Connect with us

LOCAL

ชาวบ้านแฉ “พ่อ ปารีณา” แอบล้อมรั้วที่ดินเอง 30 ไร่ ร้องเรียนไป 3 ครั้ง แต่กลับไร้เสียงตอบรับ

Published

on

ชาวบ้าน อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี วิ่งโร่แจ้งสื่อมวลชน หลัง “ทวี ไกรคุปต์” พ่อ ของคุณ ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ได้ทำการรุกล้ำที่ดินทำกินของตน ที่ถือครองมากว่า 50 ปี นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายคนที่โดนลักษณธแบบนี้ ใครที่ร้องเรียนจะโดนคุกคามถึงบ้านทันที

นายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 9  อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี ได้ทำการร้องเรียนแก่สื่อมวลชนว่า ถูกนายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ่อของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ นำคนงานเข้ามาล้อมรั้วรุกเข้ามาในที่ดินที่ตนนั้นทำมาหากินมากว่า 50 ปี ซึ่งมีหลักฐานการครอบครองที่ดินทุกอย่าง และได้ไปแจ้งความที่สภ.สวนผึ้งแล้ว ไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่จนตอนนี้เรื่องก็ยังเงียบ จึงได้มาร้องเรียนกับสื่อมวลชน

ที่ดินแปลงที่โดนบุกรุกนี้ มีเนื้อที่เกือบ 50 ไร่ ตนครอบครองใช้ประโยชน์ในการปลูกอ้อยมาเกือบ 50 ปี เป็นพื้นที่ ภ.บ.ท.5 เสียภาษีมาตั้งแต่ 2517 แต่ก็ถูกนาย ทวี ไถดินรุกกินพื้นที่ของตนมาเรื่อยมา ล่าสุดยังได้นำคนงานมาทำการล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินของตน และปลูกมะพร้าว กินพื้นที่ของตนเข้ามากว่า 30 ไร่ ทำให้ตนเหลือที่ดินเพียงแค่ 10 กว่าไร่ โดยนายทวี มาคุมคนงานด้วยตนเอง ตนก็พยายามเข้าชี้แจงว่าพื้นที่เป็นของตน แต่นายทวีไม่รับฟังโดยเรื่องนี้ตนได้ไปแจ้งความกับตำรวจสภ.สวนผึ้งแล้ว แต่ก็ไร้วี่แวว ของคดี นี่ถือเป็นการร้องเรียนครั้งแรก

การร้องเรียนครั้งที่ 2 เป็นการร้องเรียนผ่านลูกสาวของนายเสี้ยวเพราะตนได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกสาวไปแล้ว ซึ่งได้ทำการร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอ.สวนผึ้ง และกรมป่าไม้ก็ยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของลูกสาวของตนจริง และได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจอีกครั้งแต่เรื่องก็ยังเงียบเหมือนเดิม

การร้องเรียนครั้งที่ 3 วันที่ 11 พ.ย.62 วันที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาตรวจราชการพื้นที่ราชบุรี ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จ.กาญจนบุรี นางสาวปราณี ลูกสาวตนก็ยื่นหนังสือร้องทุกข์ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เรื่องก็ยังเงียบ

นายเสี้ยวยังบอกอีกว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็รับทราบเรื่องนี้กันทุกคน และยังช่วยเป็นพยานให้ทุกครั้งที่ไปร้องเรียน แต่ทุกวันนี้รั้วก็ยังล้อมอยู่ไม่ได้มีการรื้อถอน นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ตนเองนั้นกลัวอันตรายที่จะเกิดจากการถูกคุกคาม เพราะที่ผ่านมาก็มีคนไปร้องเรียน และถูกคุกคาม ข่มขู่ถึงบ้านมานักต่อนัก โดยเชื่อว่าถ้าตนต่อสู้จนได้ที่ดินกลับคืนมา ก็จะมีชาวบ้านอีกหลายรายลุกขึ้นมาสู้บ้าง

ที่มา : https://www.posttoday.com/social/local/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LOCAL

สุโขทัย-เชียงใหม่-พะเยา เตรียมรุกการท่องเที่ยว เชื่อมดินแดนสามกษัตริย์

Published

on

เอกชน 3 จังหวัดเปิดรูตท่องเที่ยวสามเหลี่ยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-มรดกโลก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่เชื่อมโยงดินแดนสามกษัตริย์ “สุโขทัย-เชียงใหม่-พะเยา” พร้อมลงนาม MOU ความร่วมมือจัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันในเชิงชุมชน-เกษตร-สุขภาพ นำร่องจัดแรลลี่ “ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทย” ด้วยรถ 333 คัน ก่อนจะผลักดันการเป็นเมืองพำนักระยะยาว (long stay) เปิดเส้นทางบินระยะสั้นใน 3 เมืองในอนาคต

นายอนันต์ธรณ์ โหจินดารัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมได้ให้ความสำคัญการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในพื้นที่ และข้ามจังหวัด เพื่อให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้มีสภาพคล่องสูงขึ้น จึงได้ประสานงานผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และภาคเอกชนจังหวัดพะเยา โดยทั้ง 3 จังหวัดจะดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวร่วมกันในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ โดยการจัดแรลลี่ “ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทย” ด้วยรถ 333 คัน ซึ่งจะจัดให้ครอบคลุมเส้นทาง 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และพะเยาภายในเดือนตุลาคม 2563 รวมถึงความร่วมมือการเป็นเมืองพำนักระยะยาว (long stay) เมือง smart city และการเปิดเส้นทางบินระยะสั้น 3 เมืองในอนาคต

ทั้ง 3 จังหวัดได้ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบันว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักรอรับ หรือหยุดนิ่งไม่ได้ต้องมีการเชื่อมโยงท่องเที่ยวข้ามจังหวัดในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่ โดยใช้ศักยภาพและความโดดเด่นมาดึงดูดนักท่องเที่ยว และจะต้องมีสิทธิพิเศษด้วยทั้งด้านการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือเชิงสุขภาพ ซึ่งทางจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และพะเยา มีความเกี่ยวข้องกันเชิงประวัติศาสตร์ผ่านสามกษัตริย์ ได้แก่ พญางำเมือง แห่งอาณาจักรภูกามยาว หรือพะเยาในปัจจุบัน พญามังราย แห่งอาณาจักรเชียงราย-เชียงแสน และพญาร่วง แห่งอาณาจักรสุโขทัย จึงเป็นแนวคิดที่ภาคเอกชนทั้ง 3 จังหวัดจะจัดกิจกรรมร่วมกันในอนาคต

นายอนันต์ธรณ์กล่าวต่อไปว่า ในเร็ว ๆ นี้ ทั้ง 3 จังหวัดจะได้ลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจในท้องถิ่น (local economy) โดยจัดโครงการท่องเที่ยวข้ามจังหวัด ในเส้นทางที่มีศักยภาพและอัตราพิเศษ และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายต้นแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดที่ได้มาตรฐาน การให้บริการนักท่องเที่ยว อันจะทำให้เกิดการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงสร้างการตื่นตัวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัดในการต้อนรับนักท่องเที่ยวภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (new normal) รวมถึงมีการพัฒนาบุคลากรในการเตรียมความพร้อมด้านขีดความสามารถของผู้ประกอบการท่องเที่ยวช่วงเปลี่ยนผ่านของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคุมและสู่การสิ้นสุดในอนาคต นอกจากนั้นจะได้ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการด้านการตลาด ฐานข้อมูลการท่องเที่ยวระหว่างกันเพื่อบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน และอนุรักษ์ระหว่างกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพะเยามีแผนงานที่จะผลักดันการก่อสร้างสนามบินจังหวัดพะเยา “Phayao Green Airport” ในเขตตำบลแม่กา และตำบลจำป่าหวาย ซึ่งใกล้กับศูนย์การแพทย์ฯ และมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 2,500 ไร่ หากโครงการมีความเป็นไปได้ในการลงทุนจะทำให้อนาคตสามารถเกิดการบินเชื่อมโยงกันในระยะสั้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และพำนักระยะยาวใน 3 จังหวัดได้ รวมถึงจะเป็นสามเหลี่ยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทยทั้งสามพระองค์ด้วย

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

“อานนท์ นำภา” มาตามนัด! ขึ้นเวทีปราศรัยที่เชียงใหม่ท่ามกลางผู้ชุมนุมกว่า 500 คน!!

Published

on

ในช่วงเย็นวันที่ 9 ส.ค. 63 ณ ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมกว่า 500 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษาและเยาวชนนักเรียน พร้อมกับกลุ่มประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่แต่งตัวมาเสื้อสีดำ เพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมทั้งมีการติดตั้งเครื่องเสียง และรอรับ นายอานนท์ นำภา ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากศาลในคดีชุมนุมที่กรุงเทพ โดยมีกำลังตำรวจคอยดูแลรักษาความสงบกว่า 100 นาย ซึ่งภายในการชุมนุมได้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ถึง 50,000 รายชื่อ ในการยื่นเสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย 

ขอขอบคุณภาพจาก : khaosod

แต่ทว่าภายในการชุมนุมไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีการแจ้งจากรถเครื่องเสียงของทางตำรวจ เพื่อให้เลิกการชุมนุม เนื่องจากผิด พรบ.ชุมนุม ที่ไม่ได้มีการให้แจ้งล่วงหน้าก่อน จากการสืบค้นข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ได้มีการยกเลิกชั่วคราวสำหรับ พรบ.ชุมนุมไปแล้ว ซึ่งแปลว่าหากต้องการใช้ พรบ.ชุมนุม ต้องมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเสียก่อน แต่ท้ายที่สุดได้คำตอบจากทางตำรวจว่า ประกาศใช้ 2 อย่างควบคู่กันไป ทั้งนี้การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เป็นเวลาที่ นายอนนท์ นำภา จะขึ้นมาปราศรัย 

โดยเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้องของประชาชนปลดแอก

ขอขอบคุณภาพจาก : BBC THAI
  1. ให้หยุดการคุกคามประชาชน
  2. ให้มีการยุบสภา
  3. ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ก่อนจะจบการชุมนุมต่อเนื่องจากการรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อเพื่อยื่นเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้มีการแจกหนังสือ สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย ฟรีจำนวนกว่า 100 ที่จัดพิมพ์โดย นายอานนท์ นำภา อีกด้วย และสุดท้ายการชุมนุมสิ้นสุดลงหลังจากการปราศรัยจนจบในช่วงเวลาประมาณ 19.30 น. ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนแยกย้ายกันกลับ โดยไม่เกิดความวุ่นวาย แล้วเสร็จในเวลา 19.40 น.  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

“บิ๊กป้อม” เยือนเชียงใหม่เตรียมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือตกต่ำ พร้อมเสนอ ครม. ให้ช่วยเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท งบกว่า 2 พันล้านบาท

Published

on

เมื่อวานวันที่ 6 ส.ค. 63 เวลาประมาณ 15.00 น. ณ ห้องนิทรรศการ 1-3 ศูนย์ประชุมแห่งนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา มีการประชุมหารือระหว่าง ภาครัฐและเกษตรกรเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับ เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาอาชีพเกษตรกร และผู้แทนเกษตรกรเข้าร่วมการประชุม

ในการประชุมครั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงปัญหาที่ผ่านมา ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ด้วยปัญหาที่มีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก บวกกับปัญหาภัยแล้งที่ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าขึ้นอีก อีกทั้งยังประสพกับสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการรับซื้อผลผลิตลำไยของพ่อค้าจีนอีก ทางรัฐบาลจึงได้มอบหมายแก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกลำไยในปี 2563 ดังนี้

1.ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดทำการแก้ไขปัญหาจากผลผลิตจำนวนมาก เป็นผู้รับผิดชอบในโครงการเหล่านี้

  • โครงการสนับสนุนจุดรวบรวมและคัดคุณภาพลำไย ให้กระจายออกนอกแหล่งผลิตในปี 2563
  • โครงการสนับสนุนจุดรวบรวมลำไยสดเพื่อทำการแปรรูป ปี 2563
  • โครงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์​ผลผลิตไม้ผลออกสู่ตลาดมาก ปี 2563 

2. โครงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ออกสู่ตลาดมากปี 2563 และชดเชยดอกเบี้ยให้กลุ่มเป้าหมายมอบหมายให้กรมการค้าภายใน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร บริกหารจัดการให้เชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงปั้มน้ำมัน ปตท. และตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า

ขอขอบคุณภาพจาก : mgronline

ส่วนเรื่องการชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบ เกิดความเดือดร้อนในสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 จะได้รับค่าชดเชยไร่ละ 2,000 บาท ผู้ละไม่เกิน 25 ไร่ โดยทางด้าน รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการนำเสนอโครงการเยียวยาเกษตรผู้ปลูกกำไรแก่ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending