Connect with us

NEWS

กรมควบคุมโรคเตือน! อย่ากินหมูกึ่งสุก กึ่งดิบ เสี่ยงโรคไข้หูดับ

Published

on

กรมควบคุมโรคเตือน! อย่ากินหมูกึ่งสุก กึ่งดิบ เสี่ยงโรคไข้หูดับ ภาคเหนือพบมากสุด เสียชีวิตแล้ว 28 ราย

นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมามีรายงานพบผู้ป่วยโรคไข้หูดับประปรายบางพื้นที่ และช่วงนี้มีกิจกรรมที่ประชาชนทำร่วมกันและอาจจะปรุงอาหารรับประทานกันเอง เช่น จัดงานบุญกฐิน งานประเพณี งานรื่นเริงต่างๆ เป็นต้น กรมควบคุมโรค จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังเรื่องการประกอบอาหารและรับประทานอาหาร โดยขอให้เน้นการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใหม่ และสะอาด โดยเฉพาะเนื้อหมูที่ชำแหละกันเองในหมู่บ้าน และนำมารับประทานดิบ หรือกึ่งสุก กึ่งดิบ เช่น ลาบ ก้อย หลู้หมูดิบ เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับได้

ข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 ตุลาคม 2562 พบผู้ป่วยโรคไข้หูดับ จำนวน 337 ราย เสียชีวิต 28 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด คือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 55-64 ปี และ 45-54 ปี ตามลำดับ ส่วนภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคเหนือ พบผู้ป่วย 230 ราย คิดเป็นร้อยละ 68 ของผู้ป่วยทั้งหมด และเสียชีวิต 19 ราย จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ แพร่ กำแพงเพชร และน่าน ตามลำดับ

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็ปโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis)  โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย ซึ่งโรคนี้ติดต่อได้ 2 ทาง คือ  1.การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อนี้ รวมทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค โดยติดต่อสู่คนผ่านทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตา  2.การบริโภคเนื้อหมู หรือเลือดหมูที่ปรุงดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ หลังรับประทาน 3-5 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะ จนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการกินหมูดิบให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์และวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดหูหนวกและการเสียชีวิตได้

สำหรับวิธีการป้องกันโรค ที่กรมควบคุมโรคแนะนำ คือ
1.รับประทานหมูสุกเท่านั้น โดยปรุงเนื้อหมูให้สุกทั่วถึงจนเนื้อไม่มีสีแดง ไม่เติมหรือใส่เลือดดิบในอาหาร และควรเลือกซื้อเนื้อหมูที่ไม่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากโรงฆ่าสัตว์
2.ผู้ที่สัมผัสกับหมูที่ติดโรค โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง

ทั้งนี้ ผู้ที่เสี่ยงต่อกาเกิดโรคไข้หูดับ คือ ผู้รับประทานหมูดิบหรือมีเลือดหมูดิบในอาหาร ผู้ที่สัมผัสกับสุกรที่  ติดโรคโดยตรง เช่น ผู้เลี้ยงสุกร ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อสุกร เป็นต้น กลุ่มที่เสี่ยงมีอาการป่วยรุนแรงถ้าติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ที่ติดสุราเรื้อรัง ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ไตวาย มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคลดลง โรคนี้รักษาหายขาดได้ ดังนั้น หากมีอาการข้างต้นภายหลังจากรับประทานอาหารที่ปรุงมาจากเนื้อหมู เลือดดิบๆ หรือปรุงสุกๆ ดิบๆ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ขอบคุณข้อมูลจาก cm108.com

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

ผู้บริหาร เอช.ไอ.พี. มาร์เก็ตติ้ง สตูดิโอ และ ซีเอ็มดี นิวส์ (เชียงใหม่) ผู้หลงไหลในการพัฒนาดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง การเมือง และการท่องเที่ยว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

ตั้งสติก่อนสแกน แอปฯไทยชนะ เข้าถึงรูปและวิดีโอบนมือถือผู้ใช้จริง หรือ ไม่ ???

Published

on

By

“ไทยชนะ” ยังไม่ชนะใจผู้ใช้งานบางส่วน ล่าสุดกูรูด้านไอทีกลับมองเห็นปัญหาและสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่พวกเขามองว่าไม่จำเป็นต่อการติดตามผู้เสี่ยงสัมผัสโรค แล้ว แอปฯไทยชนะ เข้าถึงรูปและวิดีโอบนมือถือผู้ใช้จริง หรือ ไม่ ???

แอปพลิเคชั่น “ไทยชนะ” เป็นแอปฯบนมือถือของธนาคารกรุงไทยที่รัฐบาลให้ประชาชนนำมาใช้ลงทะเบียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตใหม่ กล่าวคือ เมื่อจะเข้าห้าง ร้านสะดวกซื้อหรือสถานที่ใดก็ตาม เราจะถูกพนักงานบอกให้ “สแกนคิวอาร์โค้ด” หลายข่าวที่ออกมาบอกว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะผู้ใช้จะต้องอนุญาตให้แอปฯเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ รวมถึงรูปภาพและวิดีโอ

นอกจากนี้  ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม บอกว่าแพลตฟอร์มไทยชนะนี้ทำให้เขารู้สึกว่า “สิทธิของประชาชนบางมาก”

โดยนายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเวป Kapook.com ได้ออกมาเตือนผ่านเฟสบุ๊คว่า การใช้งานตามฟังก์ชั่นของแอปฯไทยชนะ ผู้ใช้จะถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ตำแหน่งของโทรศัพท์ได้แบบแม่นยำ จากพิกัดดาวเทียม นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงรูปภาพและไฟล์วิดีโอต่างๆได้ พร้อมกับทิ้งคำถามส่งท้ายว่า มีความจำเป็นจะต้องขอเข้าถึงตำแหน่งและรูปภาพ วิดีโอของผู้ใช้หรือไม่ นี่คือการยินยอมให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของท่านนะครับ

การเคลื่อนไหวล่าสุดจากรัฐบาล

แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เปิดเผยผ่านทวีตเตอร์โดยอ้างอิงข้อมูลจากบล็อก somkiat.cc ว่าแอปฯไทยชนะได้อัปเดตเป็นเวอร์ชั่น 1.1.0 โดยไม่มีการเข้าถึง Storage แล้ว

ต่อมาทางด้าน นพ.พลวรรธน์ วิทูรชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า แอปพลิเคชั่น ไทยชนะ เป็นของทางราชการ และได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อป้องกันโรค ไม่มีเหตุผลด้านอื่น ซึ่งจะมีการเคลียร์ระบบทุกๆ เที่ยงคืน

สรุปข้อดีของแอปฯ ไทยชนะ

  • สามารถเช็คเอาต์หลังใช้บริการเมื่อไรก็ได้ สามารถเช็คเอาท์เมื่อเดินไปถึงที่จอดรถหรือต้องถือของจากร้านค้าและห้างจำนวนมาก แต่ต้องพยายามทำให้เร็วที่สุด 
  • ป้องกันคิวอาร์โค้ดปลอม 
  • ป้องกันการกรอกเบอร์โทรศัพท์ผิด 
  • มีความรวดเร็ว 
  • มีระบบปฏิบัติการทั้งระบบแอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป และไอโอเอส ตั้งแต่เวอร์ชั่น 9 ขึ้นไป (พร้อมดาวน์โหลดวันที่ 29-30 พ.ค.) 
  • การค้นหาร้านง่ายกว่าเดิม สามารถค้นกิจการ กิจกรรมหรือร้านค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น โดยต้องอนุญาตให้เปิดระบบนำทางก่อน 
  • ข้อมูลแสดงเฉพาะสถานที่ที่ไปในวันนั้น ๆ เท่านั้น แล้วระบบจะลบข้อมูลออกวันต่อวัน
  • ยืนยันว่าข้อมูลใช้เฉพาะการควบคุมป้องกันโรค ไม่ได้สนใจตัวคน ระบบสนใจการประเมินร้าน ความหนาแน่นของร้านเนื่องจากหากมีผู้ใช้บริการมากจะกลายเป็นจุดเสี่ยง ขณะที่กรมควบคุมโรคเป็นผู้ใช้ข้อมูลนี้เท่านั้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

แพทย์ศิริราชเตือน! ไม่ทำตามมาตรการ ‘โควิด-19’ รอบ 2 มาแน่! ระบาดหนักกว่าเดิม

Published

on

คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชเตือน! คลายล็อคประเทศระวังโควิด-19 หวนกลับมาระบาดรอบ 2 คราวนี้อาจจะตายมากกว่าเดิม 1 เท่า! เคร่งให้ทุก ๆ  คนช่วยกันดำเนินตามมาตรการอย่าให้การ์ดตก

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงความคิดเห็นผ่าน ‘Mahidol Channel’ เกี่ยวกับโรคโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 ว่า ไทยเรามีโอกาสเจอการระบาดรอบที่ 2 ครั้งนี้จะกลับมาระบาดและเสียชีวิตมากขึ้นอีก 1 เท่าตัว ถ้าหากมีการติดเชื้อวันละ 100 คน การแพร่กระจายจะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลัง 2 ไม่ใช่คูณ 2

ที่ครั้งนี้คณบดีคณะแพทย์ออกมาเตือนครั้งนี้ ไม่ใช่การขู่ แต่ต้องการมาเตือนให้ทุกคนเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะโดยปกติจะกลับมาอีกระลอกอยู่แล้ว ซึ่งคณบดีมีความกังวลมากว่า หากมีการระบาดอีกครั้งในรอบที่ 2 จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นมากแค่ไหน สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว แต่ไม่เสียชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ติดเชื้อ แค่มีโอกาสหายไวกว่าผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรกเท่านั้นเอง

คณบดียังบอกอีกว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมเชื้อโควิด-19 ได้ดี นั้นเป็นเพราะการช่วยเหลือจากทุกท่านคือ การอยู่บ้าน สวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ รวมถึงการรักษาระยะห่าง

กับอีกกลุ่มที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ของโควิด-19 ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหรือไม่ จะมาจาก ผู้บริหารประเทศ ที่เป็นผู้จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ และที่สำคัญไม่ควรจะปกปิดข้อมูลความจริงกับประชน

ต่อมาคือ ผู้ประกอบการ ควรเป็นอีกกระบอกเสียง เพื่อช่วยลดการแพร่กระจาย ควรทำตามกฎระเบียบที่ทางภาครัฐกำหนดออกมา และที่สำคัญผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการร้านนั้น ๆ ต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกครั้ง โดยไม่มีข้อแม้

และสุดท้ายคือ คนไทยเอง ควรดูแลตัวเองเสมอ รักษาความสะอาด ปฏิบัติตามระเบียบการที่ภาครัฐหรือร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้เป็นผู้กำหนดมาตรการในการเข้าใช้บริการ

หากกลุ่มนี้ทั้งผู้บริหารประเทศ ผู้ประกอบการและคนไทย ช่วยกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เราก็อาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เจอการระบาดระลอก 2 แน่นอน!

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

โควิดทำพิษ! สั่งอาหารเดลิเวอรี่ทำขยะพลาสติกพุ่ง 60%

Published

on

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 เขตเมืองต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มีปริมาณขยะรวมลดลง โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ ลดลงจากปกติ 10,560 ตันต่อวัน เป็น 9,370 ตันต่อวัน หรือลดลง 11% ภูเก็ต ลดลงจาก 970 ตันต่อวัน เป็น 840 ตันต่อวัน ลด 13% นครราชสีมา ลดลงจาก 240 ตันต่อวัน เป็น 195 ตันต่อวัน ลดลง 19% เมืองพัทยา จาก 850 ตันต่อวัน เป็น 380 ตันต่อวัน ลด 55% เป็นต้น 

แต่ที่น่าสังเกตคือสัดส่วนขยะพลาสติกกลับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยสาเหตุน่าจะมาจากการสั่งอาหารรูปแบบดีลิเวอรี ส่งถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีหลายจังหวัดในประเทศไทย ทำให้ขยะพลาสติก เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในเขตกรุงเทพฯและเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวต่อว่า การบริการอาหารในรูปแบบดีลิเวอรี เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง พร้อมๆ กับการเติบโตของระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีการขยายตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ต่างๆ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และการเดินทางที่ไม่สะดวก ก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่าจะเติบโตประมาณในสถานการณ์ปกติปีละ 10-20% แต่ในช่วงโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน มี.ค.และ เม.ย.นั้นได้มีการเติบโตมากว่า 300%

จากรายงานของกรุงเทพฯ พบปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด 3,440 ตัน/วัน ของปริมาณขยะทั้งหมด 9,370 ตันต่อวัน ในเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 2,120 ตันต่อวัน โดยเพิ่มขึ้น 1,320 ตัน/วัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 62% ประกอบด้วย ขยะพลาสติกรีไซเคิลได้ 660 ตัน/วัน และขยะพลาสติกปนเปื้อน 2,780 ตัน/วัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีปริมาณขยะพลาสติกปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจากช่วงสถานการณ์ปกติ อาจมีสาเหตุมาจากมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ การสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหารดีลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดขยะพลาสติกไม่น้อยกว่า 5 ชิ้นต่อการสั่งอาหารแต่ละครั้ง หรืออาหารบางประเภทอาจมากถึง 10 ชิ้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending