Connect with us

NEWS

วัยรุ่นหัวร้อน รอหมอนานจนอาละวาด ซัดไป 4 ข้อหา

Published

on

วัยรุ่นหัวร้อนพาญาติมารักษาตัวที่ห้องฉุกเฉิน ต้นเหตุเพราะรอหมอนานอาละวาดฟาดกระจกแตก ด้วยสติที่มึนเมา  

โลกโซเชียลแห่แชร์เรื่องราวของชายหนุ่มวัย 24 ก่อเหตุความวุ่นวายภายในห้องฉุกเฉิน ขณะที่ไปส่งญาติเข้ารักษา ณ ห้องฉุกเฉิน แต่กลับต้องรอหมอนาน จุดชนวนให้เป็นเหตุเอาละวาดพังข้าวของเสียหาย จนสุดท้ายตัวเองก็บาดเจ็บด้วยเช่นกัน 

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 7 มกราคม 2563 ทาง พ.ต.อ.ณฐภณ แก้วกำเนิด ผกก.สภ.แม่โจ้ ได้เล่าถึงเรื่องราวที่ผ่านมาว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสันทราย อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ว่าได้มีชายหนุ่มอาละวาดเหมือนเสียสติ ทำลายกระจกห้องฉุกเฉิน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดสายตรวจเข้าที่จุดเกิดเหตุ เพื่อระงับสถานการณ์ หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายหนุ่มเลือดร้อนที่อาละวาดอยู่ ก่อนที่จะควบคุมตัวไปสงบสติที่ สภ.แม่โจ้และได้ทำการรักษาบาดแผลเบื้องต้นจากกรณีทำกระจกแตกใส่ตัวเองให้ด้วย

ภายหลังได้ทราบชื่อเพิ่มเติมว่าคือ นายจักรพันธ์ อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาเป็นคนจังหวัดแม่ฮ่องสอน หลังจากที่สงบสติจนสามารถถามไถ่เรื่องราวการก่อเหตุได้

นายจักรพันธ์ได้เล่าว่าตนได้พาญาติมาพบหมอที่ห้องฉุกเฉิน แต่ว่ารอหมอนานแล้วก็ยังไม่ได้พบหมอเสียที จึงโมโหและอาละวาดทำลายข้าวของ รวมถึงตนยังมีอาการมึนเมามาก่อนอยู่แล้วด้วย จึงทำให้อารมณ์ปะทุขึ้นมามากพอที่จะก่อเหตุอาละวาดทำลายข้าวของ ทั้งนี้ทางโรงพยาบาลสันทรายแจ้งว่า ทรัพย์สินที่เสียหายหลักๆ คือประตูห้องฉุกเฉินและอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 15,000 บาท  

ถัดมาในช่วงวันที่ 8 มกราคม 2563 ทางสถานีตำรวจภูธรแม่โจ้ ทำการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีเรียบร้อยแล้ว เมื่อพยานหลักฐานครบถ้วนทางพนักงานสอบสวนจึงได้แจ้งข้อหาต่อวัยรุ่นหัวร้อนคนนี้กว่า 4 ข้อหานั่นคือ 

1.ทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อสาธารณะ 

2.เสพสุราหรือของมึนเมา อันเป็นเหตุให้ควบคุมสติไม่ได้ จนก่อเหตุความวุ่นวายในที่สาธารณะ 

3.ก่อเหตุส่งเสียงดัง โดยไร้ซึ่งเหตุอันควร ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกและเดือดร้อน 

4.ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ 

หลังจากที่แจ้งข้อหาครบถ้วนทั้ง 4 ข้อหาแล้วทางเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินคดีในขั้นต่อไป 

ขอบคุณคลิปจาก : เรื่องเล่าเช้านี้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]

นักศึกษาฝึกงานที่ชื่นชอบในงานเขียน เขียนทุกอย่างที่ชอบด้วยมือคู่เดิม เพราะคงไม่มีใครเปลี่ยนมือได้สำหรับงานเขียน แม้แต่ลายมือที่อยู่ในตัวอักษรแต่ละตัว ผ่านงานเขียนก็เหมือนกัน

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

NEWS

จิรายุ เผย “สนามบินเชียงรายยุบไม่ได้!” หลังเพื่อนบ้านเตรียมฟื้นสนามบินให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง!

Published

on

“จิรายุ” ปธ.กมธ.รัฐวิสาหกิจฯ ตรวจสอบสนามบินเชียงราย ชี้ ข่าวลือยุบสนามบิน เป็นไปไม่ได้ หลัง พม่า ลาว เตรียมฟื้นสนามบินใหญ่ท่าขี้เหล็ก และลาวเตรียมฟื้นบินเก่าที่ห้วยทราย

วันที่ 20 ม.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องจากประชาชนในจังหวัดทางภาคเหนือถึงกรณีที่มีข่าวว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย AOT อาจจะยุบสนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบและรับฟังปัญหา ได้ข้อสรุปดังนี้ ในรอบ 3 ปี เชียงราย มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นปี 59 มีประมาณ 2 ล้านคน จาก 14,589 ไฟลต์บิน เพิ่มมาเป็นเกือบ 3 ล้านคนในปี 62 จาก 20,203 ไฟล์ต

ในขณะเดียวกัน กลับไม่ได้งบประมาณที่เพียงพอในการพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีความแออัดในอาคาร และที่จอดรถที่ยังไม่เป็นระเบียบนัก และอาคารเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี รวมทั้งการพัฒนาและตกแต่งให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังไม่มีการดำเนินการเท่าที่ควร ทำให้เกิดความแออัด และผู้ใช้บริการไม่พึงพอใจ ขณะเดียวกัน ได้รับงบประมาณในการพัฒนาไม่สอดรับกับจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบเป็นไปได้ยาก ที่จะมีการยกเลิกสนามบินเชียงราย เนื่องจากยังจำเป็นต้องศูนย์กลางทางการบินของแนวนโยบายเขตเศรษฐกิจที่จะประกาศให้ 3 อำเภอใหญ่ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการเชื่อมโยง ระหว่าง 4 ประเทศ ไทย, พม่า, ลาว, จีน ซึ่งขณะนี้จีน ได้ทำรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่ชายแดนบ่อเต็นของลาว และโครงการรถไฟฟ้าในลาวเส้นทางมาถึงเวียงจันทน์ ปัจจุบันก่อสร้างไปแล้วกว่า 75%

และสิ่งที่น่ากังวลใจ คือ การเตรียมการขยายสนามบินท่าขี้เหล็กของพม่า และการเตรียมขยายสนามบินครั้งใหญ่ของบ้านห้วยทราย ในลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลไทยควรจะเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขการคมนาคม ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ ในพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าขายอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การคมนาคมเพื่อนบ้านจะล้ำหน้ามากกว่านี้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

ดันนโยบาย! ผลักดันร้านค้าธรรมดา ให้กลายเป็น “Smart โชวห่วย”

Published

on

หลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันให้ร้านค้าโชห่วยทั่วประเทศให้เป็น Smart โชวห่วย ตามแผนนโยบายที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้!

จากผลสรุปการสำรวจจำนวนร้านค้าโชวห่วยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกว่า 30,000 รายที่มีความพร้อมจะพัฒนาร้านค้าให้เป็น Smart โชวห่วย ทั้งนี้ สามารถจำแนกตามขนาดและรายได้ของร้านโชวห่วยออกเป็น 4 ขนาด คือ

ขนาด SS มีพื้นที่ 1 คูหา (ประมาณ 20 ตร.ม.) หรือ รายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 56.2 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด S มีพื้นที่ 2 คูหา (ประมาณ 40 ตร.ม.) หรือ รายได้ 30,000-50,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 21.7 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด M มีพื้นที่ 3 คูหา (ประมาณ 60 ตร.ม.) หรือรายได้ 50,001-100,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 12.6 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

และขนาด L มีพื้นที่มากกว่า 3 คูหา (มากกว่า 60 ตร.ม.) หรือรายได้มากกว่า 100,000/เดือน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

พร้อมทั้งวิเคราะห์เชิงลึกถึงจุดอ่อนที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นร้าน SMART โชวห่วย โดยได้กำหนดไว้ 5 แนวทาง คือ

1. ปรับภาพลักษณ์ร้านค้าโชวห่วย โดยกำหนดหลักสูตรให้ความรู้พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา, บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), บริษัทยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย

2.ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี POS มาใช้เพื่อบริหารร้านค้า สำหรับร้านค้าแต่ละขนาด ส่งเสริมให้ใช้โปรแกรม Mobile POS เป็นการใช้อุปกรณ์ที่มีมาช่วยในการบริหารร้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมมาก

3. ด้านการส่งเสริมการตลาด ร่วมกับผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่ จัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาที่ตุ้นทุนต่ำ

4. เพิ่มรายได้และสนับสนุนการขนส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ให้ร้านโชวห่วย เป็นจุดรับ-ส่งพัสดุ เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

5. เข้าถึงเงินทุน สนับสนุนให้ร้านโชวห่วยมีเงินสำรองลงทุนระยะยาว ให้สามารถกู้ได้ในดอกเบี้ยต่ำ ให้สามารถมีโอกาสขยายธุรกิจของตัวเองได้

ทั้งนี้ ยังอยู่ในระหว่างการเสนอนโยบายให้สามารถใช้ได้จริงๆ และนำไปพัฒนา พร้อมต่อยอดต่อในอนาคต ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending