Connect with us

LOCAL

เปิดเงินเดือน! ส.ส.-ส.ว.-รัฐมนตรี แต่ละตำแหน่งได้เงินเดือนเท่าไรกัน

Published

on

ตอบข้อสงสัยของใครหลายคน ถึงเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส.ส.-ส.ว.-รัฐมนตรี ว่ามีจำนวนเท่าไรกันบ้าง เลยหยิบยกข้อมูลจาก เว็บไซต์รัฐสภาไทย  มาฝากกัน

เงินเดือนและค่าตอบแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 

           1. ประธานสภาผู้แทนราษฎร  

           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 75,590 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 50,000 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 125,590 บาท    
           
           2. รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 73,240 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 42,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 115,740 บาท 

           3. ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 73,240 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 42,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 115,740 บาท 

           4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 

           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 71,230 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 42,330 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท 

เงินเดือนและค่าตอบแทนสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 

   1. ประธานวุฒิสภา 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 74,420 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 45,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 119,920 บาท
 2. รองประธานวุฒิสภา 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 73,240 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 42,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 115,740 บาท 

  3. สมาชิกวุฒิสภา 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 71,230 บาท 
           เงินเพิ่มเดือนละ 42,330 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท    

ตำแหน่งข้าราชการการเมืองที่สำคัญ 

    1. นายกรัฐมนตรี 
           อัตราเงินเดือน 75,590 บาท 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 50,000 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 125,590 บาท     

    2. รองนายกรัฐมนตรี 
           อัตราเงินเดือน 74,420 บาท 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 45,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 119,920 บาท 

           3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวง / รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 

           อัตราเงินเดือน 73,240 บาท 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 42,500 บาท 
           รวมเป็นเดือนละ 115,740 บาท 

  4. รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง 
           อัตราเงินเดือน 72,060 บาท 
           เงินประจำตำแหน่งเดือนละ 41,500 บาท  
           รวมเป็นเดือนละ 113,560 บาท  

ซึ่งนอกจากรายได้ประจำแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และข้าราชการการเมืองต่าง ๆ ยังมีสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิเบิกค่าใช้จ่ายการเดินทาง สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล รวมถึงเบี้ยประชุม โดยถ้าเป็นประธานประชุมกรรมาธิการ ได้ครั้งละ 1,500 บาท

และหากท่านนั้นมีการประชุมกรรมาธิการ ได้ครั้งละ 1,200 บาท ส่วนประชุมอนุกรรมาธิการ ได้ครั้งละ 800 บาท

ที่มา : https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/article/article_20130904135136.pdf

https://money.kapook.com/view208051.html

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LOCAL

ประวัติศาสตร์ยาวนาน “ตรุษจีนกับวิถีชีวิตของคนเมืองบ้านเฮา”

Published

on

ประวัติความเป็นมาของ “ตรุษจีน” ในไทย

ประเทศไทย เป็นประเทศหนึ่งที่มีการรับวัฒนธรรมจีนเข้ามาสู่สังคมไทยกันมาอย่างช้านาน และยังมีการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมและวิถีชีวิตกันอย่างกลมกลืนจนแทบแยกออกจากกันไม่ได้ ทำให้คนไทยไม่ได้มีความรู้สึกแปลกแยกในด้านวัฒนธรรมจีนกับวิถีชีวิตดั่งเดิมแต่อย่างใด

ถึงกระนั้นแล้วแม้ว่าจะไม่ได้มีข้อมูลอย่างชัดเจนว่าวัฒนธรรมจีนได้เข้าส่งผลและมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็พอจะคาดการณ์ คาดเดาได้ว่า ธรรมเนียมและประเพณีจีนต่าง ๆ ได้รับการยอมรับ และแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งแต่ครั้งที่ไทยเริ่มทำการค้าทางเรือกับทางประเทศจีน

อีกหนึ่งหลักฐานของการเข้ามาของวัฒนธรรมและผู้คนจากสังคมจีนสู่สังคมไทย ก็คือเรื่องของผู้คนที่มีการรวมตัวกันเป็นชุมชน จนมีการเรียกชื่อย่านต่าง ๆ ที่ต่างต่างคุ้นหูคุ้นตา เหล่านั้นว่า China Town ซึ่งจะเห็นได้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพ นครสวรรค์ ขอนแก่น หาดใหญ่ รวมไปถึง เชียงใหม่ด้วย 

ตรุษจีนกับประเทศไทย

คนไทยเชื้อสายจีนมากมาย ยังคงมีการดำเนินชีวิตและรักษาประเพณีตามวัฒนธรรมจีน ซึ่งจะเห็นได้จากการปฏิบัติตามพิธีกรรมในประเพณีต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลของ ตรุษจีน ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลหลักและสำคัญเป็นอย่างมากของวัฒนธรรมจีน ซึ่งมีรูปแบบของประเพณี ที่มีการเฉลิมฉลองพร้อมย้อนรำลึกถึงบรรพบุรุษของต้นกระกูล สื่อให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของความกตัญญูกตเวทีของคนจีนได้อย่างชัดเจน

และในปีนี้ เทศกาลตรุษจีน ตรงกับวันที่ 25 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นปีที่ธุรกิจทุกภาคส่วนมีความกดดันเป็นอย่างมาก เนื่องจากกระแสด้านเศรษฐกิจที่มีสถิติด้านกำลังซื้อในอัตราที่ลดลง ซึ่งส่งผลทำให้เกิดข้อจำกัดในการซื้อ อาทิ เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ  ที่อาจจะถูกซื้อในปริมาณที่จำกัดและเลือกเฉพาะส่วนที่จำเป็นจริง ๆ เพียงเท่านั้น

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า จำนวนเม็ดเงินที่จะถูกใช้จ่ายในช่วงเทศกาลตรุษจีนในปี 2563 ก็จะยังคงหดตัวอยู่เช่นเดียวเมื่อเทียบกับอัตราการใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ๆ

ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงมาจากระบบเศรษฐกิจที่มีการเติบโตต่ำ ทำให้ภาวะการใช้จ่ายและกำลังซื้อในกิจกรรมที่คนไทยเชื้อสายจีนใช้ไปแบบช่วงเทศกาลตรุษจีน มีอัตราที่ลดลง และให้ความสำคัญในกิจกรรมที่มีลำดับความสำคัญน้อยลงด้วยเช่นกัน หรือเรียกง่ายๆ ว่ามีการปรับสัดส่วนของเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ ให้ลดน้อยลงไปนั่นเอง

และในส่วนของเม็ดเงินของการแจกเต๊ะเอีย ก็มีแนวโน้มที่จะลดลงเช่นเดียวกันทั้งในจำนวนคนที่ให้และอัตราเฉลี่ยของจำนวนเงินที่ให้ต่อคน ซึ่งแต่เดิมเงินแต๊ะเอีย ก็ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการกระตุ้นการใช้เงินของภาคผู้บริโภคที่มากขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการซื้อของผู้บริโภคที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน

ตรุษจีนกับวิถีชีวิตคนเชียงใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า วีถีชีวิตของชาวเชียงใหม่ตั้งแต่ดั่งเดิมนั่น ดำเนินไปอยู่ในพื้นฐานของวัฒนธรรมแบบล้านนา ซึ่งมีความเป็นมาที่เก่าแก่และยาวนานไม่แพ้วัฒนธรรมจีนแต่อย่างใด แต่ก็อย่างที่ได้บอกในข้างต้น ว่าสำหรับสังคมประเทศไทยแล้วนั้น มีระบบที่เรียกว่า พหุวัฒนธรรม ที่ไม่ได้มีการปิดกั้นวัฒนธรรมต่าง ๆ หากแต่ยังพร้อมที่เปิดรับ และเรียนรู้ที่จะผสมผสานวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้เข้ากับวัฒนธรรมดั่งเดิมได้อย่างลงตัว

ทำให้เทศกาลตรุษจีนของคนเชียงใหม่ หรืองานเทศกาลตรุษจีนที่จัดขึ้นภายในจังหวัดเชียงใหม่ทุกปี แม้ว่ามันจะมีเอกลักษณ์ของความเป็นวัฒนธรรมจีนอยู่กันมากมาย แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้หรอกว่ามันก็ยังมีกลิ่นอายของความเป็นล้านนาผสานเข้าไปอยู่เช่นกัน

สำหรับในปีนี้ งานเทศกาลตรุษจีนของจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการจัดขึ้น ณ ตรอก “เล่าโจ้ว” ในช่วงตลอดแนวถนนเมรุ ซึ่งมีการตกแต่งด้วยโคมประดับจีน พร้อมแสงไฟมากกว่า 2,000 ลูก ภายในงานมีการแสดงต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น การแสดงกายกรรม นาฎศิลป์ ดนตรีจีน ขบวนแห่วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย

จากข้อมูลข้างต้น แม้ว่าอัตราการใช้จ่ายจะลดลงจากในอดีตเป็นอย่างมาก แต่สำหรับจังหวัดเชียงใหม่แล้วนั้น ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ก็นับว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่การท่องท่องและการใช้จ่ายภายในจังหวัดมีความคึกคักเป็นอย่างมากหากเทียบกับช่วงเวลาปกติ

ถ้าถามว่าในช่วงเวลาเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตที่ต่ำแบบนี้ การจับจ่ายซื้อของในช่วงเทศกาลตรุษจีนภายในจังหวัดเชียงใหม่มีสถานการณ์เป็นอย่างไร ยังมีคนซื้ออยู่มั้ย ขอบอกเลยว่า ความคึกคักในการจับจ่ายเหล่านั้นยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน หากแต่ว่าเม็ดเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมต่าง ๆ นั้น มีอัตราส่วนที่ลดลงไปเพียงเท่านั้นเอง

ตรุษจีนกับวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่

แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดีอย่างไรก็ตามแต่ มนต์เสน่ห์ของเทศกาลตรุษจีนในจังหวัดเชียงใหม่ ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมไม่ได้หายไปไหน พร้อมยังสามารถดึงดูดผู้คนมากมายหลากหลาย ได้เข้ามาสัมผัสกับช่วงเวลาดังกล่าวกันอยู่มากมายไม่ขาดสาย เป็นข้อสรุปที่ว่า ความงดงามของประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่เม็ดเงินที่ใช้ใปในกิจกรรมอย่างแน่นอน

ความสัมพันธ์ “ชาวจีน” กับผู้ปกครองเชียงใหม่ ผ่านความเชื่อและพิธีกรรมในศาลเจ้าจีน

ข้อมูลจาก SILPA MAG ให้ข้อมูลไว้ว่า ชาวจีนกับการเข้ามาในล้านนา ทําให้นําเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ จากเจ้าหลวงถึงกษัตริย์ไทย นําไปสู่ความเข้าใจผ่านงานสถาปัตยกรรมศาลเจ้าจีน เริ่มมาจากที่ชาวจีนและชาวล้านนามีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานทางการค้าขายกับชาวจีนยูนนาน

โดยเส้นทางการค้าและความสัมพันธ์กับระบบเจ้าขุน มูลนายของนายทุนการค้าชาวจีนและเจ้านายฝ่ายเหนือ (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.silpa-mag.com/culture/article_35144 ) ก่อให้เกิด

“การสร้างศาลเจ้าเป็นประเพณีความเชื่อมาแต่โบราณ เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือสร้างเพื่อเป็นศาลเจ้าประจําตระกูลเช่นกัน การสร้างศาลเจ้าตามความนิยมเพื่อแก้บน เพื่อการค้า ศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ ศาลเจ้าในเมืองจีนนอกจากเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านแล้ว ก็ยังเป็นสถานศึกษาของบุตรหลานหรืองานฉลอง ศาสนสถานนั้นก็กลายเป็นแหล่งชุมชนของชนทุกชั้นเหมือนตลาดนัดที่ผู้คนจับจ่ายซื้อของตามประสงค์ ศาลเจ้ายังเป็นศูนย์รวมการละเล่นชนิดต่าง ๆ ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมในงานเทศกาลต่าง ๆ “

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า “เทศกาลตรุษจีนที่เชียงใหม่” ทำไมถึงยังคงสืบต่อมาผ่านลูกค้าหลานชาวมังกรจนถึงปัจจุบันได้อย่างยาวนาน และในปีนี้ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่ค่อยดีหนัก เทศกาลนี้ ประเพณีคงจะต้องปรับตัวเพื่อสืบสานกันต่อไป

รูปภาพจาก https://pantip.com/topic/39372203

บทความโดย : ZG

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

โรงพยาบาลนครพิงค์ !! เปิดตัว คลินิกกัญชาแห่งแรกของเชียงใหม่

Published

on

ล่าสุดวานนี้ (15 มกราคม 2563) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (หรือชาวกระทรวงเรียก หมอหนู) ได้มาเข้าร่วม เปิดคลินิกกัญชาทางการแพทย์ ณ โรงพยาบาลนครพิงค์ โดยได้รับ การสนับสนุนสารสกัดกัญชา จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร สร้างความฮือฮาเป็นอย่างมากให้กับชาวเชียงใหม่

สารสกัดกัญชาได้รับการยืนยันทางการแพทย์แล้วว่าสามารถรักษาโรคได้

โดยได้รับการพิสูจน์ทางหลักวิชาการแล้วว่า กลุ่มโรคลมชักในเด็ก โรคพาร์กินสัน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการใช้ยาเคมีในผู้ป่วยมะเร็ง สามารถรักษาด้วยสารสกัดกัญชา

นอกจากนี้สารสกัดกัญชายังมีบทบาทในแพทย์แผนไทยอีกด้วย

ไม่ว่าจะเป็น อาการนอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ลมจุกเสียด ปวดศีรษะข้างเดียว ไมกรน อาการแข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการปวดตึงเรื้อรัง อาการสั่นจากกลุ่มโรคประสาท อัมพฤกษ์อัมพาต ก็สามารถรักษาด้วยตำรับยาไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม

เวลาเปิดทำการคลินิกกัญชาโรงพยาบาลนครพิงค์

คลินิกกัญชาโรงพยาบาลนครพิงค์ เปิดให้บริการทุกวันพุธ เวลา 13.00-16.30 น. ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าคัดกรองแล้ว 22 คน ส่วนใหญ่ มีอาการนอนไม่หลับ อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็ง ระยะประคับประคอง

โดยนายอนุทินที่กล่าวในงานเปิดว่

“ การดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยสารสกัดจากยาตำรับอาหารไทยที่มีส่วนผสมของเกลือจะเป็นอีกทางหนึ่ง เลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุและหวังว่าแพทย์โรงพยาบาลนครพิงค์จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ประชาชนใช้อาวุธทางการแพทย์ได้อย่างปลอดภัย”

ซึ่งภายในงานแถลงเปิดตัว คลินิกกัญชาโรงพยาบาลนครพิงค์ ได้มีคุณสีนวล ว่าที่ ส.ส. ใหม่พรรคภูมิใจไทย เขต 8 จังหวัดชียงใหม่ตามติดมาร่วมงานด้วยเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.naewna.com/politic/466447

https://mgronline.com/qol/detail/9630000004574
https://siamrath.co.th/n/124995

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

LOCAL

เทศบาลนครเชียงใหม่ จัด Safety Zone รองรับประชาชน ป้องกันวิกฤติมลพิษ PM2.5

Published

on

เทศบาลนครเชียงใหม่ จัด Safety Zone รองรับประชาชนทั่วเมืองเชียงใหม่ ในช่วงวิกฤติมลพิษฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง

หลังจากเชียงใหม่ต้องเผชิญสภาวะวิกฤติมลพิษฝุ่น PM2.5 พุ่งสูง จนติดท็อป 5 เมืองที่อากาศแย่ที่สุดของโลก เทศบาลนครเชียงใหม่ก็ได้จัดให้มี Smog Safety Zone ในหน่วยงานภายใต้สังกัดเทศบาลนครเชียงใหม่ และ สถานบริการที่ร่วมโครงการภายในเขตเทศบาลฯ โดยสามารถเช็คได้จากป้าย ที่มี QR code หรือ http://www.cmcity.go.th/

นอกจากนี้ ประชาชนทุกท่านยังสามารถรับหน้ากากอนามัยได้ โดยแสดงบัตรประชาชนต่อเจ้าหน้าที่ ณ จุดให้บริการของเทศบาลฯ โดยจัดสถานที่ปลอดภัยไว้รองรับทั่วเมืองเชียงใหม่ ดังนี้

จุดที่ให้บริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 น. ถึงเวลา 16.30 น.
1. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดกู่คำ
2. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดท่าสะต๋อย
3. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดศรีสุพรรณ
4. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดเกตการาม
5. ห้องสมุดโรงเรียนชุมชนเทศบาลวัดศรีดอนไชย
6. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลดอกเงิน
7. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดป่าแพ่ง
8. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลศรีปิงเมือง
9. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดพวกช้าง
10. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดเชียงยืน
11. ห้องสมุดโรงเรียนเทศบาลวัดหมื่นเงินกอง
12. ห้องสมุดสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่
13.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลนครเชียงใหม่

จุดที่ให้บริการทุกวัน
14. ห้องสมุดประชาชนศาลาแดง (เวลา 10.00 น ถึง 16.00น )
15. สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ แห่งที่ 3 (เวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น.)

และยังมีอีกหลายสถานที่ โดยท่านสามารถเข้าไปดูแผนที่ Safety Zone ได้ที่ เทศบาลนครเชียงใหม่

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก CM108

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending