Connect with us

NEWS

ติดเทรนด์ทวิต #ขบวนเสด็จ คนวิจารณ์หนัก มาตรการปิดการจราจรในกรุงช่วงค่ำที่ผ่านมา

Published

on

วานนี้ (1 ตุลาคม 2562) มี แฮชแท็ก #ขบวนเสด็จ มีผู้ใช้มาจนขึ้นเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์ (ปัจจุบันยังคงติดอันดับอยู่) โดยส่วนมากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมโพสต์ภาพที่อ้างว่าเป็นมาตรการปิดเส้นทางการจราจร

ผู้ใช้ทวิตเตอร์บัญชี @Fongfaii มีการโพสต์ภาพพร้อมบรรยายว่า มีรถแอมบูแลนซ์จอดติดอยู่ก่อนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีผู้รีทวิตโพสต์และดังกล่าวถึง 1 หมื่น หรือ 10.4K

หรือผู้ใช้ทวิตเตอร์บัญชี @peeoioixx โพสต์ภาพพร้อมระบุว่ามีการบิดเส้นทางการจราจรเมื่อช่วงค่ำที่มาผ่านมาบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเช่นกัน มีผู้รีทวิตโพสต์และภาพดังกล่าวถึง 3 หมื่นกว่าคน หรือ 36.6K

ยังมีทวิต @zunshinex ซึ่งมีคนมารีทวิตถึง 41.6K

ติดขบวนเสด็จค่ะ ที่อนุเสาวรีย์ แล้วรถพยาบาลข้างๆ เรา2คัน รีบๆ เปิดไฟไซเรนและเสียงมา ตำรวจเดินมากลางถนนตรงรถพยาบาล แล้วรถพยาบาลก็ปิดไฟไซเรนและเสียงใดๆ ลง แล้วก็จอดรอนิ่งๆ สงบๆ จนผ่านไปสักพัก ถนนเปิด รถพยาบาลถึงเปิดไซเรนไปต่อได้… #ขบวนเสด็จ เป็นงง

ที่มา : https://prachatai.com/journal/2019/10/84568

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

เมื่อรัฐบาลโดนแฉ จุดกำเนิดความแตกแยกบนโลกโซเชียลที่มาจาก “IO”

Published

on

วิโรจน์แฉ ขบวนการ IO ผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความแตกแยกในโลกโซเชียล โดยมี “นายกฯ ประยุทธ์” เป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้อยู่เบื้องหลัง

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
วิโรจน์แฉIO
วิโรจน์แฉ
อภิปรายไม่ไว้วางใจ
อภิปรายIO
วิโรจน์อภิปรายไม่ไว้วาใจ
วิโรจน์อภิปราย
ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประมาณ 22.10 น.​นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่ามีพฤติกรรมที่ยุยงปลุกปลั่น สร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน โดยทางนายวิโรจน์อ้างว่า หากเราเชื่อมต่อเข้าโลกโซเชียล ณ ช่วงเวลานี้ จะมีเพจปลอม บัญชีปลอม เกิดขึ้นมากมาย เพื่อออกปฏิบัติการคุกคามประชาชน ภายใต้ภารกิจที่ชื่อว่า “IO”

ก่อนเข้าสู่เนื้อหาการอภิปราย ทำความเข้าใจกันก่อนว่า “IO” คืออะไรกันแน่ ?

ขอขอบคุณภาพจาก : The Matter

IO หรือ Information Operation เป็นยุทธการทางข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำข้อมูลข่าวสารมาสนับสนุนฝ่ายตัวเองให้ได้เปรียบในสถานการณ์ อีกทั้งยังสามารถสร้างความยุยงปลุกปั่นได้ด้วย ซึ่งในสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้คือ จะมี IO มากมาย ที่เป็นบัญชีปลอม ให้ความคิดเห็นในโลกโซเชียลมากมาย ที่เป็นผลสนับสนุนฝ่ายตนเอง(ฝ่ายรัฐบาล) รวมถึงทำการยุยงให้แตกแยก ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำหยาบคายที่รุนแรง หรือเลือกโจมตีเฉพาะเจาะจงในโลกโซเชียล ถ้าให้สรุปคำง่ายๆ ว่า IO นั้นคืออะไร ? จะกล่าวได้ว่า

“IO ก็เปรียบเสมือนการประโคมข่าว ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่ข่าวในทางที่ผิด เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม แล้วให้ตัวเองดูเป็นฝ่ายถูกต้อง หรือทำการโต้แย้งปลุกปั่นกับผู้ต่อต้าน”

รู้เท่าทัน IO ก่อนแชร์ข้อมูลเหล่านั้น 

  • บัญชีที่ใช้รูปปลอม รูปโปรไฟล์ก๊อปมาจากอินเทอร์เน็ต
  • ข้อมูลในโปรไฟล์ไม่เป็นปกติ ไม่มีการอัพเดท
  • แสดงความคิดเห็นปกป้องรัฐบาลเกินหน้าเกินตา
  • แนวทางการใช้ภาษาสนับสนุนเหมือนเป็นแพทเทิร์น ที่เตรียมกันมา
  • เบี่ยงประเด็นไปเรื่องอื่นได้เก่ง

หากใช้งานสื่อโซเชียล และรู้สึกสงสัยว่ากำลังต่อล้อต่อเถียงกับ IO อยู่หรือไม่ ให้ลองเช็กเบื้องต้นตามข้อมูลนี้ แล้วก็เลิกแชร์ข้อมูลของพวกเขาเหล่านั้น เพราะความถูกต้องของข้อมูลแทบจะหาแหล่งตรวจสอบไม่ได้ หรือเป็นสิ่งที่พูดขึ้นมาลอยๆ แบบไม่มีมูลเหตุให้เชื่อถือได้

เมื่อ วิโรจน์ ทิ้งบอมบ์การยุยงปลุกปั่นบนโลกโซเชียล

วิโรจน์ได้กล่าวถึงเรื่องปฏิบัติการ IO ว่ามีเป้าหมายเพื่อคุกคามประชาชนที่เห็นต่างกับรัฐบาลในโลกโซเชียล ด้วยการเข้าไปคอมเมนต์ด่าทอ ว่ากล่าวนอกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขุดประวัติขึ้นมาโพสต์ประจาน รวมถึงเป็นต้นตอแห่งความเกลียดชัง ในการนำความคิดของฝ่ายรัฐบาลให้เกิดการโจมตีด้วยคำด่าทอเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นผลเสียต่อประชาชนทั่วไปอย่างมาก เพราะมันจะกลายเป็นเมล็พันธุ์แห่งความเกลียดชัง ที่ฝังรากลึกลงไป แล้วไม่มีวันเอาออกได้ การปฏิบัติการ IO นี้ยังดูเหมือนว่า จะมีผู้สนับสนุนใหญ่ คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลังด้วย 

สิ่งที่นายวิโรจน์ นำหลักฐานออกมาแฉในครั้งนี้ คือ

  • ลักษณะของ IO มีการทำงานซ้ำๆ กันในทุกวัน 
  • พบเอกสารทางราชการ 3 ฉบับ ของกระทรวงกลาโหม
หลักฐานภารกิจ IO
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร
วิโรจน์แฉIO
วิโรจน์แฉ
อภิปรายไม่ไว้วางใจ
อภิปรายIO
วิโรจน์อภิปรายไม่ไว้วาใจ
วิโรจน์อภิปราย
ขอขอบคุณภาพจาก : Facebook วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

ฉบับแรก

โดยฉบับแรกลงวันที่ไว้เมื่อ 25 เมษายน 2562 เนื้อหาในเอกสารฉบับแรกมีการซักซ้อมปฏิบัติการข่าวสารหน่วยเหนือ ให้มีการปฏิบัติทุกวัน มีการสอนว่าโพสต์ไม่ต้องเรียงลำดับข้อมูล เพราะงั้นอาจถูกจับได้ว่าเป็นบัญชีปลอม เนื้อหาในฉบับแรกนี้ มีการระบุเรื่องการสนับสนุนค่าอินเทอร์เน็ตให้ทุกสิ้นเดือน เป็นจำนวน 2,000บาท/เดือน

เนื้อหาเอกสาร IO 
แฉเอกสารลับ
เปิดโปง
ขอขอบคุณภาพจาก : Facebook วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

            ฉบับที่สอง

ฉบับนี้ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ที่อ้างไปถึงการประชุมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่อ้างว่าเป็นข้อสั่งการของทหารระดับนายพลโท ให้หน่วยระดับกองพล ระดับกรม ยืนยันตัวผู้ปฏิบัติข่าวสาร ที่จัดตั้งไว้ทั้งหมดหน่วยละ 5 นาย ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ที่ต้องมีการส่งข้อมูลเพื่อตรวจสอบตลอด มีการวิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ เพื่อทำการตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอในทุกวันจันทร์-ศุกร์ โดยทางกองทัพบกยังได้จัดสรรงบประมาณไว้ให้หน่วย IO อีกคนละ 300 บาท/นาย อีกทั้งยังมีเงินรางวัลจากประกาศนยีบัตรด้วยว่า เพจไหนที่มีผู้ติดตามสูง จะได้เงินรางวัลที่ 3,000 บาท 

            ฉบับที่สาม

ในฉบับที่ 3 นี้เป็นอีกหนึ่งฉบับที่ลงบันทึกไว้เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 เช่นกัน ว่าจะมีการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้อีกนายละ 100 บาท ซึ่งการสั่งการแบบนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยพลการ เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

หลังจากที่อภิปรายเรื่องเอกสารทั้ง 3 ฉบับเสร็จ ทางด้านนายวิโรจน์ยังเสริมข้อมูลเข้าไปอีกว่า ปฏิบัติการกลุ่ม IO นั้นมีกว่า 20 ภารกิจ โดยจะมีกรุ๊ปไลน์ 3 กรุ๊ปใหญ่ แบ่งเป็น 

  • กลุ่มแรก เป็นของผู้บัญชาการภารกิจ
  • กลุ่มสอง เป็นของหน่วยส่งมอบภารกิจให้หน่วยปฏิบัติการ
  • กลุ่มสาม เป็นของหน่วยวัดผลและรายงานผลภารกิจในแต่ละวัน
ขอขอบคุณภาพจาก : Facebook วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

ในการอภิปรายมีการยกตัวอย่างกรุ๊ปไลน์ที่มีชื่อว่า “รายงานมิติเพจในพื้นที่ ทภ.2” พร้อมแจก QR code กลุ่มว่ามีอยู่จริง โดยในหน่วยปฏิบัติการ IO นี้จะแบ่งแยกหน้าที่ออกเป็นหลายรูปแบบ ทั้งการโจมตีด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทำให้แตกแยก อย่าง เรื่องการยกเลิกเกณฑ์ทหาร รวมถึงการกดโกรธ กดเศร้า ให้กับโพสต์ที่แสดงความคิดเห็นตรงข้ามกับรัฐบาล พร้อมโพสต์ข้อความอวยให้กับรัฐบาล โดยจะมีทั้งเพจ และบัญชีปลอม ที่คอยเข้าไปคอมเมนต์ตามรายละเอียดภารกิจ IO นี้ด้วย 

ซึ่งภายหลังกลุ่ม “รายงานมิติเพจในพื้นที่ ทภ.2” ที่นายวิโรจน์ ได้ทำการแจก QR code เอาไว้ ก็ถูกประชาชนบุกเข้าไปสังเกตการณ์ทำงาน จนตอนนี้กลุ่มดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อไปจากเดิมทุก 1 นาที 

นายวิโรจน์ ได้กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อไปว่า นี่คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการนำภาษีของประชาชน มาทำเรื่องการยุยงปลุกปลั่น ที่ไม่ก่อให้เกิดเรื่องความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด เป็นเพียงการสืบทอดอำนาจของตนจากยุคคณะรักษาความสงบ(คสช.) เพียงเท่านั้น วิโรจน์ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ที่เราเกลียดกันวันนี้ ไม่ใช่เพราะอยู่ดีๆ เราเกลียดกัน แต่เราถูกกระบวนการ IO ยุยงปลุกปั่น จนเกิดความแตกแยก โดยที่ไม่สามารถหาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงมาโต้เถียงกันแทนคำด่าทอได้เลย”

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

NEWS

ข่าวด่วน!! ไทยพบผู้ป่วย โควิด-19 เพิ่มอีก 3 รายและกำลังซุปเปอร์สเปรดเดอร์

Published

on

ความคืบหน้า สถานการณ์ โรคไวรัสโควิด-19 ในวันนี้ ได้รับการยืนยันแล้วว่า ไทยพบผู้ป่วย โควิด-19 เพิ่มอีก 3 รายเผยเป็นคนไทยครอบครัวเดียวกัน ซึ่งกลับมาจาก ฮอกไกโด

เรียกได้ว่าอันตรายขึ้นมาทุกวัน กับ สถานการณ์ของ เชื้อไวรัส โควิด-19 โดยล่าสุด พบผู้ป่วยอีก 3 ราย คนแรกเป็นชายไทย 65 ปี มีประวัติเดินทางไปฮอกไกโด โดยมีอาการรุนแรง เนื่องจากทิ้งอาการป่วยไว้หลายวัน คนที่สองเป็นหญิงไทย เป็นภรรยาชายคนที่ 1 ไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยกัน มีไข้ไอ วันที่ 3 รับการรักษาที่บำราศนราดูร คนสุดท้ายหลานชาย วัย 8 ขวบ ไม่ได้ไปเที่ยวด้วย แต่อยู่ใกล้ชิดสัมผัส

โดยคุณปู่วัย 65 ปีรายนี้ ไม่ยอมทำตามขั้นตอนคำแนะนำที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนำไว้ เมื่อกลับมาจากประเทศเสี่ยงแล้วยังติดต่อคนในบ้าน และยังสัญจรไปมาด้วยส่วนหนึ่ง ถ้ากรณีตรวจไม่เจอได้เร็วเสียก่อน โอกาสที่จะเป็นซุปเปอร์สเปรดเดอร์ได้มีสูงมากเลยทีเดียว!!

สถานการณ์ปัจจุบันน่าเป็นห่วงแค่ไหน ?

กระทรวงสาธารสุข ยืนยันว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในระยะที่ 2 ยังไม่เกิดการระบาดในประเทศ และไม่มีการพบผู้ป่วย ‘Super Spreader’ (คนที่มีความสามารถในการแพร่โรคติดต่อไปยังผู้อื่นเป็นจำนวนมาก)  เพราะผู้ป่วยรายนี้เมื่อมีอาการป่วยก็เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และขณะนี้สถานการณ์โรคนี้ในประเทศไทยยังอยู่ระยะที่ 2 ยังไม่เข้าระยะที่ 3”นายแพทย์สุขุมกล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้สั่งคุมเข้มมาตรการคัดกรองผู้เข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง ทั้งขยายประเทศเสี่ยง พื้นที่เสี่ยง และกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนี้ยังได้ขยายการตรวจทางห้องปฏิบัติการไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 13 แห่ง โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ

ในตอนนี้คนไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไรต่อไป?

1.เลี่ยงเดินทางไปยังประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย จีน และเขตปกครองพิเศษ ประกอบด้วย ฮ่องกง, มาเก๊า และ ไต้หวัน รวมถึงประเทศอื่นๆ อย่าง สิงคโปร์, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อิตาลี และ อิหร่าน 

2.หากกลับมาจากต่างประเทศแนะนำให้กักตัวเองในห้อง 14 วัน เพื่อเช็กอาการให้แน่ใจ และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ ซึ่งเชื้อโควิด – 19 นั้นเป็นเชื้อที่ไม่แสดงอาการ ที่สำคัญต้องกินร้อนช้อนกลาง และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง และหากเป็นไปได้ไม่ต้องไปในสถานที่ที่มีคนเยอะด้วย

3.หากมีไข้ ไอ ให้รีบพบแพทย์พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง อย่ากลัวที่จะบอกหมอว่าเดินทางมาจากประเทศเสี่ยง จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยให้ได้รับการวินิจฉัยรักษาโรคได้รวดเร็ว 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

Goldman Sachs ปรับ GDP ไทยเหลือเพียง 1% เท่านั้น หลังต้องเผชิญวิกฤตไวรัส COVID-19

Published

on

บทวิเคราะห์เศรษฐกิจจาก Goldman Sachs ได้ปรับลด GDP ไทยปีนี้ลงมาเหลือแค่ 1% เป็นผลจากไวรัส COVID-19 ที่ส่งผลกระทบทั่วเอเชีย

Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์เศรษฐกิจในทวีปเอเชีย ซึ่งได้ปรับลด GDP ของประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียใหม่หมด หลังจากที่เกิดการแพร่กระจายของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนที่คาดว่า GDP ในไตรมาส 1 นี้จะเติบโตเหลือเพียงแค่ 2.5% เท่านั้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจประเทศต่างๆ มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศจีนนั้น Goldman Sachs มองว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แย่กว่าที่คาดไว้ ทำให้ปัจจุบันภาคการผลิตและภาคการบริโภคในประเทศจีนย่ำแย่กว่าที่คาดไว้อย่างมาก แม้ว่ารัฐบาลจีนจะพยายามควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อตัวเศรษฐกิจจีนเองด้วย โดยข้อมูลการใช้ไฟฟ้าในจีนหลังจากช่วงตรุษจีนถือว่าต่ำที่สุดในรอบหลายปี

แต่ในทางกลับกัน Goldman Sachs คาดว่าเศรษฐกิจในจีนในไตรมาส 2 และ 3 จะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังคาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงินและการคลังจะออกมาชุดใหญ่ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ซบเซาในไตรมาสแรก

สำหรับประเทศไทยนั้น Goldman Sachs ได้ปรับลด GDP ไทยปีนี้เหลือเพียงแค่ 1% เท่านั้น จากการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.1% เนื่องจากไทยเองก็เป็น 1 ในประเทศที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศจีนในช่วงที่ผ่านมา โดยถ้าหากนักท่องเที่ยวจีนหายไป 20% จะส่งผลกระทบต่อ GDP ไทยทั้งปีประมาณ 0.6% และยังรวมไปถึงประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง หรืองบประมาณที่ล่าช้า

จากสิ่งที่เกิดขึ้น คาดว่าธนาคารกลางในแต่ละประเทศจะเตรียมนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มขึ้น และในประเทศไทยเอง Goldman Sachs คาดว่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจากธนาคารแห่งประเทศไทยลงอีก 0.25% ด้วย

แต่สิ่งสำคัญที่สุดในรายงานของ Goldman Sachs คือการควบคุมการระบาดของไวรัส COVID-19 ไม่ให้แพร่กระจายมากไปกว่านี้คือเรื่องที่สำคัญที่สุด นอกจากจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อด้านการบริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ให้กลับมาเป็นปกติได้อีกด้วย

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก Brand Inside

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending