Connect with us

NEWS

น่าคิด! เชียงใหม่จากเมือง Slow Life ก้าวสู่เมือง Top 10 ฆ่าตัวตายเยอะที่สุด

Published

on

เชียงใหม่ เมืองแห่ง Slow Life สู่ อันดับ 1 ใน 10 ของจังหวัดที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุด

จากข่าวการเสียชีวิตของคนดังอย่าง “การฆ่าตัวของดาราเกาหลีคูฮารา” สู่ “คดีลูกค้าหั่นศพแม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา” รวมถึงการฆ่าตัวตายรายวันไม่ว่าจะในพื้นที่ใดของโลกล้วนเป็นเรื่องที่นี่สลดหดห

โู่ดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่และอีกหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ที่มีข่าวฆ่าตัวตายไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ใดในประเทศไทยเลยทีเดียว จากสถิติพบว่า เชียงใหม่ได้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของจังหวัดที่มีอัตราฆ่าตัวตายสูงที่สุดไปแล้ว

ทำให้เราก็อาจจะต้องตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า “เชียงใหม่เมืองที่เคยเป็นเมืองแห่งชีวิต SLOW LIFE แต่ทำไมผู้คนกลับมีความเครียดสูงขนาดนี้ ?”

อ้างอิงจากสถิติการฆ่าตัวตายสำเร็จในเชียงใหม่ปี 2560 พบว่า มีจำนวน 161 คน แบ่งเป็นเพศชาย 125 คน เพศหญิง 36 คน โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 26-60 ปี

สาเหตุของการฆ่าตัวตาย 3 อันดับแรก คือ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มสุรายาเสพติด ผู้ป่วยเรื้อรัง และผู้ที่ขัดแย้งกับคนใกล้ชิด (อ้างอิงจาก : เว็บไซต์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ : 14 ม.ค. 2561 13:25)

และพบว่าปัญหา สาเหตุการฆ่าตัวตาย และ สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้าในเชียงใหม่นั้นเกิดจาก 3 ตัวกระตุ้นหลัก คือ

1.การถูกประเมิน เช่น ผลการสอบหรือเกรดผิดจากคาดหวังมีโอกาสเสียศูนย์ หากไม่ได้เกรด A จะรู้สึกผิดกับพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นบุคคลสำคัญของเรา

2.เงินทอง

3. ความรัก ไม่ใช่แค่รักฉันท์หนุ่มสาว แต่เป็นความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน การเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม (อ้างอิงจาก กรมสุขภาพจิต : 15 มีนาคม 2562)

ซึ่งทางกรมสุขภาพจิตและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตระบุว่า “ผู้ที่เสี่ยงโรคซึมเศร้า เน้นหลักปฐมพยาบาลใจ 3 ส.” คือ

1.สอดส่องมองหาผู้ที่มีอาการผิดปกติ (Look)

2.ใส่ใจรับฟังอารมณ์ความรู้สึก ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว (Listen)

3.ส่งต่อเชื่อมโยง (Link) ในรายที่ยังไม่ดีขึ้น เครียดรุนแรง หรือมีความคิดเบื่อโลก ให้รีบแจ้งส่งต่อให้บุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ทันที เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที

โดยสามารถรับคำปรึกษาได้ที่ สถานบริการสาธารณสุขทุกแห่ง หรือ สายด่วนสุขภาพจิตได้ที่ : 1323

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 2 Average: 3.5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

แพทย์ศิริราชเตือน! ไม่ทำตามมาตรการ ‘โควิด-19’ รอบ 2 มาแน่! ระบาดหนักกว่าเดิม

Published

on

คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชเตือน! คลายล็อคประเทศระวังโควิด-19 หวนกลับมาระบาดรอบ 2 คราวนี้อาจจะตายมากกว่าเดิม 1 เท่า! เคร่งให้ทุก ๆ  คนช่วยกันดำเนินตามมาตรการอย่าให้การ์ดตก

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงความคิดเห็นผ่าน ‘Mahidol Channel’ เกี่ยวกับโรคโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 ว่า ไทยเรามีโอกาสเจอการระบาดรอบที่ 2 ครั้งนี้จะกลับมาระบาดและเสียชีวิตมากขึ้นอีก 1 เท่าตัว ถ้าหากมีการติดเชื้อวันละ 100 คน การแพร่กระจายจะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลัง 2 ไม่ใช่คูณ 2

ที่ครั้งนี้คณบดีคณะแพทย์ออกมาเตือนครั้งนี้ ไม่ใช่การขู่ แต่ต้องการมาเตือนให้ทุกคนเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะโดยปกติจะกลับมาอีกระลอกอยู่แล้ว ซึ่งคณบดีมีความกังวลมากว่า หากมีการระบาดอีกครั้งในรอบที่ 2 จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นมากแค่ไหน สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว แต่ไม่เสียชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ติดเชื้อ แค่มีโอกาสหายไวกว่าผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรกเท่านั้นเอง

คณบดียังบอกอีกว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมเชื้อโควิด-19 ได้ดี นั้นเป็นเพราะการช่วยเหลือจากทุกท่านคือ การอยู่บ้าน สวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ รวมถึงการรักษาระยะห่าง

กับอีกกลุ่มที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ของโควิด-19 ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหรือไม่ จะมาจาก ผู้บริหารประเทศ ที่เป็นผู้จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ และที่สำคัญไม่ควรจะปกปิดข้อมูลความจริงกับประชน

ต่อมาคือ ผู้ประกอบการ ควรเป็นอีกกระบอกเสียง เพื่อช่วยลดการแพร่กระจาย ควรทำตามกฎระเบียบที่ทางภาครัฐกำหนดออกมา และที่สำคัญผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการร้านนั้น ๆ ต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกครั้ง โดยไม่มีข้อแม้

และสุดท้ายคือ คนไทยเอง ควรดูแลตัวเองเสมอ รักษาความสะอาด ปฏิบัติตามระเบียบการที่ภาครัฐหรือร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้เป็นผู้กำหนดมาตรการในการเข้าใช้บริการ

หากกลุ่มนี้ทั้งผู้บริหารประเทศ ผู้ประกอบการและคนไทย ช่วยกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เราก็อาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เจอการระบาดระลอก 2 แน่นอน!

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

โควิดทำพิษ! สั่งอาหารเดลิเวอรี่ทำขยะพลาสติกพุ่ง 60%

Published

on

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 เขตเมืองต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มีปริมาณขยะรวมลดลง โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ ลดลงจากปกติ 10,560 ตันต่อวัน เป็น 9,370 ตันต่อวัน หรือลดลง 11% ภูเก็ต ลดลงจาก 970 ตันต่อวัน เป็น 840 ตันต่อวัน ลด 13% นครราชสีมา ลดลงจาก 240 ตันต่อวัน เป็น 195 ตันต่อวัน ลดลง 19% เมืองพัทยา จาก 850 ตันต่อวัน เป็น 380 ตันต่อวัน ลด 55% เป็นต้น 

แต่ที่น่าสังเกตคือสัดส่วนขยะพลาสติกกลับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยสาเหตุน่าจะมาจากการสั่งอาหารรูปแบบดีลิเวอรี ส่งถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีหลายจังหวัดในประเทศไทย ทำให้ขยะพลาสติก เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในเขตกรุงเทพฯและเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวต่อว่า การบริการอาหารในรูปแบบดีลิเวอรี เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง พร้อมๆ กับการเติบโตของระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีการขยายตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ต่างๆ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และการเดินทางที่ไม่สะดวก ก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่าจะเติบโตประมาณในสถานการณ์ปกติปีละ 10-20% แต่ในช่วงโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน มี.ค.และ เม.ย.นั้นได้มีการเติบโตมากว่า 300%

จากรายงานของกรุงเทพฯ พบปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด 3,440 ตัน/วัน ของปริมาณขยะทั้งหมด 9,370 ตันต่อวัน ในเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 2,120 ตันต่อวัน โดยเพิ่มขึ้น 1,320 ตัน/วัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 62% ประกอบด้วย ขยะพลาสติกรีไซเคิลได้ 660 ตัน/วัน และขยะพลาสติกปนเปื้อน 2,780 ตัน/วัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีปริมาณขยะพลาสติกปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจากช่วงสถานการณ์ปกติ อาจมีสาเหตุมาจากมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ การสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหารดีลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดขยะพลาสติกไม่น้อยกว่า 5 ชิ้นต่อการสั่งอาหารแต่ละครั้ง หรืออาหารบางประเภทอาจมากถึง 10 ชิ้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

เตรียมตัว มิถุนายน นี้ค่าไฟกลับมาปกติแล้ว!

Published

on

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ได้มีนโยบายปรับลดค่าไฟฟ้าให้ประชาชน แต่ว่าในเดือนมิถุนายนนี้ ยังไม่มีมติการต่อนโยบายดังกล่าว 

ขอขอบคุณภาพจาก : ข่าวสด

จากการรายงานข่าวของ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยต่อสื่อว่า ยังไม่มีนโยบายต่ออายุมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้า ที่จะครบกำหนดในเดือนพฤษภาคม เว้นแต่การงดเว้นเก็บค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไม่เกิน 150 หน่วย และส่วนลดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 800 หน่วย ที่ให้จ่ายค่าไฟเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์

  • ส่วนลด 50% สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 800 – 3,000 หน่วย 
  • ส่วนลด 30% สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าเกิน 3,000 หน่วย
  • ลดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสุทธิที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มลงอีก 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท 

ซึ่งส่วนลดดังกล่าวมีอายุมาตรการตั้งแต่เดือน มีนาคม – พฤษภาคม ทั้งนี้แม้ที่ประชุม ครม. จะเห็นชอบให้ขยายช่วงเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือน คือสิ้นสุดเดือนมิถุนายน และเป็นช่วงหน้าฝนพอดี อากาศไม่ร้อนอบอ้าวเหมือนเดือนเมษายน ทำให้การใช้ไฟฟ้าลดน้อยลง ทั้งนี้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ระบุว่า มาตรการที่ออกมาก่อนหน้านี้ เพราะว่ามีนโยบายการทำงานแบบ Work From Home ทำให้การใช้ค่าไฟเพิ่มขึ้น แต่เดือนหน้าคาดว่าจะเข้าสู่ความปกติ จึงอยากเตือนประชาชนให้ใช้ไฟอย่างคุ้มค่า และประหยัด 

ขอขอบคุณภาพจาก : การไฟฟ้านครหลวง

ในช่วงที่ผ่านมาวงเงินเยียวยาลดภาระค่าไฟฟ้า 2 มาตรการ คือ การใช้ไฟฟรี กับ มาตรการลดค่าไฟ 30 และ 50 เปอร์เซ็นต์ ดูแลกว่า 22 ล้านครัวเรือน ใช้วงเงินทั้งสิ้น 23,688 ล้านบาท ส่วนมาตรการลดค่าไฟ 3% ใช้ไปประมาณ 5,610 ล้านบาท

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending