Connect with us

LIFESTYLE

เช็กตัวเองกันหน่อย ตัวคุณเองเข้าข่ายกลุ่ม“Henry” อยู่รึเปล่า?

Published

on

คุณเป็นอีกคนที่ถูกเรียกว่าพวก Henry อยู่รึเปล่า? แล้วกลุ่มคน Henry คืออะไร ถ้ายังสงสัยต้องอ่าน

Henry คือคำเรียกสำหรับกลุ่มคนที่ หาเงินได้เยอะแต่ก็ยังไม่รวยสักที โดยย่อมาจากชื่อเต็มๆ ว่า “High Earner Not Rich Yet” นั่นเอง ซึ่งสอดคล้องกับสภาพสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้คนหันไปสู่วัฒนธรรมบริโภคนิยมอย่าง “ของมันต้องมี” มากขึ้นนั่นเอง

ขออนุญาติยกบทความจาก New York Post มาอธิบายเรื่องนี้ว่า มันเป็นนิสัยส่วนตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้ 6 หลัก (6 หลักในอเมริกานะครับ) ในที่นี้เขาพูดถึงคนที่ทำรายได้ต่อปีอยู่ที่ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมรวย แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รวยอย่างที่คิด ยกตัวอย่างเช่น การเข้าพักโรงแรมหรู ไปเที่ยวพักผ่อนต่างประเทศ ใช้เงินแก้ไขปัญหาและซื้อความสุขให้กับตัวเอง เพราะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ซุปเปอร์สตาร์ดังอย่าง Lil Pump, Migos ,Travis Scoot หรือแม้แต่ Justin Bieber โดยพวกเขาจะมีรายได้ จากการเป็นเจ้าของหรือเช่าบ้านอย่างน้อย 2 หลัง มีค่าสมัครฟิตเนส 180 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนพวกเขาจะมีเงินทุนเพื่อกิจกรรมที่เอนเตอร์เทนตัวเองหรือเงินที่ทำให้ตัวเองมีความสุข แต่เวลาช็อปปิ้งจะไม่ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยมากนัก มักจะซื้อเสื้อผ้าจากร้าน H&M ZARA Forever 21 หรือ TJ Maxx อ้างอิงจาก : https://nypost.com/2019/10/23/millennials-only-making-100k-a-year-feel-strapped/

กลุ่ม Henry นี้ ถึงแม้พวกเขาจะมีรายได้เยอะหลักแสน ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่จะมีหนี้เยอะ ค่าใช้จ่ายสูง ถึงกระนั้นก็ยังจะใช้ชีวิตติดหรูต่อไป เพราะสิ่งนี้ได้กลายเป็นนิสัย หรือ Life Style ส่วนตัวไปแล้ว และที่สำคัญพวกเขาคิดว่ารายได้ต่อเดือนที่มีนั้นเป็นรายได้ที่เข้ามาตลอดและน่าพึงพอใจ (ใช้หมดเดือนนี้เดือนหน้าก็มีเงินใช้ใหม่) อย่างที่ Jenny Castillo
กราฟฟิคดีไซน์เนอร์คนหนึ่งในบทความกล่าวว่า ““I feel like I’m living paycheck to paycheck, and have been for forever,”

เพราะรายได้ที่ไหลเข้ากระเป๋าตังค์นั้นสูงมาก แต่ไม่มีเงินเก็บเลย จึงกลายเป็นพวกทำงานแล้วรวย แต่ไม่ได้รวยจริงๆ เพราะใช้ชีวิตติดหรูและไม่มีเงินเก็บ มีเงินออมน้อยหรืออาจจะไม่มีเงินออมเลย สาเหตุเพราะเสพสุขไปในแต่ละเดือนนั่นเอง

กล่าวโดยสรุป Henry หรือ “high earner not rich yet” นั่นก็คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบหรูหรา (Life Style) เสียเงินไปกับการช็อปปิ้งสินค้าอย่าง เสื้อผ้า ของแต่งตัว Accessories สักเท่าไหร่ และไม่คิดที่จะออมเงินไว้สำหรับในอนาคต นิยมที่จะใช้เงินแบบเดือนชนเดือน (living paycheck to paycheck) นั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วเราลองมองย้อนดูพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองดูสักนิดว่าเข้าข่ายเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่า Henry หรือไม่? เพราะการออมก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับอนาคตไม่น้อยเลยนะครับ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 2 Average: 5]

ข่าว สังคม เศรษฐกิจ การเมืองภาคเหนือ ต้องเขาคนนี้ สุขสันต์ สิริภูริภัค หรือ เกม cnx หนุ่มนักเขียนรูปหล่อ หน้าใหม่ไฟแรง ติดตามผลงานของเขาได้ที่นี่ Chiang Mai Daily News

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

มหกรรมดาราศาสตร์ครั้งแรกของไทย NARIT Astro Fest 2020 1-2 กุมภา 63 นี้!

Published

on

เปิดฟ้าเชียงใหม่ นครหลวงดาราศาสตร์แห่งอาเซียน กับมหกรรมดาราศาสตร์ครั้งแรกของไทย NARIT Astro Fest 2020 วันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563 นี้!

พบกับกิจกรรมดาราศาสตร์มากมาย อาทิ

  • ชมนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ดาราศาสตร์แบบ Interactive 19 โซนการเรียนรู้ : ระบบสุริยะ/ เสียงจากเอกภพ/ เฟสดวงจันทร์/ เพนดูลัม/ รังสีคอสมิก/ ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ ฯลฯ ตั้งแต่เวลา 09:00-17:00 น.
  • ท่องเอกภพในท้องฟ้าจำลองฟูลโดมดิจิทัล สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย รอบฉาย (เฉพาะ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563) วันละ 8 รอบๆ ละ 30 นาที เวลา 10:00/ 11:00/ 12:00/ 13:00/ 14:00/ 15:00/ 16:00/ 17:00 (รับบัตรก่อนรอบฉาย 30 นาที ไม่มีการสำรองที่นั่งล่วงหน้า)
  • เปิดบ้านนักดาราศาสตร์ ชมห้องแล็ปสุดล้ำ แหล่งกำเนิดงานวิจัยและเทคโนโลยีระดับโลก เฉพาะงานนี้เท่านั้น เวลา 09:00-17:00 น.
  • เปิดหลังบ้าน ชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูง อาทิ วิศวกรรมเมคาทรอนิกส์ เทคโนโลยีการเคลือบกระจกที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงต่างๆ มากมาย
  • สนุกกับวิทยาศาสตร์ในคาราวานวิทยาศาสตร์ อพวช. เวลา 09:00-17:00 น.
  • NARIT Family Camp ​: ค่ายดาราศาสตร์เพื่อทุกคนในครอบครัว
  • ชมดาวกระจ่างฟ้า ผ่านกล้องโทรทรรศน์นานาชนิด เวลา 18:00-22:00 น.
  • ชวนฟังดนตรีเพลินฟ้า เพลิดเพลินกับอาหารการกินนานาชนิดในกาดดารา เวลา 18:00-22:00 น.

สุดพิเศษ! ลุ้นรับกล้องโทรทรรศน์ และของรางวัลต่างๆ มากมาย จับรางวัลวันละ 2 รอบ เวลา 15:00 น. และ 21:00 น.

NARIT Astro Fest 2020 วันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2563 นี้เท่านั้น!
ณ อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
เวลา : 09:00-22:00 น.

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

LIFESTYLE

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware

Published

on

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยมลพิษต่างๆ มากมายที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมานับไม่ถ้วน ล่าสุด บริษัท ATMOS Faceware ได้ทำการเปิดตัวหน้ากากกรองอากาศที่สะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยีในยุคสมัยนี้ แถมคุณยังสามารถพกติดตัวไปด้วยได้ทุกที่

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเครื่องนี้หลุดมาจากหนังไซไฟหรือโลกอนาคตรึเปล่า เพราะยังไงหน้าตามันก็เหมือนสิ่งของที่มาจากโลกอนาคตในหนังที่เราดูกันมากเหลือเกิน แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะเป็นจริง ที่เราจะได้ติดเครื่องฟอกอากาศสุดล้ำนี้ไว้บนใบหน้าของเรา นี่คือเครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware เครื่องฟอกอากาศชนิดพกพา ที่เรานำติดตัวไปไหนก็ได้ เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่โลกของเราประสบปัญหาเรื่องฝุ่นควันกันทั่วโลก ทำให้ใครต่างก็ต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อตัวเองกันทั้งนั้น 

โดยเจ้าเครื่องฟอกอากาศนี้ได้ทำการเปิดตัวในงาน CES 2020 เป็นที่แรก ซึ่งจุดเด่นของมันเลยก็คือมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วไปด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันสามารถกรองอากาศได้ดีมากกว่าหน้ากากทั่วไปถึง 50 เท่า สู้ PM 2.5 ได้สบายด้วยฟิลเตอร์ 4 ตัว ที่ติดอยู่ทั้ง 2 ด้านของหน้ากาก ทำการดูดอากาศผ่านช่องที่อยู่ใต้หู จากนั้นปล่อยผ่านเข้าไปในหน้ากากสามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ได้ประมาณ 240 ลิตรต่อนาที และสำหรับแบตเตอรี่นั้นสามารถอยู่ได้ถึงราวๆ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

ซึ่งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบจากดีไซเนอร์ให้มีรูปลักษณ์โปร่งใสตรงปากนั้น เพราะจะทำให้เราเห็นรอยยิ้มและไม่ปิดกั้นการแสดงออกทางใบหน้าของผู้สวมใส่นั่นเอง รวมทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลอีกด้วย แต่ยังไงมันก็ดูหลุดออกมาจากโลกอนาคตอยู่ดี 

สำหรับใครที่อยากเป็นทั้งคนคูลและปลอดภัยจากมลพิษด้วย ทาง ATMOS Faceware สนนราคาให้คุณอยู่ที่ 350 ดอลลาห์สหรัฐหรือราวๆ 10,500.- สามารถสั่งพรีออเดอร์จากเว็บไซต์ www.ao-air.com กันได้โดยตรงเลย  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 9 Average: 3.7]
Continue Reading
Advertisement

Trending