Connect with us

NEWS

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกาศ”สงวนสิทธิ์การเข้า-ออกมหาลัย หวังลดปริมาณรถ”

Published

on

Credit Photo : SCMC : Smart Campus Management Center

เตือนกันอีกครั้ง !! เมื่อล่าสุดทาง “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอสงวนสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่สำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเข้า-ออก มหาวิทยาลัยวัตถุประสงค์ของมาตรการตรวจบัตรผ่านเข้า – ออก 24 ชั่วโมง

วัตถุประสงค์ของมาตรการตรวจบัตรผ่านเข้า – ออก 24 ชั่วโมง

1. เพื่อลดจำนวนยานพาหนะที่ใช้เส้นทางภายในมหาวิทยาลัย
เป็นทางผ่านเข้า-ออก ซึ่งมีมากกว่า 5,000 คัน/วัน

2. ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ อันเนื่องมาจากการจราจรติดขัดในช่วงเวลาเร่งด่วน

3. สามารถติดต่อกับผู้ใช้รถใช้ถนนได้อย่างสะดวกรวดเร็วในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หรือกรณีทำผิดกฎจราจรภายในมหาวิทยาลัย เช่น จอดรถกีดขวางทางจราจร หรือจอดรถในที่ห้ามจอด เป็นต้น

แต่หากคุณยังไม่มีบัตรก็ยังสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับบัตรได้ที่

สามารถลงทะเบียนได้ทางเว็บไซต์ http://www.scmc.cmu.ac.th/ และติดต่อรับบัตรได้ที่ศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ มช. สำนักงานมหาวิทยาลัย 3 ชั้น 2 ในว้นและเวลาราชการ

ในกรณีทำบัตรสูญหาย
1. ลงทะเบียนใหม่ทางเว็บไซต์ข้างต้น
2. ในช่องหมายเหตุ ให้ระบุว่า “บัตรชำรุดสูญหาย” โดยมีค่าบริการ ครึ่งหนึ่งของราคาปกติ

รายละเอียดเพิ่มเติม
https://scmc.cmu.ac.th/

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :  SCMC , CM108.com

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

ตั้งสติก่อนสแกน แอปฯไทยชนะ เข้าถึงรูปและวิดีโอบนมือถือผู้ใช้จริง หรือ ไม่ ???

Published

on

By

“ไทยชนะ” ยังไม่ชนะใจผู้ใช้งานบางส่วน ล่าสุดกูรูด้านไอทีกลับมองเห็นปัญหาและสิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่พวกเขามองว่าไม่จำเป็นต่อการติดตามผู้เสี่ยงสัมผัสโรค แล้ว แอปฯไทยชนะ เข้าถึงรูปและวิดีโอบนมือถือผู้ใช้จริง หรือ ไม่ ???

แอปพลิเคชั่น “ไทยชนะ” เป็นแอปฯบนมือถือของธนาคารกรุงไทยที่รัฐบาลให้ประชาชนนำมาใช้ลงทะเบียนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตใหม่ กล่าวคือ เมื่อจะเข้าห้าง ร้านสะดวกซื้อหรือสถานที่ใดก็ตาม เราจะถูกพนักงานบอกให้ “สแกนคิวอาร์โค้ด” หลายข่าวที่ออกมาบอกว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะผู้ใช้จะต้องอนุญาตให้แอปฯเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ รวมถึงรูปภาพและวิดีโอ

นอกจากนี้  ปรเมศวร์ มินศิริ ผู้บริหารเว็บไซต์กระปุกดอทคอม บอกว่าแพลตฟอร์มไทยชนะนี้ทำให้เขารู้สึกว่า “สิทธิของประชาชนบางมาก”

โดยนายปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ก่อตั้งเวป Kapook.com ได้ออกมาเตือนผ่านเฟสบุ๊คว่า การใช้งานตามฟังก์ชั่นของแอปฯไทยชนะ ผู้ใช้จะถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ ตำแหน่งของโทรศัพท์ได้แบบแม่นยำ จากพิกัดดาวเทียม นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงรูปภาพและไฟล์วิดีโอต่างๆได้ พร้อมกับทิ้งคำถามส่งท้ายว่า มีความจำเป็นจะต้องขอเข้าถึงตำแหน่งและรูปภาพ วิดีโอของผู้ใช้หรือไม่ นี่คือการยินยอมให้รัฐบาลเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของท่านนะครับ

การเคลื่อนไหวล่าสุดจากรัฐบาล

แต่ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เปิดเผยผ่านทวีตเตอร์โดยอ้างอิงข้อมูลจากบล็อก somkiat.cc ว่าแอปฯไทยชนะได้อัปเดตเป็นเวอร์ชั่น 1.1.0 โดยไม่มีการเข้าถึง Storage แล้ว

ต่อมาทางด้าน นพ.พลวรรธน์ วิทูรชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ก็ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า แอปพลิเคชั่น ไทยชนะ เป็นของทางราชการ และได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อป้องกันโรค ไม่มีเหตุผลด้านอื่น ซึ่งจะมีการเคลียร์ระบบทุกๆ เที่ยงคืน

สรุปข้อดีของแอปฯ ไทยชนะ

  • สามารถเช็คเอาต์หลังใช้บริการเมื่อไรก็ได้ สามารถเช็คเอาท์เมื่อเดินไปถึงที่จอดรถหรือต้องถือของจากร้านค้าและห้างจำนวนมาก แต่ต้องพยายามทำให้เร็วที่สุด 
  • ป้องกันคิวอาร์โค้ดปลอม 
  • ป้องกันการกรอกเบอร์โทรศัพท์ผิด 
  • มีความรวดเร็ว 
  • มีระบบปฏิบัติการทั้งระบบแอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 5.0 ขึ้นไป และไอโอเอส ตั้งแต่เวอร์ชั่น 9 ขึ้นไป (พร้อมดาวน์โหลดวันที่ 29-30 พ.ค.) 
  • การค้นหาร้านง่ายกว่าเดิม สามารถค้นกิจการ กิจกรรมหรือร้านค้าที่ต้องการได้ง่ายขึ้น โดยต้องอนุญาตให้เปิดระบบนำทางก่อน 
  • ข้อมูลแสดงเฉพาะสถานที่ที่ไปในวันนั้น ๆ เท่านั้น แล้วระบบจะลบข้อมูลออกวันต่อวัน
  • ยืนยันว่าข้อมูลใช้เฉพาะการควบคุมป้องกันโรค ไม่ได้สนใจตัวคน ระบบสนใจการประเมินร้าน ความหนาแน่นของร้านเนื่องจากหากมีผู้ใช้บริการมากจะกลายเป็นจุดเสี่ยง ขณะที่กรมควบคุมโรคเป็นผู้ใช้ข้อมูลนี้เท่านั้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

แพทย์ศิริราชเตือน! ไม่ทำตามมาตรการ ‘โควิด-19’ รอบ 2 มาแน่! ระบาดหนักกว่าเดิม

Published

on

คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราชเตือน! คลายล็อคประเทศระวังโควิด-19 หวนกลับมาระบาดรอบ 2 คราวนี้อาจจะตายมากกว่าเดิม 1 เท่า! เคร่งให้ทุก ๆ  คนช่วยกันดำเนินตามมาตรการอย่าให้การ์ดตก

ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้แสดงความคิดเห็นผ่าน ‘Mahidol Channel’ เกี่ยวกับโรคโคโรน่าสายพันธุ์ 2019 ว่า ไทยเรามีโอกาสเจอการระบาดรอบที่ 2 ครั้งนี้จะกลับมาระบาดและเสียชีวิตมากขึ้นอีก 1 เท่าตัว ถ้าหากมีการติดเชื้อวันละ 100 คน การแพร่กระจายจะเพิ่มขึ้นเป็นยกกำลัง 2 ไม่ใช่คูณ 2

ที่ครั้งนี้คณบดีคณะแพทย์ออกมาเตือนครั้งนี้ ไม่ใช่การขู่ แต่ต้องการมาเตือนให้ทุกคนเฝ้าระวังมากขึ้น เพราะโดยปกติจะกลับมาอีกระลอกอยู่แล้ว ซึ่งคณบดีมีความกังวลมากว่า หากมีการระบาดอีกครั้งในรอบที่ 2 จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นมากแค่ไหน สำหรับคนที่ติดเชื้อแล้ว แต่ไม่เสียชีวิตก็จะมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง แต่ไม่ได้บอกว่าจะไม่ติดเชื้อ แค่มีโอกาสหายไวกว่าผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรกเท่านั้นเอง

คณบดียังบอกอีกว่า สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถควบคุมเชื้อโควิด-19 ได้ดี นั้นเป็นเพราะการช่วยเหลือจากทุกท่านคือ การอยู่บ้าน สวมหน้ากากอนามัย และการล้างมือบ่อย ๆ รวมถึงการรักษาระยะห่าง

กับอีกกลุ่มที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าสถานการณ์ของโควิด-19 ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกหรือไม่ จะมาจาก ผู้บริหารประเทศ ที่เป็นผู้จะกำหนดมาตรการต่าง ๆ และที่สำคัญไม่ควรจะปกปิดข้อมูลความจริงกับประชน

ต่อมาคือ ผู้ประกอบการ ควรเป็นอีกกระบอกเสียง เพื่อช่วยลดการแพร่กระจาย ควรทำตามกฎระเบียบที่ทางภาครัฐกำหนดออกมา และที่สำคัญผู้ที่จะเข้ามาใช้บริการร้านนั้น ๆ ต้องสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกครั้ง โดยไม่มีข้อแม้

และสุดท้ายคือ คนไทยเอง ควรดูแลตัวเองเสมอ รักษาความสะอาด ปฏิบัติตามระเบียบการที่ภาครัฐหรือร้านค้าต่าง ๆ ที่ได้เป็นผู้กำหนดมาตรการในการเข้าใช้บริการ

หากกลุ่มนี้ทั้งผู้บริหารประเทศ ผู้ประกอบการและคนไทย ช่วยกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ เราก็อาจจะไม่มีสิทธิ์ได้เจอการระบาดระลอก 2 แน่นอน!

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

โควิดทำพิษ! สั่งอาหารเดลิเวอรี่ทำขยะพลาสติกพุ่ง 60%

Published

on

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า ในช่วงโควิด-19 เขตเมืองต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯ รวมทั้งเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ มีปริมาณขยะรวมลดลง โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ ลดลงจากปกติ 10,560 ตันต่อวัน เป็น 9,370 ตันต่อวัน หรือลดลง 11% ภูเก็ต ลดลงจาก 970 ตันต่อวัน เป็น 840 ตันต่อวัน ลด 13% นครราชสีมา ลดลงจาก 240 ตันต่อวัน เป็น 195 ตันต่อวัน ลดลง 19% เมืองพัทยา จาก 850 ตันต่อวัน เป็น 380 ตันต่อวัน ลด 55% เป็นต้น 

แต่ที่น่าสังเกตคือสัดส่วนขยะพลาสติกกลับเพิ่มขึ้นในเกือบทุกเมือง โดยสาเหตุน่าจะมาจากการสั่งอาหารรูปแบบดีลิเวอรี ส่งถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ซึ่งมีหลายจังหวัดในประเทศไทย ทำให้ขยะพลาสติก เพิ่มขึ้นกว่า 60% ในเขตกรุงเทพฯและเพิ่มขึ้นกว่า 30% ในเขตเทศบาลนครนครราชสีมา

ผอ.สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวต่อว่า การบริการอาหารในรูปแบบดีลิเวอรี เริ่มเติบโตมาแล้วระยะหนึ่ง พร้อมๆ กับการเติบโตของระบบการซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งมีการขยายตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งเมืองใหญ่ต่างๆ เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี และการเดินทางที่ไม่สะดวก ก่อนหน้านี้มีการคาดกันว่าจะเติบโตประมาณในสถานการณ์ปกติปีละ 10-20% แต่ในช่วงโควิด-19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินในเดือน มี.ค.และ เม.ย.นั้นได้มีการเติบโตมากว่า 300%

จากรายงานของกรุงเทพฯ พบปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมด 3,440 ตัน/วัน ของปริมาณขยะทั้งหมด 9,370 ตันต่อวัน ในเดือน เม.ย.เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 2,120 ตันต่อวัน โดยเพิ่มขึ้น 1,320 ตัน/วัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 62% ประกอบด้วย ขยะพลาสติกรีไซเคิลได้ 660 ตัน/วัน และขยะพลาสติกปนเปื้อน 2,780 ตัน/วัน

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีปริมาณขยะพลาสติกปนเปื้อนเพิ่มขึ้นจากช่วงสถานการณ์ปกติ อาจมีสาเหตุมาจากมาตรการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ การสั่งสินค้าออนไลน์ รวมถึงการสั่งซื้ออาหารดีลิเวอรีที่เพิ่มขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดขยะพลาสติกไม่น้อยกว่า 5 ชิ้นต่อการสั่งอาหารแต่ละครั้ง หรืออาหารบางประเภทอาจมากถึง 10 ชิ้นนั่นเอง

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก ไทยรัฐออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending