Connect with us

LIFESTYLE

เปิดสถิติอุบัติเหตบนถนนกรุงออสโล ทั้งปี เสียชีวิตเพียง 1 คน จากการขับรถชนรั้วบ้านตัวเอง

Published

on

ใช่แล้วคุณไม่ได้ตาฝาด นี่คือเรื่องจริงเพราะข้อมูลจากสำนักบริหารความปลอดภัยสาธารณะของนอร์เวย์ระบุว่ากรุงออสโลของนอเวย์นั้นมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนทั้งปีแค่ 1 คนเท่านั้น สาเหตุมาจากการพุ่งชนรั้วของเจ้าตัวเอง ส่วนสำหรับประเทศไทยนั้นอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงจนติดอันดับ 9 ของโลกและไม่ได้ได้มาง่ายๆ มาเทียบดูทีละประเด็นดีกว่าว่า มีเรื่องอะไรบ้าง ? 

อัตราการการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในจังหวัดของไทย รวมไปถึงจำนวนการเสียชีวิต ที่หากเปรียบเทียบกับประเด็นผู้เสียชีวิตบนท้องถนนนอร์เวย์ที่มีไม่ถึง 5 คนต่อปีในออสโล เราแตกต่างจากเขาตรงไหน ? จุดไหนบ้าง ที่ทำให้ยอดตัวเลขห่างชั้นกันอย่างน่ากังวลขนาดนี้ 

ซึ่งอัตราเกิดอุบัติเหตุอันดับ 9 ของประเทศไทย ไม่ได้ได้มาง่ายๆ เพราะว่าในปี 2019 องค์การอนามัยโลกระบุว่า ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก ซึ่งเฉลี่ยแล้วมียอดผู้เสียชีวิตปีละ 22,491 คน ประมาณได้อีกเป็น 3 คนต่อชั่วโมง เป็นจำนวนที่เยอะเกินกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมากถึง 2 เท่า  

แต่หากเราลองมาส่องสถิติตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมาจนถึงตอนนี้ ลองมาดูว่ามีจำนวนอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตมากเท่าไหร่ ดูออกได้ทันทีเลยว่า แค่ช่วงต้นปีของเรายังมากกว่าตลอดทั้งปี 2019 ที่ผ่านมาของนอร์เวย์เสียอีก เพราะสถิติยอดผู้เสียชีวิตในเมืองออสโล จากปีที่ผ่านมา มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนเพียงแค่ 1 รายเท่านั้น ไม่มียอดผู้เสียชีวิตของเด็กที่อายุต่ำกว่า 16 เลยแม้แต่คนเดียว และถึงแม้ว่า จะรวมผู้เสียชีวิตจากทั่วประเทศในปีที่ผ่านมา ก็มีเพียงแค่ 110 คน เท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยช่วงปีใหม่จนถึงวันที่ 10 มกราคม 2563 มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนกว่า 503 คนแล้ว เพียงแค่เวลาไม่ถึงครึ่งเดือน ยอดผู้เสียชีวิตบนท้องถนนประเทศไทย ก็นำโด่งนอร์เวย์ทั้งประเทศไปเกือบ 5 เท่าตัวเลยทีเดียว 

ส่วนทางด้านของเชียงใหม่ หากนับยอดผู้เสียชีวิตตั้งแต่ต้นปี มาจนถึงวันที่ 10 มกราคม 2563 ก็มีจำนวนทั้งหมด 3 คนแล้ว ในช่วงระยะเวลาจากปีใหม่แค่ 10 วัน เทียบกับเมืองออสโลที่มีจำนวนประชากรน้อยกว่าเชียงใหม่ 1 เท่าตัว และถึงแม้ว่าจะทำให้ยอดประชากรเท่ากันด้วยการเพิ่มจำนวนไปอีก 1 เท่าตัว ก็มียอดผู้เสียชีวิตเพียงแค่ 2-3 คนต่อปีเหมือนเดิม ซึ่งความแตกต่างของตัวเลขนี้น่ากังวลตรงที่ว่า  
 
ประเทศไทยและเชียงใหม่ มียอดผู้เสียชีวิตในช่วงปีใหม่แค่ 10 วัน ก็มากกว่าทั้งนอร์เวย์หรือออสโลทั้งปี 

ประเด็นหลัก ที่ทำให้ยอดอุบัติเหตุ และยอดผู้เสียชีวิตของประเทศไทยกับนอร์เวย์ แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวคือ 

ประเด็นหลักเพียงประเด็นเดียวที่สามารถอธิบายถึงความสมเหตุสมผล ของตัวเลขที่ห่างชั้นกันอย่างน่ากังวล ของยอดผู้เสียชีวิตบนท้องถนนขนาดนี้ คือเรื่องของการขนส่งสาธารณะ ที่มีระบบการขนส่งแตกต่างกันอย่างมาก ในขณะที่ประเทศไทย คนนิยมเลือกใช้งานรถส่วนตัวออกไปข้างนอก ด้วยปัญหาของระบบการขนส่ง ที่ไม่สามารถตอบโจทย์ หรือให้บริการได้อย่างเพียงพอ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนพุ่งสูงมากขึ้นทุกปี 

เชียงใหม่เองก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัด ที่เห็นชัดเรื่องระบบการขนส่งมวลชน โดยไม่ได้รองรับจำนวนนักท่องเที่ยว หรือประชากรที่อยู่อาศัยในเมืองได้อย่างพอเพียง จำนวนรถชัทเทิลบัสที่วิ่งอยู่มีจำนวนที่น้อยมาก และเวลาในการออกรถนั้นถือว่านานพอสมควร รถรับจ้างที่วิ่งอยู่ในเชียงใหม่ก็ดูเหมือนจะมีปัญหาเรื่องราคาค่าบริการ ทำให้ผู้คนเลือกใช้งานรถยนต์ส่วนตัวมากเสียเป็นส่วนใหญ่  

เปรียบเทียบสัดส่วนจำนวนรถง่ายๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีรถยนต์มากกว่า 8 แสนคัน รถจักรยานยนต์อีก 6 แสนคัน ทั้งหมดนี้อยู่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีพื้นที่แค่ 20,000 กว่าตารางกิโลเมตรเท่านั้นเอง หากวันหนึ่งมีคนเอารถส่วนตัวออกมาใช้เกินกว่า 50% ก็เป็นจำนวนเกือบล้านคันแล้ว  
 
เมื่อจำนวนรถส่วนตัววิ่งมากขึ้นท้องบนถนน ความเสี่ยงก็จะมากขึ้นไปด้วยเช่นกัน ยิ่งจำนวนรถที่วิ่งบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ค่าความเสี่ยงที่แปรผันตรง จะต้องเพิ่มตามไปด้วยนั่นเอง 

ในขณะที่ทางประเทศนอร์เวย์ ได้มีการเริ่มต้นโครงการ Vision Zero เป็นแผนงานเรื่องการขนส่งสาธารณะแห่งชาติ ระหว่างปี 2018 – 2029 โครงการที่มีความต้องการให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับทุกคน มีเป้าหมายในการติดตั้งระบบขนส่งเพิ่มเติม ที่ส่งผลในระยะยาว และในระยะเวลาต่อไป ซึ่งแทบจะไม่มีใครเสียชีวิตจากการจราจรเลย เมื่อมองกลับมาที่บ้านเรา เห็นเพียงแค่โครงร่างของโครงการเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งที่มีอยู่มากมาย แต่ว่า “ยังไม่มีโครงการไหน ที่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง แล้วคนไทยได้ใช้งานจริงๆ เลยสักโครงการเดียว” โครงการรถรางในเชียงใหม่เองก็มีให้เห็นกันแล้ว แต่ลองนึกภาพว่า กว่าจะได้ใช้งานหรือสร้างจนแล้วเสร็จ มันคือปี พ.ศ.ไหนกันแน่ ? ระหว่างนั้นยอดจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน จะเพิ่มขึ้นมากอีกกี่เท่าตัวในระหว่างที่มีการก่อสร้างซึ่งรอการแล้วเสร็จของโครงการ 

ฉะนั้นความสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะที่ดี สามารถรองรับการใช้งานของคนในประเทศ,ในภูมิภาคได้เและจะช่วยลดเรื่องอุบัติเหตุได้มากขึ้นด้วยอย่างแน่นอน แล้วอีกนานแค่ไหน ที่เราจะได้เห็นการเข้าถึงของระบบขนส่งสาธารณะอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ที่แม้แต่คนรากหญ้าเองก็มีสิทธิ์ที่จะใช้งานได้เช่นกัน  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

แพทย์เตือน!! New normal running ใส่หน้ากากอนามัยวิ่งอันตรายมากกว่าที่คิด!

Published

on

อย่าสวมหน้ากากอนามัยในขณะวิ่งวิถีใหม่ (new normal running) เพราะอาจเป็นอันตรายมากกว่าที่คุณคิด!

สำหรับสายวิ่ง แม้คุณจะอยากออกกำลังกาย ไปพร้อม ๆ กับการดูแลสุขภาพ แต่การสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะวิ่งเพื่อป้องกันโรคก็ไม่ใช่สิ่งที่คู่ควร

ซึ่งเพจเฟซบุ๊ก 1412 Cardiology เป็นเพจให้ความรู้ด้านการแพทย์ บอกว่า การสวมหน้ากากอนามัยแบบผ้า มันจะเพิ่มแรงต้านการหายใจ ทำให้หายใจได้ลำบากขึ้น ลมหายใจออกจะถูกกักอยู่ในหน้ากากนานขึ้น เพิ่มปริมาณ CO2 ที่หายใจกลับเข้าไปแม้จะมีลิ้นหายใจออกบนหน้ากากก็ตาม ยิ่งหายใจเร็วขึ้นเหนื่อยมากขึ้นก็จะแย่ลง นอกจากปอด หัวใจและหลอดเลือดจะต้องทำงานหนักมากขึ้น

HR จะเข้าโซนเร็วกว่าปกติ ใน well-trained athletes จะทนทานได้ในระดับหนึ่ง แต่นักวิ่งหน้าใหม่ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยจะเป็นอันตรายได้ ความร้อนที่เกิดขึ้นในหน้ากากสูงทำให้เกิดเหงื่อ หน้ากากจะเปียกได้ง่ายจากด้านใน การป้องกันอาจจะไม่ดีเท่าในขณะที่หน้ากากแห้ง

ส่วนหน้ากาก N95 จะยิ่งเพิ่มปัจจัยดังกล่าวข้างต้น เพราะหน้ากากเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อออกกำลังกาย

และยังมีหน้าอีกแบบหนึ่งที่คุณหมอแนะนำ และใช้ในวงการนักกีฬาคือ หน้ากากแบบ Elevation Training ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ เมื่อสวมใส่จะเพิ่มแรงต้านการหายใจ ทำให้อัตราสัดส่วนของออกซิเจนก็จะต่ำกว่าหน้ากากอนามัย จึงเหมาะที่จะใช้สำหรับการฝึกซ้อมของนักกีฬาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอดและหลอดเลือด แต่ยังไงก็แล้วแต่หน้ากากอนามัยชนิดนี้ไม่มีผลต่อการป้องกันเชื้อโควิด-19 เลย

แน่นอนเมื่อต้องการสวมใส่หน้ากากอนามัยในขณะวิ่ง จึงไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะบางคนอาจจะรู้สึกหายใจไม่ทัน ออกซิเจนหล่อเลี้ยงไม่เพียงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ทางที่ดีเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่าสามารถวิ่งออกกำลังได้แล้วหรือไม่นั้น ควรเช็กสถานการณ์จาก ศคบ. จะดีที่สุด แต่ตอนนี้สถานการณ์เริ่มดีขึ้นแล้วก็สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ โดยเว้นการสวมหน้ากากอนามัยได้เช่นกัน

ขบคุณข้อมูลจาก : Kapook

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

แชร์เคล็ดลับ “ท่องเที่ยวหลังโควิด” อย่างไรให้ปลอดภัย

Published

on

นับถอยหลัง! ใกล้ถึงเวลาที่รัฐบาลจะปล่อยแคมเปญสนับสนุนการท่องเที่ยวให้กับคนไทย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยก่อนที่เราจะไปท่องเที่ยวหรือลงทะเบียนตามที่รัฐออกแคมเปญมา ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อน

ก่อนเที่ยวหลังโควิด ต้องทำอย่างไร

  • ติดตามข่าวสารการระบาดโควิด-19 จาก ศบค. โดยเข้าไปดูได้ที่หน้าแรกของเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข
  • เช็กกับสายการบินและสนามบินปลายทางว่าสามารถให้บริการในช่วงที่ต้องการเดินทางได้หรือไม่
  • วางแผนการท่องเที่ยวโดยอิงจากข้อมูลล่าสุดเสมอ เพื่อใช้เวลาอย่างคุ้มค่ากับทริปนี้
  • ผู้มีโรคประจำตัวหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่พบการระบาดของเชื้อ (โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับปอด)
  • ก่อนออกเดินทางควรศึกษาเกี่ยวกับโรคระบาดอื่น ๆ ในพื้นที่ เช่น ไข้มาลาเลีย, ไข้เลือดออก และหาวิธีการป้องกัน
  • พกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ อย่างน้อยคือขนาด 100 มิลลิลิตรติดกระเป๋าไว้
  • ทำประกันการเดินทางครอบคลุมการรักษาพยาบาลต่าง ๆ ไว้ด้วย

ระหว่างท่องเที่ยวเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง

  • ล้างมือบ่อย ๆ และหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด
  • เตรียมหมายเลขฉุกเฉินของผู้ที่ติดต่อขอคำปรึกษาได้สะดวกเพื่อความอุ่นใจขณะท่องเที่ยว
  • ปฏิบัติตามกฎ และคำแนะนำของแต่ละพื้นที่

หลังจากกลับจากการท่องเที่ยว

  • สังเกตอาการตัวเองทุกวันด้วยการวัดไข้ทุก 2 วัน เพื่อสังเกตอาการโควิด-19
  • เมื่อเริ่มไอ หรือมีไข้ 37.3 องศาเซลเซียลขึ้นไปให้กักตัวเองอยู่ที่บ้าน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลอื่น และเข้ารับการรักษา

เพราะในแต่ละวัน เราไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรในแต่ละวันบ้าง ดังนั้นควรป้องกันและดูตัวเองเสมอ เพื่อความปลอดภัยจากตัวเองและผู้อื่น ที่สำคัญเลยควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาด้วย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LIFESTYLE

สิ้นสุดการรอคอย! สรุปงาน WWDC 2020 จัดหนัก จัดเต็ม อัพเดทเพียบ!

Published

on

งาน WWDC 2020 หรือ World Wide Developer 2020 ได้จบลงไปอย่างสวยงามแล้ว ซึ่งปีนี้ทาง Apple ได้จัดขึ้นในรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 นั่นเอง ได้เวลาอัพเดทเรื่องราวใหม่ๆ มีอะไรที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ และมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกัน!

iOS 14

  • Widgets ที่สามารถนำมาใส่หน้า Home Screen ได้
  • App Library อำนวยความสะดวกช่วยหาแอปได้ไวขึ้น
  • ระบบภาพซ้อนภาพ สามารถดูวิดีโอและใช้ไอโฟนทำอย่างอื่นไปพร้อมกันได้
  • เวลามีคนโทรเข้าทั้งจากโทรศัพท์และแอปฯต่าง ๆ จะแสดงเพียงหน้าต่างเล็กที่เลื่อนปิดได้โดยไม่รบกวนกิจกรรมที่กำลังทำอยู่
  • App Clip ระบบเข้าใช้งานแอปฯแบบใหม่ที่เน้นความสะดวกและรวดเร็ว สามารถสแกน App Clip code แล้วโหลดได้ในทันที
  • Apple Maps เพิ่มฟีเจอร์ให้เป็นเหมือนไกด์นำเที่ยวได้ มีการเพิ่มระบบนำทางสำหรับจักรยาน (ยังไม่มีของไทย)

iPadOS 14

  • สามารถใช้ฟังก์ชันใหม่ของ iOS 14 ได้เกือบทั้งหมด
  • Sidebar เมนูด้านข้างที่เพิ่มความสามารถในการจัดการให้มากขึ้น
  • Universal Search ระบบค้นหาแบบใหม่ที่จะขึ้นเป็นหน้าต่างเล็ก ๆ ให้สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น
  • Scribble เปลี่ยนการเขียนด้วย Apple Pencil ให้กลายเป็น Text ได้ แม้จะเขียน 2 ภาษาในบรรทัดเดียวกัน รวมถึงการแตะค้างแล้วเปลี่ยนลายเส้นที่วาดให้เป็นรูปทรงทันที

AirPods

  • สลับการใช้งานแต่ละเครื่องโดยอัตโนมัติโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกด Connect เอง เพียงหยิบเครื่องใดเครื่องหนึ่งมาใช้ ตัว AirPods จะทราบเองทันทีว่าต้องต่อกับเครื่องใด
  • Spatial Audio ระบบเสียงรอบทิศบน AirPods Pro ที่มาพร้อมกับระบบตรวจจับการเคลื่อนไหวเวลาผู้ใช้ขยับศีรษะหรือขยับจอ เสียงถูกจะปรับทิศให้ผู้ใช้รู้สึกว่าดังมาจากทิศทางเดิม

watchOS 7

  • เพิ่มการแสดงผลบนหน้าปัดนาฬิกา ให้สามารถปรับแต่งได้มากยิ่งขึ้น และแชร์หน้าปัดให้กับเพื่อนได้
  • เพิ่มการเต้น เข้าไปในโหมดออกกำลังกาย
  • Sleep Tracking ฟีเจอร์ใหม่ตรวจจับการนอนหลับที่สามารถตั้งเวลานอนและเวลาตื่นนอนได้ พร้อมช่วยปรับสภาพแสงบนหน้าจอไอโฟนให้พร้อมสำหรับการเข้านอน และยังเลือกเล่นเพลงเพื่อผ่อนคลายหรือฟังนิทานก่อนนอนได้
  • ฟีเจอร์ตรวจจับการล้างมือด้วยการเคลื่อนไหวและเสียงน้ำ เพื่อจับเวลาว่าล้างมือนานพอหรือยัง สำหรับสุขอนามัยด้านความสะอาด โดยจะมีการแจ้งเตือนด้วยเสียงหรือสั่นเพื่อบอกว่าหยุดล้างมือได้แล้ว

