Connect with us

LIFESTYLE

THE SPOTLIGHT EFFECT จิตวิทยาที่ทำให้เราไม่ต้องนอยด์อีกต่อไป

Published

on

THE SPOTLIGHT EFFECT เพราะสังคมไม่ได้สนใจเราขนาดนั้น

เคยมั้ย ? ที่บางครั้งเราหกล้มท่ามกลางผู้คนมากมาย หรือทำอะไรก็ตามที่เรียกได้ว่าอายสุดๆ เด๋อสุดๆ ไม่อยากจะอยู่ตรงนั้นต่อ ต้องรีบวิ่งหนีออกมาไปให้ไกลจากจุดเกิดเหตุทันที แต่วินาทีนี้แม้แต่เดอะแฟลซก็ต้องขอยอมแพ้แล้ว จริงๆ คือเราแทบไม่ต้องเกิดความรู้สึกอายหรือเขินเลยก็ได้เพราะทางจิตวิทยานั้น ในสังคมคนหมู่มากไม่ได้มีใครสนใจเราขนาดนั้น….

Spotlight effect มาจากความไม่มั่นใจในตนเอง ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ หรือ เป็นแค่เพียงอาการไม่มั่นใจในตนเองเฉพาะเรื่อง เช่น การแต่งตัว หรือเสื้อผ้าที่ดูเหมือนไม่เข้ากับบรรยากาศของสังคมรอบข้าง ไปจนถึง ความไม่มั่นใจในสถานภาพสังคมที่คิดว่าด้อยกว่าเมื่อเทียบกับคนอื่นๆรอบตัว เช่น เมื่อเวลาเราอยู่ท่ามกลางผุ้คนที่ร่ำรวยกว่าเรา (อยู่ในสังคมไฮโซ)

อ้างอิงจากผลการทดลอง

ปี 2000 โทมัส กิโลวิช (Thomas Gilovich) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา ได้ทำการทดลองภายใต้หัวข้อ ‘Spotlight Effect’ เขาได้ทดลองกับนักศึกษาของเขา โดยให้ใส่เสื้อสุดเชยๆลายหน้านักร้องไปเรียน โดยเป็นนักร้องที่นักศึกษาทุกคนรู้จัก และรู้ว่าถ้าใส่แล้วจะต้องถูกแซวอย่างแน่นอน โดยนักศึกษาคาดว่าจะมีคนเห็นเสื้ออยู่ประมาณ 50% แต่เอาเข้าจริงๆ มีคนเพียงแค่ 20 – 25% เท่านั้น ที่สังเกตเห็น

การทดลองนี้พอจะสรุปง่าย ๆ ว่าเรามักจะคิดมากไปเองว่าคนอื่นสังเกตเห็นสิ่งแปลกๆ ที่เราทำ และในขณะเดียวกันพอเราคุ้นชินและไม่ได้คิดว่ามันแปลกซักเท่าไหร่แล้ว เราก็มักคิดว่าคนจะไม่ค่อยสังเกตเห็นสิ่งนั้นด้วย

ปี 2014 ศึกษาโดยฟลอริน ดอลกอส (Florin Dolcos) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐอิลลินอยส์ ได้ทำการทดลองต่อสิ่งเร้าของมนุษย์ ผ่านเครื่อง MRI  และค้นพบว่า ถ้าสิ่งเร้าหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสภาพจิดใจของพวกเขา (คนหมู่มาก) ขนาดนั้น ปฏิกิริยาในสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์ก็ลดลงตามด้วย

กล่าวโดยสรุป

เราต่างเป็นตัวละครหลักในแต่ละฉากชีวิตอยู่เสมอ เพราะเรามักคิดไปเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้นจะถูกจับจ้องโดยสายตาของผู้คนมากมายอยู่ตลอดเวลา ตามที่นักจิตวิทยาอย่าง ฟรอยด์ได้กล่าวว่า “คนขี้อายคือคนที่หลงตัวเอง (Shy people are narcissists)”

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 4]

ข่าว สังคม เศรษฐกิจ การเมืองภาคเหนือ ต้องเขาคนนี้ สุขสันต์ สิริภูริภัค หรือ เกม cnx หนุ่มนักเขียนรูปหล่อ หน้าใหม่ไฟแรง ติดตามผลงานของเขาได้ที่นี่ Chiang Mai Daily News

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

LIFESTYLE

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware

Published

on

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยมลพิษต่างๆ มากมายที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมานับไม่ถ้วน ล่าสุด บริษัท ATMOS Faceware ได้ทำการเปิดตัวหน้ากากกรองอากาศที่สะเทือนไปทั้งวงการเทคโนโลยีในยุคสมัยนี้ แถมคุณยังสามารถพกติดตัวไปด้วยได้ทุกที่

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเครื่องนี้หลุดมาจากหนังไซไฟหรือโลกอนาคตรึเปล่า เพราะยังไงหน้าตามันก็เหมือนสิ่งของที่มาจากโลกอนาคตในหนังที่เราดูกันมากเหลือเกิน แต่ไม่คิดไม่ฝันว่าวันนี้จะเป็นจริง ที่เราจะได้ติดเครื่องฟอกอากาศสุดล้ำนี้ไว้บนใบหน้าของเรา นี่คือเครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware เครื่องฟอกอากาศชนิดพกพา ที่เรานำติดตัวไปไหนก็ได้ เหมาะเจาะกับช่วงเวลาที่โลกของเราประสบปัญหาเรื่องฝุ่นควันกันทั่วโลก ทำให้ใครต่างก็ต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อตัวเองกันทั้งนั้น 

โดยเจ้าเครื่องฟอกอากาศนี้ได้ทำการเปิดตัวในงาน CES 2020 เป็นที่แรก ซึ่งจุดเด่นของมันเลยก็คือมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องฟอกอากาศทั่วไปด้วยซ้ำ แน่นอนว่ามันสามารถกรองอากาศได้ดีมากกว่าหน้ากากทั่วไปถึง 50 เท่า สู้ PM 2.5 ได้สบายด้วยฟิลเตอร์ 4 ตัว ที่ติดอยู่ทั้ง 2 ด้านของหน้ากาก ทำการดูดอากาศผ่านช่องที่อยู่ใต้หู จากนั้นปล่อยผ่านเข้าไปในหน้ากากสามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ได้ประมาณ 240 ลิตรต่อนาที และสำหรับแบตเตอรี่นั้นสามารถอยู่ได้ถึงราวๆ 5 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

ซึ่งคอนเซ็ปต์ในการออกแบบจากดีไซเนอร์ให้มีรูปลักษณ์โปร่งใสตรงปากนั้น เพราะจะทำให้เราเห็นรอยยิ้มและไม่ปิดกั้นการแสดงออกทางใบหน้าของผู้สวมใส่นั่นเอง รวมทั้งไม่เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารระหว่างบุคคลอีกด้วย แต่ยังไงมันก็ดูหลุดออกมาจากโลกอนาคตอยู่ดี 

สำหรับใครที่อยากเป็นทั้งคนคูลและปลอดภัยจากมลพิษด้วย ทาง ATMOS Faceware สนนราคาให้คุณอยู่ที่ 350 ดอลลาห์สหรัฐหรือราวๆ 10,500.- สามารถสั่งพรีออเดอร์จากเว็บไซต์ www.ao-air.com กันได้โดยตรงเลย  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 9 Average: 3.7]
Continue Reading

LIFESTYLE

ของใช้ทดแทนพลาสติก ที่จะมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ดูดี และรักษ์โลก

Published

on

หลังจากผ่านวันงดการแจกถุงพลาสติกมาประมาณ 1 อาทิตย์ รู้สึกยังไงกันบ้าง? ใช้ชีวิตยากขึ้นมั้ย ? หรือกำลังประสบปัญหาอะไรกันอยู่รึเปล่า? ลองมาดูสิ่งที่ทำให้เราลดพลาสติก  
โดยที่ยังคงไลฟ์สไตล์ของเราเอาไว้ดีกว่า 

หลังจากช่วงปีใหม่ในวันที่ 1 มกราคม 2563 ร้านสะดวกซื้อทั้งหลาย หรือแม้แต่ห้างใหญ่หลายห้างเองก็เริ่มรณรงค์ร่วมงดแจกถุงพลาสติกกันไปแล้ว คำเอ่ยที่เราจะได้ยินจากพนักงานแคชเชียร์หลังจากที่เสร็จธุระเรื่องการจ่ายเงินแล้ว จะมีคำพูดด้วยความเป็นห่วงเป็นใยบอกเราว่า “ลูกค้ามีถุงผ้าหรือยังครับ/คะ ?” และแน่นอนว่า หากคุณไม่มีเจ้าถุงผ้าน่ารักๆ สักใบ ทุกเคาน์เตอร์ที่ประกาศงดแจกถุงพลาสติก พร้อมที่จะมีขายให้คุณได้ตลอดเวลาในราคาเพียงใบละไม่กี่สิบบาท ขึ้นอยู่กับสถานที่ใช้จ่ายของคุณด้วยนั่นแหละ แล้วรู้หรือไม่ว่า? นอกจากถุงผ้าลายน่ารัก ลายสุดเท่หลายใบที่คุณเลือกมาใช้เพื่อรับมือกับสถานการณ์งดพลาสติกแล้ว ยังมีแกดเจ็ตอีกหลายอย่างที่ช่วยลดพลาสติก พร้อมกับยังทำให้ไลฟ์สไตล์ของคุณ ยังดูแนวหรือดูดีมีระดับได้มากขึ้นไปอีกด้วย  

ต้องยอมรับก่อนว่า แกดเจ็ตที่เราพูดถึง อาจไม่ใช่ชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือเทคโนโลยีจำพวกเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่อย่างใด แต่เป็นเทคโนโลยีที่อาจจะอัดแน่นอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์การใช้งานในชีวิตประจำวันแบบเล็กๆ น้อยๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์บางชิ้น ที่มาช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นได้ พร้อมช่วยรณรงค์เรื่องการลดพลาสติกได้เป็นอย่างดี มาส่องดูก่อนดีกว่าว่า มีอะไรบ้าง ที่เราใช้แล้วยังเข้ากับไลฟ์สไตล์ให้สุดแนวเหมือนเดิม(หรืออาจจะดูดีกว่าเดิมก็ได้นะ) 

อันดับแรก แก้วเก็บความเย็น ในชีวิตประจำวันของคนไทยเราหลายคน ชื่นชอบที่จะดื่มน้ำเย็น หรือน้ำหวาน น้ำอัดลมที่เย็นจัด เพื่อต่อสู้กับอากาศที่สุดแสนจะร้อนระอุได้เกือบตลอดเวลาของบ้านเรา สมัยก่อนที่เราจะต้องซื้อน้ำอัดลมดื่มแต่ละครั้ง ป้าที่ร้านจะตักน้ำแข็งใส่ถุงหูหิ้ว จากนั้นค่อยเทน้ำอัดลมฟองซ่าของเราใส่ลงในถุงหูหิ้วใบนั้น ทำให้เราถือดื่มเดินไปมาได้อย่างสะดวก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงอร่อยนักในช่วงเวลานั้น แต่ว่าจะดีกว่าไหม หากแก้วเก็บความเย็น ก็สามารถทำแบบนั้นได้ แก้วที่สามารถเก็บความเย็นได้เป็นอย่างดี จะทำให้คุณไม่ต้องซื้อน้ำแข็งใหม่หลายครั้ง เพียงแค่ซื้อน้ำที่ต้องการมาเติม ก็แสนง่ายสุดสบาย พร้อมด้วยลวดลาย รูปแบบ ของแก้วเก็บความเย็นที่ทำออกมาขายหลากหลายแบบมาก 

อันดับที่ เซ็ตช้อนส้อม เมื่อพลาสติกเป็นทางเลือกของความสะดวกสบายมาจนถึงเรื่องปากท้อง ทำให้การเลือกใช้งานช้อนส้อมพลาสติกในสมัยนี้เป็นที่นิยมมาก แต่หากคุณเปลี่ยนการใช้งานมาเป็นช้อนส้อมที่สามารถพกพาได้ เป็นคู่โปรดที่คุณเลือกมันด้วยตัวเอง ในทุกครั้งที่หยิบจับมันออกมาใช้ สามารถเรียกคำถามสารพัดจากผู้ร่วมโต๊ะอาหาร ให้พุ่งตรงมาที่คุณได้เลย “ซื้อที่ไหนเนี่ย สวยจังเลย” ใช้เสร็จก็แค่ล้างทำความสะอาด เก็บไว้ใช้ต่อ ลดพลาสติกได้เป็นอย่างดี แถมยังเพิ่มความดูดีให้ในช่วงทานอาหารด้วยนะ 

อันดับที่ หลอดสแตนเลส หลอดแก้ว หลอดกระดาษ แน่นอนว่านอกจากถุงพลาสติก แก้วพลาสติกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ล่องลอยไปมาในทะเล หรือตามกองขยะพลาสติกมากที่สุดก็คือ หลอดพลาสติกนี่แหละ ดังนั้นการหันมาใช้งานหลอดสแตนเลส หลอดแก้ว หลอดกระดาษ​หรือแม้แต่หลอดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติหลายอย่าง ก็มีให้เราได้เห็นเป็นจำนวนมากแล้ว การใช้งานหลอดเหล่านี้ช่วยทำให้ลุคการดื่มน้ำของคุณ ดูมินิมอลได้อย่างดี พร้อมความรักษ์โลกในการใช้งานหลอดพวกนี้ การทำความสะอาดง่ายๆ ก็เพียงแค่หาแปรงขนเล็กๆ ซึ่งมักจะมาเป็นเซ็ตพร้อมหลอดอยู่แล้ว แต่ขอบอกไว้ก่อน…พึงระวังไว้เสมอว่า พวกมันไม่ใช่หลอดพลาสติก อย่าขบ หรืออย่าให้มันกระแทกฟันของคุณได้ละ ไม่งั้นมีเจ็บแน่ 

แค่อุปกรณ์ 3 ชิ้นง่ายๆ ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตพลาสติกของคุณ ให้กลายเป็นคนมีไลฟ์สไตล์ดูดีขึ้นมาได้อีกระดับ แถมยังช่วยโลกเรื่องลดพลาสติกได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพียงแค่คุณหันมาใช้ซัก 2 ชิ้น ที่บอกมาข้างต้นอย่างแก้วกับหลอด ก็ช่วยลดพลาสติกได้หลายชิ้นแล้ว 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Advertisement

Trending