Connect with us

LOCAL

คนร้ายบุกยิงถล่ม ชรบ.ยะลา เสียชีวิต 14 รายเจ็บ 5 คน – ย้อนกลับไปดูงบไฟใต้!

Published

on

ข่าวร้อนกับเหตุการณ์สามจังหวัดชายแดนใต้กลับมาอีกครั้ง เมื่อวานนี้ (5 พฤศจิกายน 2562) เวลาประมาณ 23.20 น. เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงถล่มจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้านใน จ.ยะลา เบื้องต้นได้รับรายงานมีผู้เสียชีวิตถึง 14 ราย บาดเจ็บ 5 คน

พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ ทองสองสี ผกก.สภ.ลำใหม่ อ.เมือง จ.ยะลา ได้รับแจ้งว่า “เกิดเหตุคนร้ายยังไม่ทราบจำนวน ใช้อาวุธสงครามยิงถล่มป้อมยามจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ประจำหมู่บ้านทุ่งสะเดา และชุดคุ้มครองตำบลลำพยา หมู่ที่ 5 ต.ลำพยา อ.เมือง จ.ยะลา เบื้องต้นได้รับเเจ้งว่ามีผู้เสียชีวิต 14 ราย เเละบาดเจ็บ 5 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 2 คน”

โดยในวันเดียวถือว่าเป็นวันที่ นายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เข้ารับตำแหน่งใหม่ เบื้องต้นจึงคาดว่าเป็นการปฏิบัติการของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ ต.ลำพยาและตำบลใกล้เคียง

โดยมีหลายฝ่ายจับโยงประเด็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ ความรุนแรง และงบประมาณที่ลงไปว่าเพียงพอหรือเหมาะสมต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่หรือไม่

เจาะงบดับไฟใต้ 3.6 หมื่นล้าน อยู่ในมือกองทัพบกมากที่สุด 4.2 พันล้าน

พ.ร.บ. งบประมาณปี 2562 มาตรา 37 งบสำหรับแผนงานบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วงเงิน 10,865.5 ล้านบาท ได้ถูกปรับลดลงจากปีก่อนหน้านี้ 10% หรือคิดเป็นงบ 1,159.8 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และยังกำหนดตัวชี้วัดว่าความรุนแรงต้องลดลง 20%

อ้างอิงจาก การอภิปรายของ พญ. เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มต้นจากการสรุปสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอด 15 ปี (ม.ค. 2547-พ.ค. 2562) พบว่า เกิดเหตุการณ์ไม่สงบทั้งสิ้น 20,376 ครั้ง หรือคิดเป็น 3.64 ครั้ง/วัน มีผู้เสียชีวิต 7,017 ราย ผู้บาดเจ็บ 13,673 ราย หญิงหม้าย 3,075 ราย หรือคิดเป็น 0.54 ราย/วัน และมีเด็กกำพร้า 6,575 ราย หรือคิดเป็น 1.17 ราย/วัน

เธอยังได้แสดงแผนผังการจัดสรรงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ของรัฐบาล “ประยุทธ์ 2” ภายใต้กรอบวงเงินรวม 36,561.4 ล้านบาท นอกจากงบที่ปรากฏในแผนงานบูรณาการฯ 10,865.5 ล้านบาท รัฐบาลยังตั้งงบในแผนงานอื่น ๆ อีก 25,696 ล้านบาท

แผนผังที่ พญ. เพชรดาว นำมาประกอบการอภิปรายแสดงให้เห็นแผนงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ 9 ด้าน ที่น่าสนใจคือ มีการตั้งงบงานความมั่นคงและการทหารถึง 13,299.4 ล้านบาท (คิดเป็น 36.4%) รองลงมาคืองานพัฒนา 8,952 ล้านบาท (คิดเป็น 24.5%) และงานก่อสร้างถนน 6,174 ล้านบาท (คิดเป็น 16.9%)

ด้าน น.ส. พรรณิการ์ วานิช ส.ส. บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) อภิปรายว่า พล.อ. ประยุทธ์ สมควรเป็นผู้เชี่ยวชาญในปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มากที่สุด เพราะเป็นนายกฯ ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนานที่สุดในความขัดแย้งของพื้นที่

โดยอยู่มา 5 ปีงบประมาณ ใช้งบแก้ปัญหาไป 81,924 ล้านบาท หรือคิดเป็นเงินภาษีของประชาชนวันละ 56 ล้านบาท

และเมื่อนำข้อมูลจาก บีบีซีไทย ที่ตรวจสอบเอกสารงบประมาณปี 2563 เพิ่มเติม พบว่า งบแผนงานบูรณาการฯ 10,865.5 ล้านบาท กระจายอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) รวมอยู่ในส่วนนี้, กระทรวง 15 กระทรวง, ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี/กระทรวง ซึ่งมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อยู่ในส่วนนี้ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

สำหรับหน่วยงานที่ได้งบหลักพันล้านบาทมี 4 หน่วยงาน ที่น่าสนใจคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้งบ 2,209.9 ล้านบาท ส่วนกระทรวงกลาโหมได้งบ 1,584 ล้านบาท แบ่งเป็น กองทัพบก 789.9 ล้านบาท, กองทัพเรือ 716.9 ล้านบาท, กองทัพอากาศ 8.9 ล้านบาท และกองบัญชาการกองทัพไทย 68.3 ล้านบาท

และเมื่อนำข้อมูลย้อนหลังกับไป 17 ปี พบว่า เหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงนับจากปี 2547 ทำให้รัฐบาล 8 ชุด กำหนดให้การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ปลายด้ามขวานเป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญ และถมทั้งกำลังพลและงบประมาณลงพื้นที่ ผ่านมา 17 ปี พบว่า มีการจัดสรรงบดับไฟใต้กว่า 313,792.4 ล้านบาท เรียงดังนี้

  • 2547 – 13,450 ล้านบาท
  • 2548 – 13,674 ล้านบาท
  • 2549 – 14,207 ล้านบาท
  • 2550 – 17,526 ล้านบาท
  • 2551 – 22,988 ล้านบาท
  • 2552 – 27,547 ล้านบาท
  • 2553 – 16,507 ล้านบาท
  • 2554 – 19,102 ล้านบาท
  • 2555 – 16,277 ล้านบาท
  • 2556 – 21,124 ล้านบาท
  • 2557 – 25,921 ล้านบาท
  • 2558 – 25,744.3 ล้านบาท
  • 2559 – 30,886.6 ล้านบาท
  • 2560 – 12,692 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)
  • 2561 – 13,255.7 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)
  • 2562 – 12,025.3 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)
  • 2563 – 10,865.5 ล้านบาท (เฉพาะงบแผนงานบูรณาการฯ)

ที่มา : สำนักข่าวอิศราและบีบีซีไทยรวบรวม

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.bbc.com/thai/thailand-50093938

https://voicetv.co.th/read/mk7RRy_cb

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LOCAL

ผ่อนปรน ระยะที่ 2 “กรีนบัส” กลับมาให้บริการแล้ว มีเส้นทางไหนบ้างมาอัปเดตกัน

Published

on

By

ตั้งการ์ดให้ดี แล้วออกเดินทางกันเลย!!  กรีนบัสพร้อมให้บริการต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน 2563 นี้ เพื่อเป็นการรองรับความต้องการในการเดินทางของผู้โดยสาร แต่ 🥊 การ์ดห้ามตก มาอัปเดตกันมีเส้นทางไหนบ้าง ?

สำหรับลูกค้าที่ต้องการเดินทางกับกรีนบัส สามารถเดินทางได้แล้วตามเส้นทางนี้นะคะ เชียงใหม่-แพร่-พะเยา-เชียงราย-แม่สาย-ลำปาง-ตาก-แม่สอด มาพร้อมกับแนวคิดใหม่ เพราะทุกความจำเป็นมากมาย เราจึงต้องเดินทาง โดยมีด้วยกันทั้งหมด 6 เส้นทางได้แก่

🚌 166 เชียงใหม่ – เชียงราย 2
🚌 619 เชียงใหม่-แม่สาย
🚌 6721 เชียงใหม่-แม่สอด
🚌 198 เชียงใหม่-พะเยา
🚌 1691 เชียงใหม่-แพร่
🚌 146 ลำปาง – เชียงราย 2

นอกจากนนี้ยังมีมาตรการสำหรับผู้เดินทางนั่นก็คือ วิถีการเดินทางในแบบ “New Normal”

1.) ให้ผู้โดยสารหลีกเลี่ยงการซื้อตั๋วโดยสาร ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารเพื่อลดความแออัด ด้วยการซื้อหรือจองตั๋วโดยสารผ่านช่องทางการจำหน่ายตั๋วโดยสารล่วงหน้า 

  • เข้าเว็บไซต์ www.greenbusthailand.com
  •  เลือกวันเดินทางและสถานีปลายทางที่ลง
  •  เลือกเที่ยวรถที่ต้องการเดินทาง, ตรวจสอบเวลาเดินทาง
  •  เลือกที่นั่ง โดยเว้นระยะห่างนั่งชิดหน้าต่างเท่านั้น
  •  กรอกข้อมูลของผู้โดยสาร
  •  ชำระเงินและรับหลักฐานการเดินทาง


2.) เว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) โดยจัดให้มีการเว้นเบาะที่นั่งโดยสารเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร

  • ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดการเดินทาง
  • หมั่นล้างมือด้วยเจลล้างมือ หรือแอลกอฮอล์เจล
  • ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายก่อนเดินทาง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของกรีนบัส
  • กรอกแบบฟอร์ม ต.8 ขอเดินทางข้ามจังหวัดและนำติดตัวตลอดการเดินทาง
  • ห้ามรับประทานอาหารบนรถโดยสาร
  • ปฏิบัติตามมาตรการจำกัดการเดินทางเข้า-ออกพื้นที่ ตามมาตรการป้องกันโรคของแต่ละจังหวัดกำหนดอย่างเคร่งครัด


3.) กรอกแบบฟอร์มการเดินทาง แบบ ต.8 คค ทุกครั้ง และเผื่อเวลาเดินทางมาถึงสถานีก่อนล่วงหน้า 30 นาที และรักษาระยะห่างระหว่างกัน ทั้งบริเวณจุดจำหน่ายตั๋วโดยสารและะจุดขึ้นลงรถโดยสาร

  • เข้า web.dlt.go.th/t8/ หรือสแกน Qr code ตามภาพ
  • กดปุ่ม”บันทึกข้อมูลผู้โดยสาร แบบ ต.8 คค” 
  • กรอกข้อมูล ให้ถูกต้อง

เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องเสียเวลาปริ้นและเขียนข้อมูลในกระดาษอีกต่อไป ช่วยกันรักษ์โลกอีกต่างหาก 😊 

สำหรับเวลาเดินรถ เดือนมิถุนายน อัปเดตทุกเส้นทางแล้ว สามารถซื้อตั๋วโดยสารได้แล้ววันนี้และที่สำคัญการ์ดอย่าตก…ช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการเชิงรุก Green Protection ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง เราจะชนะไวรัสนี้ไปด้วยกัน ตามมาตรการเชิงรุกของทาง Green Bus กันด้วยนะครับ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

โรงแรมเพชรงามทาสีใหม่ เทศบาลเชียงใหม่ยัน อยู่นอกเขตคุมโทน ทำได้ไม่ผิด!

Published

on

ก่อนหน้านี้ โรงแรมเพชรงาม ริมถนนเจริญประเทศ อ.เมืองเชียงใหม่ ได้ปรับปรุงทาสีใหม่เป็นสีฟ้าอมเขียว โดดเด่นอยู่กลางเมือง สร้างความกังวลใจให้กับเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ที่มองว่าสีสันที่จัดจ้าน จะทำให้เสียภูมิทัศน์ของเมืองจนอาจมีผลต่อการพิจารณาให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองมรดกโลกที่ทุกภาคส่วนกำลังช่วยกันผลักดันอยู่ อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบข้อกฎหมายยืนยันสามารถทำได้อย่างถูกต้อง

นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ตัวแทนเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ให้ความเห็นว่า แม้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่สีสันที่ฉูดฉาด แปลกแยกจากบ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างรอบข้างที่ใช้สีโทนอ่อนทำให้ดูไม่เข้ากัน เบื้องต้นทราบว่าบริเวณที่ตั้งของโรงแรม อยู่นอกเขตโซนนิ่งควบคุมโทนสีอาคารสิ่งปลูกสร้างของเทศบัญญัติของเทศบาลนครเชียงใหม่ แต่หลังจากนี้เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จะเคลื่อนไหวผลักดันให้ขยายพื้นที่ควบคุมให้มากขึ้น เพื่อให้เมืองเชียงใหม่มีความสวยงาม สอดคล้องไปกับวิถีชีวิตเมืองแห่งวัฒนธรรม

ด้าน พล.ท.ภาณุ โรจนวสุ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ บอกว่า ในเขตเมืองเชียงใหม่ มีเทศบัญญัติเทศบาลนครเชียงใหม่ เรื่อง กําหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท ฯ บังคับใช้ในพื้นที่ 6 ตำบล กินพื้นที่คูเมืองชั้นนอกและชั้นในที่กำหนดให้เป็นเขตเมืองเก่า ประกอบด้วย ตําบลศรีภูมิ ตําบลสุเทพ ตําบลช้างม่อย ตําบลพระสิงห์ ตําบลช้างคลาน และ ตําบลหายยา 

มีเนื้อหาในส่วนการคุมโทนสีของอาคารสิ่งปลูกสร้าง ต้องเป็นสีน้ำตาล ครีม ขาว ขาวนวล สีของวัสดุธรรมชาติ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่ผนังภายนอก และมีค่าการสะท้อนแสงไม่เกินร้อยละ 30 สำหรับอาคารโรงแรมแห่งนี้ อยู่นอกเขตบังคับใช้ของเทศบัญญัติฯ

สำหรับโรงแรมเพชรงาม ถือเป็นโรงแรมเก่าแก่ชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ อยู่ริมแม่น้ำปิงและใกล้กับย่านเศรษฐกิจสำคัญไนท์บาร์ซ่า เปิดให้บริการในปี 2520 ส่วนอาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นประมาณปี 2535 เป็นสีขาวครีม ก่อนที่ล่าสุดจะรีโนเวทเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมเขียว ขณะที่ผู้บริหารโรงแรม อธิบายว่า มีความตั้งใจใช้สีที่สอดคล้องกับธรรมชาติ คือ สีฟ้าอมเขียว และทางโรงแรมสามารถดำเนินการได้เนื่องจากไม่ติดข้อกฎหมาย ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องโทนสีกับเมืองเก่า มองว่าไม่น่าจะมีผลอะไร เพราะในเมืองเก่าในหลายประเทศมีอากคารสิ่งปลูกสร้างที่ใช้โทนสีที่มีความโดดเด่นด้วยเช่นกัน

ขอบคุณที่มารูปภาพและข้อมูลจาก Workpoint News

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

7 มิ.ย.นี้ เจอกัน! ถนนคนเดินเชียงใหม่วันอาทิตย์

Published

on

หลังจากได้มีการประชุมเรื่อง ถนนคนเดินวันอาทิตย์ ซึ่งมีมติเห็นชอบให้เปิดถนนคนเดินได้ในวันที่ 7 มิ.ย. 63 ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 21.00 น. ซึ่งยังคงมีมาตรการควบคุมดูแลการเข้าถนนคนเดินด้วย

ขอขอบคุณภาพจาก : kanokwannoon

วันที่ 25 พ.ค. 63 ณ ห้องประชุมสำนักงานการท่องเที่ยวเทศบาลนครเชียงใหม่ มีการจัดประชุมหารือเรื่องการเปิดถนนคนเดินราชดำเนินวันอาทิตย์ของเชียงใหม่ โดยมี นายณัฐฐชูเดช วิริยะดิลกธรรม รองนายกเทศมนตรีเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุมในครั้งนี้ ทั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการตัวแทนถนนคนเดินเข้าร่วมประชุม จนมีมติเห็นชอบ ให้สามารถดำเนินการเปิดถนนคนเดินวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 63 นี้ เริ่มเปิดตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 21.00 น. 

ขอขอบคุณภาพจาก : เชียงใหม่นิวส์

ทางด้านนายเอกชัย ท้าวคำมา หัวหน้าฝ่ายปกครอง ได้มีการชี้แจงถึงมาตรการเตรียมความพร้อม เพื่อเป็นแนวทางให้คณะกรรมการได้นำไปปฏิบัติดังนี้

  1. มีการควบคุมทางเข้าออก ตั้งจุดคัดกรองผู้ป่วย 4 จุด มีเจ้าหน้าที่เข้าจุดคัดกรองเวลา 16.00 น.
  2. จุดที่ 1 หน้าโรงแรมอิมโฮเทล (ประตูท่าแพ)
  3. จุดที่ 2 หน้าวัดพระสิงห์ 
  4. จุดที่ 3 สี่แยกยุพราช
  5. จุดที่ 4 สี่แยกพุทธิโสภณ 
  6. การเตรียมสถานที่ จำหน่ายอาหาร กับ สินค้า มีการกำหนดมาตรการระยะห่างของผู้ค้า ที่ต้องมีระยะไม่น้อยกว่า 1 เมตร อีกทั้งจะต้องมีฉากกั้นระหว่างร้านค้าด้วย โดยเฉพาะร้านขายอาหาร ที่ต้องมีฉากกั้นระหว่างผู้ค้า กับลูกค้า
  7. มีการตรวจสัดอุณหภูมิร่างกาย ต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส จัดทำทะเบียนผู้ค้าถนนคนเดิน และบันทึกเวลาในการค้าขาย เพื่อใช้สำหรับการติดตาม หากกรณีมีผู้ติดเชื้อ
  8. การลดสัมผัสโดยตรงในการชำระเงิน ให้มีตะกร้าใส่เงินแทนการสัมผัสโดยตรง หรือเลือกใช้การชำระเงินแบบออนไลน์
  9. ติดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ครบถ้วน เพื่อลดการสอบถาม
  10. ผู้ค้าต้องมีเจลแอลกอฮอล์ตั้งหน้าร้าน
ขอขอบคุณภาพจาก : TheTripPacker

หากร้านค้าไหนฝ่าฝืนมาตรการข้างต้น จะมีคณะกรรมการควบคุมโรคฯ เข้าไปตักเตือน และหากยังพบว่ามีการฝ่าฝืนอีก จะถูกระงับการจำหน่ายสินค้าต่อไป และหากตรวจพบว่าโซนไหนมีจำวนร้านค้าที่ฝ่าฝืน เกินกว่า 20% จะถูกระงับและยกเลิกอีกเช่นกัน ทั้งนี้ไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งเวทีการแสดง กิจกรรมเปิดหมวก และร้านนวด

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Advertisement

Trending