Connect with us

LOCAL

ปฏิญญาเชียงใหม่ “ประกาศให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำจังหวัด”

Published

on

มีรายงานเมื่อวันช่วงวันที่ 5 มี.ค.63 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ วัดพันอ้น อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนัน ผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เป็นแกนนำในการประชุม ภาคีเครือข่าย 8 องค์กร ได้แก่

1. นายกกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย

2. สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดเชียงใหม่

3. กลุ่มพลังชาวพุทธพิทักษ์พระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่

4.พุทธสมาคมจังหวัดเชียงใหม่

5. ยุวพุทธิกสมาคมจังหวัดเชียงใหม่

6. กลุ่มหนุ่มสาวจังหวัดเชียงใหม่

7. สมาคมสหธรรมเชียงใหม่

8. สมาพันธ์ชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่

ภาพจาก : https://siamrath.co.th/n/137054

โดยทาง Chiangmai News รายงานว่า การประชุมหารือกันในครั้งนี้ ได้มีสาระสำคัญอยู่ที่ “ประชุมลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ประกาศให้พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาประจำจังหวัดเชียงใหม่

โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อช่วยกันปกป้องคุ้มครองให้เป็นพระพุทธศาสนาสืบทอดไป จนถึงชั่วลูกหลาน ท่ามกลางองค์กรชาวพุทธ และผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมงาน ณ ห้องประชุมวัดพันอ้น อำเภอเมืองเชียงใหม่”

ภาพจาก : https://siamrath.co.th/n/137054

ทางสยามรัฐ ยังระบุอีกว่า พระครูอมรธรรมทัต เจ้าอาวาสวัดพันอ้น ในฐานะประธานกลุ่มพลังชาวพุทธจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 องค์กรที่ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้ กล่าวว่า

“ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่มีวัด สำนักสงฆ์ ที่พักสงฆ์ จำนวนกว่า 1,708 แห่ง ประชาชนมากกว่าร้อยละ 90 นับถือพระพุทธศาสนา มีวัฒนธรรมและประเพณีที่งดงามแบบล้านนา มีผู้คนทั่วโลกเดินทางมาท่องเที่ยวเพื่อชื่นชมสิ่งที่ดีงามของบ้านเมือง ตามคำขวัญที่ว่า “ดอยสุเทพเป็นศรี ประเพณีเป็นสง่า บุปผาชาติล้วนงามตา นามล้ำค่านครพิงค์” และยังเคยเป็นสถานที่ที่ทำสังคยนา ครั้งที่ 8 ของโลก เมื่อปี พ.ศ.2020 ณ วัดโพธารามมหาวิหาร พระอารามหลวง (วัดเจ็ดยอด และเป็นเมืองที่มีความสงบร่มเย็น ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกมาโดยตลอด เพราะมีพระพุทธศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงเห็นสมควรให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำจังหวัดเชียงใหม่”

ซึ่งเมื่อทีมข่าวได้ย้อนกลับไปค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า เมื่อช่วงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดิโอผ่านทาง Youtube ชื่อ องค์กรปกป้องพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ในหัวข้อ “ปฏิญญาเชียงใหม่​ขอประกาศว่า​ชาวจังหวัดเชียงใหม่​และทุกจว.ทั่วไทยมีศาสนาพุทธ​เป็นศาสนาประจำจังหวัด”

โดยมีเนื้อหาสาระสำคัญดังนี้ ปฏิญญาเชียงใหม่​ ขอประกาศว่า​ “ชาวจังหวัดเชียงใหม่​และทุกจังหวัดทั่วไทย มีศาสนาพุทธ​ เป็นศาสนาประจำจังหวัด มีศาสนาพุทธ​ เป็นศาสนาประจำชีวิต มีศาสนาพุทธ​ เป็นศาสนาประจำชาติ​ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อปพส.แจ้งข่าวคลิบนี้ ณ พุทธสถาน จ.เชียงใหม่ ในวันที่ชาวจังหวัดเชียงใหม่ได้มารวมตัวกัน เพื่อรับฟังภัยร้าย 3 พรบ.อันตรายอิสลาม เมื่อทุกคนรู้แล้ว ตื่นแล้ว จะนำเรื่องราว ความจริงนี้ ไปบอกลูกหลาน ให้รับรู้ถึงภัยอันตราย ที่กำลังเกิดขึ้น ตอนนี้ จังหวัดเชียงใหม่ มีมัสยิด ที่ถูกต้องตามกฏหมายและ ยังไม่จดทะเบียน 100 กว่ามัสยิดแล้ว ดังนั้นในการเสวนาวันนี้ จึงมีปฏิญญาเชียงใหม่เกิดขึ้น”

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก : https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1285191

https://siamrath.co.th/n/137054

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LOCAL

สุโขทัย-เชียงใหม่-พะเยา เตรียมรุกการท่องเที่ยว เชื่อมดินแดนสามกษัตริย์

Published

on

เอกชน 3 จังหวัดเปิดรูตท่องเที่ยวสามเหลี่ยมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม-มรดกโลก กระตุ้นเศรษฐกิจภายในพื้นที่เชื่อมโยงดินแดนสามกษัตริย์ “สุโขทัย-เชียงใหม่-พะเยา” พร้อมลงนาม MOU ความร่วมมือจัดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างกันในเชิงชุมชน-เกษตร-สุขภาพ นำร่องจัดแรลลี่ “ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทย” ด้วยรถ 333 คัน ก่อนจะผลักดันการเป็นเมืองพำนักระยะยาว (long stay) เปิดเส้นทางบินระยะสั้นใน 3 เมืองในอนาคต

นายอนันต์ธรณ์ โหจินดารัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชียงใหม่ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมได้ให้ความสำคัญการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในพื้นที่ และข้ามจังหวัด เพื่อให้ภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องได้มีสภาพคล่องสูงขึ้น จึงได้ประสานงานผ่านทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย และภาคเอกชนจังหวัดพะเยา โดยทั้ง 3 จังหวัดจะดำเนินกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวร่วมกันในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ โดยการจัดแรลลี่ “ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทย” ด้วยรถ 333 คัน ซึ่งจะจัดให้ครอบคลุมเส้นทาง 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย และพะเยาภายในเดือนตุลาคม 2563 รวมถึงความร่วมมือการเป็นเมืองพำนักระยะยาว (long stay) เมือง smart city และการเปิดเส้นทางบินระยะสั้น 3 เมืองในอนาคต

ทั้ง 3 จังหวัดได้ประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบันว่ายังอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก ทำให้จังหวัดท่องเที่ยวหลักรอรับ หรือหยุดนิ่งไม่ได้ต้องมีการเชื่อมโยงท่องเที่ยวข้ามจังหวัดในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่ โดยใช้ศักยภาพและความโดดเด่นมาดึงดูดนักท่องเที่ยว และจะต้องมีสิทธิพิเศษด้วยทั้งด้านการท่องเที่ยวชุมชน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร หรือเชิงสุขภาพ ซึ่งทางจังหวัดสุโขทัย เชียงใหม่ และพะเยา มีความเกี่ยวข้องกันเชิงประวัติศาสตร์ผ่านสามกษัตริย์ ได้แก่ พญางำเมือง แห่งอาณาจักรภูกามยาว หรือพะเยาในปัจจุบัน พญามังราย แห่งอาณาจักรเชียงราย-เชียงแสน และพญาร่วง แห่งอาณาจักรสุโขทัย จึงเป็นแนวคิดที่ภาคเอกชนทั้ง 3 จังหวัดจะจัดกิจกรรมร่วมกันในอนาคต

นายอนันต์ธรณ์กล่าวต่อไปว่า ในเร็ว ๆ นี้ ทั้ง 3 จังหวัดจะได้ลงนามความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ และสร้างการหมุนเวียนเศรษฐกิจในท้องถิ่น (local economy) โดยจัดโครงการท่องเที่ยวข้ามจังหวัด ในเส้นทางที่มีศักยภาพและอัตราพิเศษ และส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายต้นแบบการส่งเสริมการท่องเที่ยวข้ามจังหวัดที่ได้มาตรฐาน การให้บริการนักท่องเที่ยว อันจะทำให้เกิดการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวระหว่างกัน รวมถึงสร้างการตื่นตัวของผู้ประกอบการท่องเที่ยวของทั้ง 2 จังหวัดในการต้อนรับนักท่องเที่ยวภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (new normal) รวมถึงมีการพัฒนาบุคลากรในการเตรียมความพร้อมด้านขีดความสามารถของผู้ประกอบการท่องเที่ยวช่วงเปลี่ยนผ่านของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคุมและสู่การสิ้นสุดในอนาคต นอกจากนั้นจะได้ร่วมกันส่งเสริมพัฒนาการด้านการตลาด ฐานข้อมูลการท่องเที่ยวระหว่างกันเพื่อบูรณาการและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวชุมชน และอนุรักษ์ระหว่างกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดพะเยามีแผนงานที่จะผลักดันการก่อสร้างสนามบินจังหวัดพะเยา “Phayao Green Airport” ในเขตตำบลแม่กา และตำบลจำป่าหวาย ซึ่งใกล้กับศูนย์การแพทย์ฯ และมหาวิทยาลัยพะเยา จำนวน 2,500 ไร่ หากโครงการมีความเป็นไปได้ในการลงทุนจะทำให้อนาคตสามารถเกิดการบินเชื่อมโยงกันในระยะสั้น เพื่อส่งเสริมให้เกิดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และพำนักระยะยาวใน 3 จังหวัดได้ รวมถึงจะเป็นสามเหลี่ยมท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ตามรอย 3 พญา กษัตราล้านนาไทยทั้งสามพระองค์ด้วย

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

“อานนท์ นำภา” มาตามนัด! ขึ้นเวทีปราศรัยที่เชียงใหม่ท่ามกลางผู้ชุมนุมกว่า 500 คน!!

Published

on

ในช่วงเย็นวันที่ 9 ส.ค. 63 ณ ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมกว่า 500 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษาและเยาวชนนักเรียน พร้อมกับกลุ่มประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่แต่งตัวมาเสื้อสีดำ เพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมทั้งมีการติดตั้งเครื่องเสียง และรอรับ นายอานนท์ นำภา ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากศาลในคดีชุมนุมที่กรุงเทพ โดยมีกำลังตำรวจคอยดูแลรักษาความสงบกว่า 100 นาย ซึ่งภายในการชุมนุมได้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ถึง 50,000 รายชื่อ ในการยื่นเสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย 

ขอขอบคุณภาพจาก : khaosod

แต่ทว่าภายในการชุมนุมไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีการแจ้งจากรถเครื่องเสียงของทางตำรวจ เพื่อให้เลิกการชุมนุม เนื่องจากผิด พรบ.ชุมนุม ที่ไม่ได้มีการให้แจ้งล่วงหน้าก่อน จากการสืบค้นข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ได้มีการยกเลิกชั่วคราวสำหรับ พรบ.ชุมนุมไปแล้ว ซึ่งแปลว่าหากต้องการใช้ พรบ.ชุมนุม ต้องมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเสียก่อน แต่ท้ายที่สุดได้คำตอบจากทางตำรวจว่า ประกาศใช้ 2 อย่างควบคู่กันไป ทั้งนี้การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เป็นเวลาที่ นายอนนท์ นำภา จะขึ้นมาปราศรัย 

โดยเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้องของประชาชนปลดแอก

ขอขอบคุณภาพจาก : BBC THAI
  1. ให้หยุดการคุกคามประชาชน
  2. ให้มีการยุบสภา
  3. ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ก่อนจะจบการชุมนุมต่อเนื่องจากการรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อเพื่อยื่นเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้มีการแจกหนังสือ สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย ฟรีจำนวนกว่า 100 ที่จัดพิมพ์โดย นายอานนท์ นำภา อีกด้วย และสุดท้ายการชุมนุมสิ้นสุดลงหลังจากการปราศรัยจนจบในช่วงเวลาประมาณ 19.30 น. ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนแยกย้ายกันกลับ โดยไม่เกิดความวุ่นวาย แล้วเสร็จในเวลา 19.40 น.  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

“บิ๊กป้อม” เยือนเชียงใหม่เตรียมแก้ปัญหาลำไยภาคเหนือตกต่ำ พร้อมเสนอ ครม. ให้ช่วยเยียวยาไร่ละ 2,000 บาท งบกว่า 2 พันล้านบาท

Published

on

เมื่อวานวันที่ 6 ส.ค. 63 เวลาประมาณ 15.00 น. ณ ห้องนิทรรศการ 1-3 ศูนย์ประชุมแห่งนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา มีการประชุมหารือระหว่าง ภาครัฐและเกษตรกรเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้กับ เกษตรกรผู้ปลูกลำไยภาคเหนือ โดยมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งผู้ว่าราชการ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาอาชีพเกษตรกร และผู้แทนเกษตรกรเข้าร่วมการประชุม

ในการประชุมครั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงปัญหาที่ผ่านมา ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ด้วยปัญหาที่มีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก บวกกับปัญหาภัยแล้งที่ทำให้มีต้นทุนสูงกว่าขึ้นอีก อีกทั้งยังประสพกับสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการรับซื้อผลผลิตลำไยของพ่อค้าจีนอีก ทางรัฐบาลจึงได้มอบหมายแก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรผู้ปลูกลำไยในปี 2563 ดังนี้

1.ให้คณะกรรมการระดับจังหวัดทำการแก้ไขปัญหาจากผลผลิตจำนวนมาก เป็นผู้รับผิดชอบในโครงการเหล่านี้

  • โครงการสนับสนุนจุดรวบรวมและคัดคุณภาพลำไย ให้กระจายออกนอกแหล่งผลิตในปี 2563
  • โครงการสนับสนุนจุดรวบรวมลำไยสดเพื่อทำการแปรรูป ปี 2563
  • โครงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์​ผลผลิตไม้ผลออกสู่ตลาดมาก ปี 2563 

2. โครงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ผลผลิตผลไม้ออกสู่ตลาดมากปี 2563 และชดเชยดอกเบี้ยให้กลุ่มเป้าหมายมอบหมายให้กรมการค้าภายใน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์เพื่อการเกษตร บริกหารจัดการให้เชื่อมโยงกับห้างสรรพสินค้า รวมไปถึงปั้มน้ำมัน ปตท. และตลาดออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า

ขอขอบคุณภาพจาก : mgronline

ส่วนเรื่องการชดเชยให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยที่ได้รับผลกระทบ เกิดความเดือดร้อนในสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 จะได้รับค่าชดเชยไร่ละ 2,000 บาท ผู้ละไม่เกิน 25 ไร่ โดยทางด้าน รองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักในการนำเสนอโครงการเยียวยาเกษตรผู้ปลูกกำไรแก่ ครม. เพื่อพิจารณาต่อไป

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending