Connect with us

NEWS

เชียงใหม่เข้าขั้นวิกฤติ! อากาศแย่ที่สุด ทะลุอันดับ 5 ของโลก ค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 234

Published

on

เมื่อวันนี้ตลอดทั้งวัน เชียงใหม่เต็มไปด้วยหมอกควัน ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศที่รุนแรงมาก เนื่องจากวันนี้มีค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่ง 234 ณ เวลา 12.00 น. ของวันนี้ ติดท็อป 5 ของโลก ที่อากาศแย่ที่สุด!

โดยทางจังหวัดได้ออกประกาศห้ามเผาทุกชนิด ซึ่งมีผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็น และมีผลต่อสุขภาพ จะสังเกตได้ว่า คนในพื้นที่ไม่สามารถมองเห็นยอดดอยสุเทพได้ เนื่องจากฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ลอยหนามาก

โดยสารมลพิษทางอากาศที่ตรวจพบเกินมาตรฐาน ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ตรวจพบค่าระหว่าง 24-104 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) เกินมาตรฐานที่บริเวณ ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตาก, ต.พระบาท อ.เมือง จ.ลำปาง, ต.สบป้าด อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง, ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน, ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่, ต.นาจักร อ.เมือง จ.แพร่

ขณะที่เว็บไซต์ Air Visual ช่วงสายของวันนี้ได้จัดคุณภาพอากาศแย่ของจังหวัดเชียงใหม่ ได้อยู่อันดับที่ 5 ของโลกที่ ได้ 178 US.AQI วัดค่า PM 2.5 ได้ 234 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จัดอยู่ในระดับเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ต้องงดกิจกรรมและการเล่นกีฬากลางแจ้ง พร้อมทั้งปิดประตูหน้าต่างบ้านเรือน สวมหน้ากากอนามัย และเปิดเครื่องฟอกอากาศ

พร้อมทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ออกประกาศกำหนดเขตควบคุมการเผาในที่โล่งทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม–30 เมษายน 2563 ทั้งงดการเผาตั้งแต่วัชพืช ไปจนถึงการจุดไฟเพื่อหาของป่า

ซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้เมื่อพบการกระทำความผิดดังกล่าว สำหรับผู้ที่พบเบาะแสและพบการเผาทั้งในที่โล่งหรือพื้นที่ป่า สามารถแจ้งหน้าที่ตำรวจที่หมายเลข 0-5323-2019 และ 0-5311-2725 หรือสายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LIFESTYLE

วิธีจัดการปัญหา PM 2.5 (ของต่างประเทศ) โดยมี “รัฐ” เป็นพระเอกผู้ขับเคลื่อน

Published

on

วิธีการจัดการเรื่องปัญหา PM 2.5 ของต่างประเทศโดยมี “รัฐ” เป็นผู้ขับเคลื่อน

ในตอนนี้หลายคนทราบกันดีว่า “ประเทศของเรากำลังประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 กันอย่างหนักหน่วง” แต่ก่อนจะพูดถึงวิธีการแก้ปัญหาของรัฐไทย ลองเข้าประเด็นมาดูกันก่อนว่าประเทศอื่น ที่เขาเคยประสบปัญหาเรื่องฝุ่นมาเหมือนกัน แล้วพวกเขาผ่านไปได้อย่างไร ลองมาดูกัน

หลังจากที่ประเทศของเราประสบปัญหาเรื่องภาวะมลพิษฝุ่น PM 2.5 กันมาอย่างยาวนาน แต่ว่าก็ดูเหมือนกับว่าบ้านเราจะฝึกคนในประเทศ ให้กลายพันธุ์จนแข็งแกร่ง และสามารถทนต่อฝุ่น PM นี้ได้ แต่ทางกลับกัน ในต่างประเทศ กลับกำลังช่วยกันรณรงค์หลาย ๆ เรื่อง โดยมีรัฐบาลเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภาวะฝุ่นและสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ลองมาไล่ดูกันทีละประเทศว่า มีวิธีการแก้ปัญหากันอย่างไรบ้าง

ประเทศจีน

https://static.posttoday.com/media/content/2019/01/14/CC462C644AB440CC9FCDBAC2F1EBE13B.jpg

ในปี 2017 ของประเทศจีน ได้ประสบปัญหาเรื่องภาวะฝุ่น PM 2.5 ที่หนักหน่วงเป็นเวลานาน จนทางรัฐบาลจีนเองต้องออกมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยการทุ่มเงินกว่า 9.1 หมื่นล้านบาทเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นควันนี้ พร้อมกับยกเลิกการเผาถ่านหิน 700 หมู่บ้าน อีกทั้งยังโละทิ้งรถยนต์เก่า 300,000 คันที่ปล่อยควันเยอะเกินกว่ามาตรฐาน

ทั้งยังสั่งปิดโรงงานเก่าให้ต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมาย จัดตั้งหน่วยงานที่เข้าควบคุมโดยเฉพาะ มีการปรับอย่างจริงจังมากขึ้น ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการสร้างฝุ่นควัน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท จากคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้น ลองมาดูรายละเอียดไปทีละส่วน ว่าทางจีนแก้ปัญหาให้กับปักกิ่งกันอย่างไรบ้าง ?

  • ในส่วนตัวเมืองเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด แทนการใช้พลังงานถ่านหิน
  • การคมนาคม โดยเฉพาะปักกิ่งให้คนใช้พลังงานสะอาด พลังงานไฟฟ้า พลังงานทดแทน รัฐบาลสร้างจุตชาร์จแบตให้อย่างเพียงพอ
  • เปลี่ยนรถแท็กซี่ รถขนส่งสาธารณะส่วนใหญ่ ให้กลายมาเป็นพลังงานไฟฟ้า
  • โละรถยนต์กว่า 300,000 คันที่เครื่องยนต์เก่าทิ้ง สั่งปิดโรงงานที่ผลิตควันเยอะเกินไปถึง 2,500 แห่ง
  • เพิ่มพื้นที่ป่านในเมือง 5 แห่ง พร้อมสวนสาธารณะอีก 21 แห่งในเมืองปักกิ่ง
  • จัดตั้งหน่วยงานเข้าดูแลอย่างจริงจัง เป็นตำรวจที่ดูแล บังคับใช้กฎหมายมลพิษ ปรับจริงจัง ดำเนินคดีจริงจัง มีคดีกว่า 13,127 คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศอีก 1,400 คดี รวมมูลค่าปรับประมาณ 950 ล้านบาท
  • มีระบบการแจ้งเตือนเรื่องฝุ่น PM 2.5 อยู่เสมอ ทุกเสาร์ไฟฟ้ามีประโยชน์มากขึ้น
  • เมื่อมีปัญหาฝุ่นควัน จะสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างมลพิษชั่วคราวทันที
  • ปิดเหมืองถ่านไปอีกกว่า 1,000 แห่ง

แค่เท่านี้คงเห็นได้ชัดเจนถึงความจริงจังในมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องฝุ่นของจีนแล้ว ว่าทางรัฐบาลของจีนลงทุนลงแรงร่วมกับประชาชนในประเทศมากน้อยขนาดไหน

ประเทศญี่ปุ่น

https://autonomies.org/2014/07/the-dark-tidings-of-uri-gordon/

พวกเรามักเห็นได้ชัดเจนเสมอมาว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สะอาด อากาศดีตลอดปี แล้วทำไมพวกเขาถึงทำได้ หากลบภาพเรื่องความมีระเบียบ และการรักษากฎกติกาของญี่ปุ่นออกไป เราลองมาดูว่า พวกเขามีแรงผลักดันจากรัฐบาลในด้านไหนบ้าง ถึงเกิดสภาพอากาศที่สดใสตลอดเวลา

  • การจัดการเรื่องโรงงานอุตสาหกรรม ที่ผลิตควันออกมากเกินไปอย่างจริงจัง ด้วยการบริหารผังเมืองทีละจุด ตั้งแต่หมู่บ้าน ไปจนครอบคลุมอาณาเขตเมืองทั้งหมด
  • การเผาถ่าน หรือกิจกรรมที่ทำให้เกิดควันพิษ ถูกระงับ และลดการทำกิจกรรมเหล่านั้นมากขึ้น อย่างเช่นการเผาถ่าน จะเห็นได้เพียงแค่ตามร้านอาหาร ที่ยังกักเก็บวัฒนธรรมไว้เป็นจุดขายอยู่ การสูบบุหรี่จะได้รับการจัดที่เอาไว้ให้เป็นพิเศษเท่านั้น จะไม่มีใครเดินสูบบุหรี่บนท้องถนน
  • ระบบคมนาคมที่ได้รับการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า เลนถนนที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคนใช้งานรถจักรยานมากขึ้น เนื่องจากขนส่งสาธารณะถูกกว่ามาก
  • การตั้งกฎหารออกรถ ว่าหากภายในเขตที่อยู่อาศัย ไม่มีที่จอดรถเป็นของตัวเองภายในตัวเรือนที่อยู่อาศัย จะไม่สามารถออกรถได้ ทำให้จำนวนรถยนต์ส่วนตัวมีน้อยลงมาก
  • รถขนส่ง รถบรรทุก จะได้รับการตรวจเช็คสภาพรถอย่างครบถ้วน และละเอียด ทำให้ไม่มีรถคันไหนพ่นควันดำบนท้องถนนเลย
  • การก่อสร้าง การปรับปรุงตึก จะต้องมีการคลุมทั่วทั้งตึก เพื่อไม่ให้เกิดการเล็ดลอดของฝุ่นละอองออกมาได้
  • มีการออกกฎหมายพัฒนาพื้นที่สีเขียว ทั้งในเมืองและนอกเมือง แม้แต่โตเกียวมีพื้นที่สีเขียว 12 ตร.ม./คน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานโลกที่ 9 ตร.ม./คนเสียด้วยซ้ำ
  • การใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ที่หากปล่อยมลพิษเกินขนาดจะมีสื่อ และประชาชนช่วยกันเป็นหูตาคอยมองอยู่

  เนื้อหาทั้งหมดนี้เรายังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น การรักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ประเทศญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเรื่องฝุ่น PM 2.5 ไปได้

ประเทศเกาหลี

https://www.naewna.com/inter/391271

เมื่อช่วงวันที่ 14 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ทางเกาหลีใต้หลายเมือง ประสบปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 ที่มีค่าตัวเลขสูงถึง 180 ในหลาย ๆ เมือง ทำให้รัฐบาลทางเกาหลีใต้ออกมาตรการฉุกเฉินทันที โดยบังคับใช้กับเมืองใหญ่ในเกาหลีใต้ 10 เมือง กรุงโซล ปูซาน แทจอน เซจง กวางจู ไปจนจังหวัดชุนชองเหนือและใต้ โดยมีเนื้อหาในข้อบังคับดังนี้

  • โรงงานผลิตไฟฟ้ากำลังความร้อน ต้องลดการผลิตลงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
  • รถยนต์ดีเซลเก่าที่จดทะเบียนก่อน 2005 จะถูกไม่ให้เข้ากรุงโซลเด็ดขาด ในขณะที่เกิดภาวะฝุ่น PM 2.5 อยู่
  • รัฐบาลเกาหลีใต้ยังสั่งปิดที่จอดรถของหน่วยงานรัฐกว่า 430 แห่งในกรุงโซล เพื่องดการใช้รถอย่างทันที อีกทั้งจำนวนรถยนต์เกือบครึ่งของเจ้าหน้าที่รัฐถูกห้ามไม่ให้ใช้งานด้วย
  • พร้อมแจ้งประชาชนว่าให้ใส่หน้ากากกันฝุ่นระดับ PM พร้อมกับงดให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • เตรียมพร้อมในอนาคตเรื่องการขนส่งสาธารณะ ที่ใช้รถระบบไฮโดรเจนอีกหลายแสนคัน ที่กำลังจะทยอยตามมา

นี่เป็นเพียงแค่มาตรการฉุกเฉินเบื้องต้นของเกาหลีใต้เท่านั้น ทั้งเน้นเรื่องการลดการทำงานของโรงงานที่มีส่วนการสร้างฝุ่นควัน ลดการใช้งานรถยนต์ส่วนบุคคลของทั้งภาครัฐ และภาคประชาชนทั่วไป ทั้งยังส่งเสริมกระบวนการชนส่งสาธารณะอีกหลากหลายด้านด้วย

เห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ในหลายประเทศ รัฐบาลที่เป็นพระเอก ในการช่วยแก้ปัญหาเรื่องฝุ่น ทั้งการออกกฎหมายควบคุม การสั่งปิดโรงงาน การสั่งตรวจรถ หรือโละออกหลายแสนคัน ล้วนเป็นการทำงานของรัฐบาล ที่ขอความร่วมมือกับประชาชนในเบื้องต้น

แต่หากมองกับมาทางประเทศของเราแล้ว ยังคงไม่เห็นการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จนสามารถลดปัญหาเรื่องฝุ่นได้อย่างจริงจัง ในตอนนี้คงทำได้เพียงการปกป้องตัวเอง ในขณะที่ภาครัฐยังคงไม่ยื่นมือมาช่วย จนประชาชนยังไม่สามารถจับต้องมือที่ยื่นมาช่วยเหลือได้เลยแม้แต่น้อย

https://static.bangkokpost.com/media/content/dcx/2019/11/24/3419824.jpg

อย่างกับหลุดมาจากโลกอนาคต เครื่องฟอกอากาศ Ao Air จาก ATMOS Faceware : https://chiangmaidailynews.com/lifestyle/2891/

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading

NEWS

จิรายุ เผย “สนามบินเชียงรายยุบไม่ได้!” หลังเพื่อนบ้านเตรียมฟื้นสนามบินให้กลับมาใช้งานอีกครั้ง!

Published

on

“จิรายุ” ปธ.กมธ.รัฐวิสาหกิจฯ ตรวจสอบสนามบินเชียงราย ชี้ ข่าวลือยุบสนามบิน เป็นไปไม่ได้ หลัง พม่า ลาว เตรียมฟื้นสนามบินใหญ่ท่าขี้เหล็ก และลาวเตรียมฟื้นบินเก่าที่ห้วยทราย

วันที่ 20 ม.ค. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ประธานคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องจากประชาชนในจังหวัดทางภาคเหนือถึงกรณีที่มีข่าวว่า การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย AOT อาจจะยุบสนามบินแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อตรวจสอบและรับฟังปัญหา ได้ข้อสรุปดังนี้ ในรอบ 3 ปี เชียงราย มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นปี 59 มีประมาณ 2 ล้านคน จาก 14,589 ไฟลต์บิน เพิ่มมาเป็นเกือบ 3 ล้านคนในปี 62 จาก 20,203 ไฟล์ต

ในขณะเดียวกัน กลับไม่ได้งบประมาณที่เพียงพอในการพัฒนาให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังมีความแออัดในอาคาร และที่จอดรถที่ยังไม่เป็นระเบียบนัก และอาคารเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี รวมทั้งการพัฒนาและตกแต่งให้เป็นสนามบินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ ยังไม่มีการดำเนินการเท่าที่ควร ทำให้เกิดความแออัด และผู้ใช้บริการไม่พึงพอใจ ขณะเดียวกัน ได้รับงบประมาณในการพัฒนาไม่สอดรับกับจำนวนเที่ยวบินและนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบเป็นไปได้ยาก ที่จะมีการยกเลิกสนามบินเชียงราย เนื่องจากยังจำเป็นต้องศูนย์กลางทางการบินของแนวนโยบายเขตเศรษฐกิจที่จะประกาศให้ 3 อำเภอใหญ่ แม่สาย เชียงแสน และเชียงของ เป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับการเชื่อมโยง ระหว่าง 4 ประเทศ ไทย, พม่า, ลาว, จีน ซึ่งขณะนี้จีน ได้ทำรถไฟความเร็วสูงมาจ่อที่ชายแดนบ่อเต็นของลาว และโครงการรถไฟฟ้าในลาวเส้นทางมาถึงเวียงจันทน์ ปัจจุบันก่อสร้างไปแล้วกว่า 75%

และสิ่งที่น่ากังวลใจ คือ การเตรียมการขยายสนามบินท่าขี้เหล็กของพม่า และการเตรียมขยายสนามบินครั้งใหญ่ของบ้านห้วยทราย ในลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอำเภอเชียงของ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง ซึ่งรัฐบาลไทยควรจะเร่งพิจารณาแนวทางการแก้ไขการคมนาคม ทั้งทางน้ำ ทางบก และทางอากาศ ในพื้นที่ชายแดนที่มีการค้าขายอย่างเร่งด่วน ก่อนที่การคมนาคมเพื่อนบ้านจะล้ำหน้ามากกว่านี้

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

ดันนโยบาย! ผลักดันร้านค้าธรรมดา ให้กลายเป็น “Smart โชวห่วย”

Published

on

หลังกระทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันให้ร้านค้าโชห่วยทั่วประเทศให้เป็น Smart โชวห่วย ตามแผนนโยบายที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้!

จากผลสรุปการสำรวจจำนวนร้านค้าโชวห่วยที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ พบว่ามีจำนวนกว่า 30,000 รายที่มีความพร้อมจะพัