Connect with us

NEWS

เช็ดรองเท้ารอ 2 กุมภาพันธ์นี้ “วิ่งไล่ลุง ชุดใหญ่” มาแน่ !

Published

on

(ขอบคุณรูปภาพจาก : BBC Thai)

เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ที่ผ่านมาที่กรุงเทพฯ ได้มีการรวมตัวกันทำกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง”และ “เดินเชียร์ลุง” ในวันเดียวกัน แต่คนละสถานที่ ลองมาดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันดีกว่า

สำหรับกิจกรรมในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการทำกิจกรรมวันเด็กอย่างครึกครื้นในวันที่ 11 มกราคม 2563 โดยหลังจากกิจกรรมวันเด็กในวันที่ 12 มกราคม 2563 ก็ดูเหมือนกับว่าได้มีวันผู้ใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งวันทันที เพราะว่ามีการจัดกิจกรรมงานวิ่งและงานเดิมพร้อมกันในวันนั้น ถึงแม้จะคนสถานที่ก็ตามแต่ 

งานแรกเป็นงานกิจกรรม “วิ่งไล่ลุง” 

(ขอบคุณรูปภาพจาก : ฐานเศรษฐกิจ)

โดยกิจกรรมนี้จัดขึ้นที่ลานกิจกรรมสวนรถไฟ กรณีของงานวิ่งไล่ลุงนี้ได้มีการประกาศเชิญชวนประชาชนกันตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 กันล่วงหน้ามาค่อนข้างหลายเดือน ด้วยระยะเวลาในการเชิญชวน พร้อมกับการเตรียมตัวในการจัดการที่ใช้เวลาอย่างมาก ซึ่งมีรายละเอียดและกำหนดการเบื้องต้นตามนี้

ระยะเวลากิจกรรม เข้าพื้นที่ได้เมื่อ 04.30 น. เริ่มออกวิ่ง 06.30 น. และ 07.15 น.

สถานที่ สวนรถไฟ ระยะทางประมาณ 2.58 กม./รอบ

ยอดผู้ลงทะเบียนวันที่ 5 ม.ค. ประมาณ 10,000 คน (วันงานจริงมีผู้เข้าร่วมประมาณ 13,000 คน)

ค่าลงทะเบียน 600 บาท และไม่มีค่าใช้จ่าย

ของที่ระลึก เสื้อ ป้าย เหรียญ(เฉพาะผู้ลงทะเบียนและจ่ายเงินเท่านั้น)

(ขอบคุณรูปภาพจาก : Facebook page วิ่งไล่ลุง)
(ขอบคุณรูปภาพจาก : Facebook page วิ่งไล่ลุง)

กิจกรรมภายในงานที่จัดขึ้นเป็นการจัดกิจกรรมงานวิ่ง “ครั้งแรก” ของกลุ่มนิสิตนักศึกษา ทางด้านนายบอล-ธนวัฒน์ ก็ได้กล่าวว่า “หากงานกิจกรรมมีการผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะว่าทางฝ่ายนิสิตนักศึกษาได้จัดกิจกรรมการวิ่งนี้เป็นครั้งแรก และพยายามขอคำปรึกษาจากนักวิ่งหรือผู้จัดงานที่มีประสบการณ์ด้วย” ทั้งนี้ภายในกิจกรรมมีการปล่อยนักวิ่งออกเป็น 2 รอบ โดยรอบแรกเวลา 06.30 น. ให้นักวิ่งที่ต้องการแข่งขันจริงจังเริ่มวิ่งก่อนเป็นจำนวน 4,000 คน จะมีการมอบเหรียญและมอบโล่รางวัล ส่วนช่วงเวลา 07.15 น. สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนแต่ต้องการมาให้กำลังใจ หรือร่วมกิจกรรม จะออกวิ่งที่เวลาดังกล่าวจำนวนประมาณ 6,000 คน ในช่วงเวลาการวิ่งนักวิ่งทุกคนจะได้รับน้ำดื่มที่จุด 2 กม. (2 แก้ว/คน) ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนจ่ายเงินไว้จะได้รับอาหารว่าง ส่วนทางด้านผู้ที่มาเข้าร่วมจะมีการแจกกล้วยเป็นของว่างให้เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครรวมถึงฝ่ายพยาบาลอีกหลายร้อยชีวิต ที่เข้ามาอาสาดูแลงานนี้ด้วย แต่ก็ได้มีการเปิดช่องว่างให้ผู้สอดส่องกิจกรรมได้เข้ามาทำการสังเกตการณ์ เพื่อรักษาความสงบด้วย 

(ขอบคุณรูปภาพจาก : BBC Thai)
(ขอบคุณรูปภาพจาก : Facebook page วิ่งไล่ลุง)

หลังจากเสร็จกิจกรรมการวิ่ง จะมีการประชาสัมพันธ์พร้อมกับพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่เข้ามาร่วมงานกันอีกไม่นาน ก็ได้ทำการยุติกิจกรรมและจบลงภายในช่วงเวลาเช้าทันที ภาพที่เราได้เห็นหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมคือ “แทบไม่เห็นเศษขยะหรือพลาสติกบนพื้นเลย” เนื่องด้วยเวลาในการจัดเตรียมงานที่ทำมาค่อนข้างนาน ทำให้ความพร้อมของงานถือว่าค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

งานที่สองเป็นงานกิจกรรม “เดินเชียร์ลุง”

(ขอบคุณรูปภาพจาก : ฐานเศรษฐกิจ)

จัดขึ้นที่สวนลุมพินี ทางด้านของกรณีเดินเชียร์ลุงนี้ เป็นเหมือนกิจกรรมที่ออกมาในเวลาที่ไล่เลี่ยกับกิจกรรมแรก แต่ว่าช่วงเวลาในการเผยแพร่ข้อมูลของงานกิจกรรมนั้นมีขึ้นจริงเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ก่อนวันงาน 4 วันเท่านั้น ทำให้ดูเหมือนว่า ช่วงเวลาในการเตรียมงานนั้นค่อนข้างน้อยไปหรือไม่ แต่จากภาพเหตุการณ์ก็ถือว่ามีการรวมตัวของประชาชนไม่น้อย และมีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นเหมือนกัน ลองมาดูภาพรวมงานเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลเบื้อต้นกันดีกว่า

ระยะเวลากิจกรรม เข้าพื้นที่ได้เมื่อ 06.30 น. เริ่มเดิน 09.00 น.

สถานที่ สวนลุมพินี ระยะทางประมาณ 2.5 กม./รอบ

ยอดผู้ลงทะเบียนวันที่ 5 ม.ค. ประมาณ 3,000 คน (วันงานจริงมีผู้เข้าร่วมประมาณ 8,000 คน)

ค่าลงทะเบียน ไม่มีค่าใช้จ่าย

ของที่ระลึก เสื้อ หมวก เข็มกลัด เฉพาะ 1,000 คนแรก และมีศิลปินมาวาดภาพให้ ได้รับภายใน 10 นาที

(ขอบคุณรูปภาพจาก : the momentum)
(ขอบคุณรูปภาพจาก : the momentum)

กิจกรรมภายในงานจัดขึ้นเป็นงานกิจกรรมเชิงรวมตัวกัน เพื่อชุมนุมมากกว่าการจัดงานวิ่ง หรืองานเดิม จากภาพที่เราเห็นจากผู้สื่อข่าวหลายช่องทาง หรือแม้แต่การแชร์ภาพต่อกันในโลกโซเชียลจะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นการรวมตัวกันเพื่อชุมนุม พูดคุยกันมากกว่ากิจกรรงานเดิน มีทั้งการแสดงออกผ่านการกระทำหลายรูปแบบที่หาดูภาพได้โดยทั่วไป มีการถือป้ายเชียร์จากผู้เข้าร่วมงานหลายคน ภายในงานมีการแจกอาหารเช้ากับกาแฟไว้ให้ผู้เมาเข้าร่วมงาน มีแก้วแจกเพื่อให้เติมน้ำเปล่าภายในงานได้ฟรี เริ่มเดินพร้อมกันทั่วงานในเวลา 09.00 น. โดยใช้คำว่า “รองเท้าผ้าใบกับใจถึงๆ” กล่าวว่าเป็นการมาเดินเชียร์ลุงแบบรักษ์โลก  มีรถห้องน้ำกว่า 10 คันที่มาให้บริการ และจบกิจกรรมในเวลา 11.30 น.

(ขอบคุณรูปภาพจาก : มติชน)
(ขอบคุณรูปภาพจาก : มติชน)

ภาพรวมของกิจกรรมภายในงานนั้นมีการกระทำที่สะท้อนถึงการสื่อความหมายในรูปแบบต่างๆ ที่เราได้เห็นกันอย่างแพร่หลาย รวมถึงความรักษ์โลก แต่ในกรณีรักษ์โลกที่ว่านี้ ยังไม่มีภาพเหตุการณ์ที่แสดงออกถึงการรักษ์โลกแต่อย่างใด

เชียงใหม่เตรียมพร้อมหรือยัง ? กับกิจกรรมวิ่งไล่ลุง

“ประชาธิปไตยจะเบ่งบาน”
(ขอบคุณรูปภาพจาก : Facebook page วิ่งไล่ลุง)

ถึงแม้ว่าในวันเดียวกันที่เชียงใหม่ ณ ประตูท่าแพ ก็ได้มีกิจกรรมวิ่งไล่ลุงแบบจัดขึ้นพร้อมกัน มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน ครั้งนี้อาจเป็นเพียงแค่การจัดกิจกรรมขึ้นเพื่อเป็นการประกาศเชิญชวน เพื่อให้ประชาชนในเชียงใหม่ทราบถึงงานที่จะเกิดขึ้นจริงในอนาคต

เพราะว่าใน “วิ่งไล่ลุง” ที่เพิ่งจบกิจกรรมไปเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ได้มีการประกาศล่วงหน้าภายในงานว่า เตรียมพบกันอีกครั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในขณะที่การจัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นภายในสวนรถไฟทางด้านผู้จัดงานกล่าวว่า “โดนข่มขู่หลายครั้ง ก่อนที่จะจัดงาน” แต่ก็แสดงถึงความบริสุทธิ์ใจว่า นี่เป็นเพียงแค่งานกิจกรรมแสดงออกของประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่การหยั่งเสียงเพื่อเรียกชุมนุมแต่อย่างใด 

ขอบคุณข้อมูลจาก : Facebook page วิ่งไล่ลุง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

นักศึกษาฝึกงานที่ชื่นชอบในงานเขียน เขียนทุกอย่างที่ชอบด้วยมือคู่เดิม เพราะคงไม่มีใครเปลี่ยนมือได้สำหรับงานเขียน แม้แต่ลายมือที่อยู่ในตัวอักษรแต่ละตัว ผ่านงานเขียนก็เหมือนกัน

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

NEWS

จิรายุ เผย “สนามบินเชียงรายยุบไม่ได้!” หลังเพื่อนบ้านเตรียมฟื้นสนามบินให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง!

Published

on

“จิรายุ” ปธ.กมธ.รัฐวิสาหกิจฯ ตรวจสอบสนามบินเชียงราย ชี้ ข่าวลือยุบสนามบิน เป็นไปไม่ได้ หลัง พม่า ลาว เตรียมฟื้นสนามบินใหญ่ท่าขี้เหล็ก และลาวเตรียมฟื้นบินเก่าที่ห้วยทราย

วันที่ 20 ม.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องจากประชาชนในจังหวัดทางภาคเหนือถึงกรณีที่มีข่าวว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย AOT อาจจะยุบสนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบและรับฟังปัญหา ได้ข้อสรุปดังนี้ ในรอบ 3 ปี เชียงราย มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นปี 59 มีประมาณ 2 ล้านคน จาก 14,589 ไฟลต์บิน เพิ่มมาเป็นเกือบ 3 ล้านคนในปี 62 จาก 20,203 ไฟล์ต

ในขณะเดียวกัน กลับไม่ได้งบประมาณที่เพียงพอในการพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีความแออัดในอาคาร และที่จอดรถที่ยังไม่เป็นระเบียบนัก และอาคารเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี รวมทั้งการพัฒนาและตกแต่งให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังไม่มีการดำเนินการเท่าที่ควร ทำให้เกิดความแออัด และผู้ใช้บริการไม่พึงพอใจ ขณะเดียวกัน ได้รับงบประมาณในการพัฒนาไม่สอดรับกับจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบเป็นไปได้ยาก ที่จะมีการยกเลิกสนามบินเชียงราย เนื่องจากยังจำเป็นต้องศูนย์กลางทางการบินของแนวนโยบายเขตเศรษฐกิจที่จะประกาศให้ 3 อำเภอใหญ่ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการเชื่อมโยง ระหว่าง 4 ประเทศ ไทย, พม่า, ลาว, จีน ซึ่งขณะนี้จีน ได้ทำรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่ชายแดนบ่อเต็นของลาว และโครงการรถไฟฟ้าในลาวเส้นทางมาถึงเวียงจันทน์ ปัจจุบันก่อสร้างไปแล้วกว่า 75%

และสิ่งที่น่ากังวลใจ คือ การเตรียมการขยายสนามบินท่าขี้เหล็กของพม่า และการเตรียมขยายสนามบินครั้งใหญ่ของบ้านห้วยทราย ในลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลไทยควรจะเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขการคมนาคม ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ ในพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าขายอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การคมนาคมเพื่อนบ้านจะล้ำหน้ามากกว่านี้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

ดันนโยบาย! ผลักดันร้านค้าธรรมดา ให้กลายเป็น “Smart โชวห่วย”

Published

on

หลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันให้ร้านค้าโชห่วยทั่วประเทศให้เป็น Smart โชวห่วย ตามแผนนโยบายที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้!

จากผลสรุปการสำรวจจำนวนร้านค้าโชวห่วยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกว่า 30,000 รายที่มีความพร้อมจะพัฒนาร้านค้าให้เป็น Smart โชวห่วย ทั้งนี้ สามารถจำแนกตามขนาดและรายได้ของร้านโชวห่วยออกเป็น 4 ขนาด คือ

ขนาด SS มีพื้นที่ 1 คูหา (ประมาณ 20 ตร.ม.) หรือ รายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 56.2 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด S มีพื้นที่ 2 คูหา (ประมาณ 40 ตร.ม.) หรือ รายได้ 30,000-50,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 21.7 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด M มีพื้นที่ 3 คูหา (ประมาณ 60 ตร.ม.) หรือรายได้ 50,001-100,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 12.6 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

และขนาด L มีพื้นที่มากกว่า 3 คูหา (มากกว่า 60 ตร.ม.) หรือรายได้มากกว่า 100,000/เดือน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

พร้อมทั้งวิเคราะห์เชิงลึกถึงจุดอ่อนที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นร้าน SMART โชวห่วย โดยได้กำหนดไว้ 5 แนวทาง คือ

1. ปรับภาพลักษณ์ร้านค้าโชวห่วย โดยกำหนดหลักสูตรให้ความรู้พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา, บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), บริษัทยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย

2.ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี POS มาใช้เพื่อบริหารร้านค้า สำหรับร้านค้าแต่ละขนาด ส่งเสริมให้ใช้โปรแกรม Mobile POS เป็นการใช้อุปกรณ์ที่มีมาช่วยในการบริหารร้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมมาก

3. ด้านการส่งเสริมการตลาด ร่วมกับผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่ จัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาที่ตุ้นทุนต่ำ

4. เพิ่มรายได้และสนับสนุนการขนส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ให้ร้านโชวห่วย เป็นจุดรับ-ส่งพัสดุ เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

5. เข้าถึงเงินทุน สนับสนุนให้ร้านโชวห่วยมีเงินสำรองลงทุนระยะยาว ให้สามารถกู้ได้ในดอกเบี้ยต่ำ ให้สามารถมีโอกาสขยายธุรกิจของตัวเองได้

ทั้งนี้ ยังอยู่ในระหว่างการเสนอนโยบายให้สามารถใช้ได้จริงๆ และนำไปพัฒนา พร้อมต่อยอดต่อในอนาคต ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending