ 30 นาที เวลา 10:00/ 11:00/ 12:00/ 13:00/ 14:00/ 15:00/ 16:00/ 17:00 (รับบัตรก่อนรอบฉาย 30 นาที ไม่มีการสำรองที่นั่งล่วงหน้า)
  • เปิดบ้านนักดาราศาสตร์ ชมห้องแล็ปสุดล้ำ แหล่งกำเนิดงานวิจัยและเทคโนโลยีระดับโลก เฉพาะงานนี้เท่านั้น เวลา 09:00-17:00 น.
  • เปิดหลังบ้าน ชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูง อาทิ วิศวกรรมเมคาทรอนิกส์ เทคโนโลยีการเคลือบกระจกที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ มากมาย
  • สนุกกับวิทยาศาสตร์ในคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เวลา 09:00-17:00 น.
  • NARIT Family Camp ​: ค่ายดาราศาสตร์เพื่อทุกคนในครอบครัว
  • ชมดาวกระจ่างฟ้า ผ่านกล้องโทรทรรศน์นานาชนิด เวลา 18:00-22:00 น.
  • ชวนฟังดนตรีเพลินฟ้า เพลิดเพลินกับอาหารการกินนานาชนิดในกาดดารา เวลา 18:00-22:00 น.

สุดพิเศษ! ลุ้นรับกล้องโทรทรรศน์ และของรางวัลต่างๆ มากมาย จับรางวัลวันละ 2 รอบ เวลา 15:00 น. และ 21:00 น.

NARIT Astro Fest 2020 วันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563 นี้เท่านั้น!
ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
เวลา : 09:00-22:00 น.

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

LIFESTYLE

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware

Published

on

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยมลพิษต่างๆ มากมายที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมานับไม่ถ้วน ล่าสุด บริษัท ATMOS Faceware ได้ทำการเปิดตัวหน้ากากกรองอากาศที่สะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยีในยุคสมัยนี้ แถมคุณยังสามารถพกติดตัวไปด้วยได้ทุกที่

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเครื่องนี้หลุดมาจากหนังไซไฟหรือโลกอนาคตรึเปล่า เพราะยังไงหน้าตามันก็เหมือนสิ่งของที่มาจากโลกอนาคตในหนังที่เราดูกันมากเหลือเกิน แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะเป็นจริง ที่เราจะได้ติดเครื่องฟอกอากาศสุดล้ำนี้ไว้บนใบหน้าของเรา นี่คือเครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware เครื่องฟอกอากาศชนิดพกพา ที่เรานำติดตัวไปไหนก็ได้ เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่โลกของเราประสบปัญหาเรื่องฝุ่นควันกันทั่วโลก ทำให้ใครต่างก็ต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อตัวเองกันทั้งนั้น 

โดยเจ้าเครื่องฟอกอากาศนี้ได้ทำการเปิดตัวในงาน CES 2020 เป็นที่แรก ซึ่งจุดเด่นของมันเลยก็คือมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วไปด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันสามารถกรองอากาศได้ดีมากกว่าหน้ากากทั่วไปถึง 50 เท่า สู้ PM 2.5 ได้สบายด้วยฟิลเตอร์ 4 ตัว ที่ติดอยู่ทั้ง 2 ด้านของหน้ากาก ทำการดูดอากาศผ่านช่องที่อยู่ใต้หู จากนั้นปล่อยผ่านเข้าไปในหน้ากากสามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ได้ประมาณ 240 ลิตรต่อนาที และสำหรับแบตเตอรี่นั้นสามารถอยู่ได้ถึงราวๆ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

ซึ่งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบจากดีไซเนอร์ให้มีรูปลักษณ์โปร่งใสตรงปากนั้น เพราะจะทำให้เราเห็นรอยยิ้มและไม่ปิดกั้นการแสดงออกทางใบหน้าของผู้สวมใส่นั่นเอง รวมทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลอีกด้วย แต่ยังไงมันก็ดูหลุดออกมาจากโลกอนาคตอยู่ดี 

สำหรับใครที่อยากเป็นทั้งคนคูลและปลอดภัยจากมลพิษด้วย ทาง ATMOS Faceware สนนราคาให้คุณอยู่ที่ 350 ดอลลาห์สหรัฐหรือราวๆ 10,500.- สามารถสั่งพรีออเดอร์จากเว็บไซต์ www.ao-air.com กันได้โดยตรงเลย  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 9 Average: 3.7]
Continue Reading
Advertisement

Trending