macOS Big Sur

  • ปรับโฉมให้ดูคล้ายกับ iOS มากขึ้น มี Control Center ที่เป็นศูนย์กลางของการปรับแต่งค่าต่าง ๆ
  • เปลี่ยนดีไซน์ใหม่เป็นแบบโปร่งใสมากขึ้น และมีการปรับเปลี่ยน icon ให้ให้ดูมีมิติมากขึ้น  
  • Side Bar จะเล็กลงกว่าเดิม และมีให้แทบทุกจุดทำให้ดูสะดวกมากขึ้น เช่นในเมล และมี Tools Bar ที่เป็น icon และแสดงผลตาม Apps ที่เปลี่ยนไป 
  • การใช้งานแบบ Zoom ใน Gallery สามารถใช้งานการแสดงผล Multi Touch 
  • Control Center มีรูปแบบที่สามารถกดได้ง่ายเพราะมีขนาดของระบบใหญ่ สามารถเลือกย้ายการตั้งแค่ของ Control Center ได้ หรือหน้าตาจะคล้ายกับ iOS, iPad OS  
  • Widget จะสามารถเลือกใส่หรือสลับได้ง่ายเพียงกดข้างล่างและเราสามารถลากใส่ ได้ให้เต็มของ Notication ได้ 
  • Message ใส่ Effect, Emoji และ Memoji ทำให้มีสีสันได้มากขึ้น 

Apple Silicon

  • ระบบประมวลผล (CPU) ที่ผลิตโดยแอปเปิ้ล ซึ่งจะถูกนำมาใช้แทนซีพียูของ Intel ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
  • อย่างไรก็ตาม Macs ตัวใหม่ที่กำลังจะออกมายังคงใช้ซีพียูของ Intel อยู่

Privacy 

Apple ยังคงเน้นเรื่องของความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ หลังจากเปิดตัว Sign in With Apple เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็ได้มีการขยายไปยัง Apps Store ว่าแต่ละ Apps ต้องขอการเข้าถึงอะไรที่เกี่ยวกับคุณ เช่น การบอกพิกัด ซึ่งสามารถกดให้ขอเป็นรายครั้ง หรือฟีเจอร์ที่แจ้งเตือนว่าเว็บไซต์จะขอให้เข้าถึงอะไรได้

เบื้องต้นระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมดจะรองรับกับอุปกรณ์ดังนี้

  • iOS 14
    • iPhone 11
    • iPhone 11 Pro
    • iPhone 11 Pro Max
    • iPhone XS
    • iPhone XS Max
    • iPhone XR
    • iPhone X
    • iPhone 8
    • iPhone 8 Plus
    • iPhone 7
    • iPhone 7 Plus
    • iPhone 6s
    • iPhone 6s Plus
    • iPhone SE (1st generation)
    • iPhone SE (2nd generation)
    • iPod touch (7th generation)
  • iPadOS
    • iPad Pro 12.9-inch (4th generation)
    • iPad Pro 11-inch (2nd generation)
    • iPad Pro 12.9-inch (3rd generation)
    • iPad Pro 11-inch (1st generation)
    • iPad Pro 12.9-inch (2nd generation)
    • iPad Pro 12.9-inch (1st generation)
    • iPad Pro 10.5-inch
    • iPad Pro 9.7-inch
    • iPad (7th generation)
    • iPad (6th generation)
    • iPad (5th generation)
    • iPad mini (5th generation)
    • iPad mini 4
    • iPad Air (3rd generation)
    • iPad Air 2
  • watchOS
    • Apple Watch Series 3
    • Apple Watch Series 4
    • Apple Watch Series 5
  • macOS
    • MacBook ปี 2015 ขึ้นไป
    • MacBook Air ปี2013 ขึ้นไป
    • MacBook Pro ปี Late 2013 ขึ้นไป
    • Mac mini ปี 2014 ขึ้นไป
    • iMac ปี 2014 ขึ้นไป
    • iMac Pro ทุกรุ่น
    • Mac Pro ปี 2013 ขึ้นไป

ขอบคุณที่มาแหล่งข้อมูล Workpoint Today , Sanook และ iaumreview

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending