Connect with us

NEWS

เชียงใหม่เข้าขั้นวิกฤติ! อากาศแย่ที่สุด ทะลุอันดับ 5 ของโลก ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 234

Published

on

เมื่อวันนี้ตลอดทั้งวัน เชียงใหม่เต็มไปด้วยหมอกควัน ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่รุนแรงมาก เนื่องจากวันนี้มีค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 234 ณ เวลา 12.00 น. ของวันนี้ ติดท็อป 5 ของโลก ที่อากาศแย่ที่สุด!

โดยทางจังหวัดได้ออกประกาศห้ามเผาทุกชนิด ซึ่งมีผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น และมีผลต่อสุขภาพ จะสังเกตได้ว่า คนในพื้นที่ไม่สามารถมองเห็นยอดดอยสุเทพได้ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ลอยหนามาก

โดยสารมลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐาน ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 24-104 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) เกินมาตรฐานที่บริเวณ ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน, ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่

ขณะที่เว็บไซต์ Air Visual ช่วงสายของวันนี้ได้จัดคุณภาพอากาศแย่ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้อยู่อันดับที่ 5 ของโลกที่ ได้ 178 US.AQI วัดค่า PM 2.5 ได้ 234 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จัดอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต้องงดกิจกรรมและการเล่นกีฬากลางแจ้ง พร้อมทั้งปิดประตูหน้าต่างบ้านเรือน สวมหน้ากากอนามัย และเปิดเครื่องฟอกอากาศ

พร้อมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม–30 เมษายน 2563 ทั้งงดการเผาตั้งแต่วัชพืช ไปจนถึงการจุดไฟเพื่อหาของป่า

ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้เมื่อพบการกระทำความผิดดังกล่าว สำหรับผู้ที่พบเบาะแสและพบการเผาทั้งในที่โล่งหรือพื้นที่ป่า สามารถแจ้งหน้าที่ตำรวจที่หมายเลข 0-5323-2019 และ 0-5311-2725 หรือสายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

ประเทศเดียวในอาเซียน “ไทย” 1 ใน 14 ประเทศที่สามารถเดินทางไปเที่ยวยุโรปได้!

Published

on

หลังจากยุโรปถูกสั่งปิดการท่องเที่ยวร่วมกว่า 4 เดือน! ทำให้ร่างสุดทาง EU ได้ร่างรายชื่อ 14 ประเทศที่อนุญาตให้เข้ามาท่องเที่ยวในยุโรปได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

ซึ่งทางสำนักข่าวต่างประเทศได้ระบุว่า การร่างรายชื่อประเทศที่ได้รับอนุญาต ต้องผ่านการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า พลเมืองของประเทศนั้นที่จะข้ามและเข้ามายังยุโรป ต้องเป็นประเทศที่ปลอดภัย อัตราการติดเชื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยจะเริ่มให้คนต่างประเทศเข้ามาดินแดนยุโรปได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม นี้เป็นต้นไป โดย 14 ประเทศที่ได้รับอนุญาตให้นักเดินทางจากประเทศ แอลจีเรีย, ออสเตรเลีย, แคนาดา, จอร์เจีย, ญี่ปุ่น, มอนเตเนโกร, โมร็อกโก, นิวซีแลนด์, รวันดา, เซอร์เบีย, เกาหลีใต้, ไทย, ตูนิเซีย และอุรุกวัย สามารถเดินทางเข้าสู่ยุโรปได้

แม้ว่า 14 ประเทศยังจะได้รับอนุญาตให้เข้ายุโรปได้แล้ว แต่รายชื่อประเทศเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงตลอดทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อสังเกตสถานการณ์โควิด-19 ในแต่ละประเทศ

สำหรับสหรัฐอเมริกายังมีสถานการณ์ที่น่าห่วงเป็นอย่างมาก เพราะยังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ บวกกับผู้คนยังออกมาทำกิจกรรมร่วมกันอยู่ตลอด ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ในอเมริกาควบคุมได้ยากกว่าประเทศอื่น ๆ

นอกจากรายชื่อประเทศในกลุ่มสีเขียวแล้ว สหภาพยุโรปยังร่างรายชื่อประเทศ “กลุ่มสีแดง” ไว้ราว 50 ประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่จะยังคงไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้ายุโรปเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศเหล่านั้นยังอยู่ในขั้นน่าเป็นกังวล นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา บราซิล และรัสเซีย แล้ว ยังมี อิสราเอล ตุรกี และซาอุดิอาระเบีย ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประเทศไทยเรา ได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าสู่ยุโรปได้ แต่การกลับมายังไทยก็ต้องกักตัวตามสถานที่ที่รัฐจัดให้ เพื่อความมั่นใจ ควรเช็กสถานการณ์ให้ดีก่อนการเดินทางจะดีกว่า

ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์ , PPTV Online

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

“นายก” แจงยุทโธปกรณ์กองทัพของมันต้องมี “เพื่อลูกหลาน”!!

Published

on

นายก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ชี้แจงระหว่างพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2564 วงเงินกว่า 3.3 ล้านล้านบาท เรื่องการจัดงบประมาณซื้อ “ยุทโธปกรณ์ที่ใช้งบประมาณแบบผูกพันข้ามปี” โดยให้เหตุผลว่า “ยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เป็นของเก่ากว่า 80% จึงต้องซื้อใหม่ เพื่อเป็นการลดงบประมาณการซ่อมบำรุง”

วันที่ 1 ก.ค. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการชี้แจงเรื่องงบประมาณสำหรับการซื้อยุทโธปกรณ์แบบผูกพันข้ามปี ระหว่างพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงินกว่า 3.3 ล้านบาท โดยมีเนื้อหาการชี้แจงช่วงแรกว่า

การผูกพันงบประมาณข้ามปีเนื่องจากการซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการผลิต และผ่อนชำระเพราะราคาแพง เราจึงต้องปรับยุทโธปกรณ์ของเรา ซึ่งต้องเรียนก่อนว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ เลย ทำให้มีของเก่ากว่า 70-80% ดังนั้นส่วนที่เราจัดหามาทดแทน เพื่อเป็นการไม่เปลืองงบประมาณในการซ่อมบำรุง เพราะเรามีภารกิจสำคัญอย่าง การป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งอาจเกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ได้ ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นยุทโธปกรณ์ที่ไม่ทันสมัยอาจเป็นปัญหากับเราในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันมีข้าราชการทหารเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นตามหลักการที่ควรจะมี 

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำเพิ่มเติมอีกว่า ยุทโธปกรณ์ชุดนี้ ไม่ได้มีสร้างไว้ขายหน้าร้านพร้อมรับรอง “ต้องรอการผลิตใหม่ทั้งหมด” จึงขอให้เข้าใจด้วย ส่วนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การป้องกันแนวชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีคนหลายหมื่นที่เฝ้าอยู่แนวชายแดน ทำให้ปัญหาลดน้อยลงไป และนอกจากนี้เรายังมีภารกิจสนับสนุนองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเราก็มีภารกิจต่อประชาคมโลกด้วย พร้อมกับทิ้งคำพูดช่วงท้ายเอาไว้ว่า

ขอขอบคุณภาพจาก : Thaipublica

“หลายคนมีลูกหลานเป็นทหารทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราต้องห่วงใยเขา ถ้าหากเราไม่มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้เข้าได้ใช้งานเพื่อป้องกันตัวเอง ในขณะที่ยุทโธปกรณ์รอบด้านมีความร้ายแรงมากขึ้น มันก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียของลูกหลานของท่าน และของพวกเรากันเอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ส่วนทางฝั่ง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กองทัพมีภารกิจหลัก 2 ประการคือ

  • การเตรียมกำลังกองทัพ
  • การใช้กำลังกองทัพ

ดังนั้นการเตรียมกำลังพลก็ต้องพร้อมทั้งในยามปกติ ทั้งเรื่องกำลังพล การศึกษา และยุทโธปกรณ์

เรื่องการใช้กำลังนั้นทางกระทรวงกลาโหมทราบดี ว่าภัยคุกคามในอนาคตนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องยาเสพติด การหลบหนีข้ามชาติ ภัยพิบัติ โรคติดต่อ ซึ่งทำให้ทางกองทัพ ได้พิจารณาปรับโครงสร้าง และการบริหารจัดการ เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ดังเห็นได้จากสถานการณ์ COVID-19 กองทัพได้มีการเข้าช่วยเหลือ ด้านสาธารณสุขด้านต่างๆ มีชุดแพทย์ และสถานกักกันโรคกว่า 32 แห่ง 

สุดท้ายการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม ได้มีแผนการปรับปรุงกองทัพมาโดยตลอด มีการยุบหน่วย ปรับดึงระดับกองพล เพื่อให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ จึงมีการปรับเปลี่ยนเรื่องระบบกำลังโดยมีการรับกำลังพลสำรองเข้ามาทำงานปกติ เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณ แทนที่จะเข้ามารับราชการประจำตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งต่อไปนี้ ยังมีกำลังพลเรือนกลาโหมทำงานในด้านธุรการ และด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านทหารอีกด้วย 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

เปิดให้เที่ยวแล้ว! “ดอยสุเทพ – ดอยปุย” แต่ต้องจองคิวล่วงหน้า!!

Published

on

อุทยานดอยสุเทพ – ดอยปุย เปิดให้บริการวันนี้เป็นวันแรก 1 ก.ค. 2563 โดยการเปิดให้บริการครั้ง จะเปิดให้บริการบางแหล่งท่องเที่ยวเท่านั้น มีการจำกัดนักท่องเที่ยวเผื่อป้องกันการเกิดพื้นที่แออัด โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว 7 แห่ง คือ 

ขอขอบคุณภาพจาก : Facebook อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
  • น้ำตกห้วยแก้ว (50 คน/ช่วงเวลา)
  • น้ำตกมณทาธาร (50 คน/ช่วงเวลา)
  • น้ำตกแม่สา (100 คน/ช่วงเวลา)
  • น้ำตกตาดหมอก (30 คน/ช่วงเวลา)
  • น้ำตกหมอกฟ้า (50 คน/ช่วงเวลา)
  • ถ้ำฤาษี (10 คน/ช่วงเวลา)
  • สันก่ (20 คน/ช่วงเวลา)

หากต้องการใช้บริการเพื่อเข้าพื้นที่ท่องเที่ยวทั้ง 7 ที่ จะต้องมีการจองคิวล่วงหน้า ผ่านแอปพลิเคชั่น QueQ , สวมหน้ากากอนามัย , ตรวจวัดอุณหภูมิ และล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ , ลงทะเบียนการเข้าออกด้วยแอปพลิเคชั่นไทยชนะ , ชำระค่าบริการ , ท่องเที่ยวโดยเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร และตอนนี้ยังไม่เปิดให้เล่นน้ำตกได้ในช่วงนี้

ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ยังคงไม่เปิดให้บริการ เช่น ลานกางเต็นท์ดอยปุย รวมทั้งเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติทุกเส้นทาง เพื่อลดการแพร่เชื้อโรคตามมาตรการป้องกัน COVID-19 อีกทั้งเป็นการให้พื้นที่ป่าได้พักฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ สำหรับการจัดกิจกรรมเดิน วิ่ง ต้องมีการยื่นขออนุญาตให้ถูกต้องตามระเบียบกรมอุทยานฯต่อไป ส่วนผู้ที่ใช้เส้นทางในการออกกำลังกาย สามารถใช้เส้นทางถนนหลักได้เท่านั้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending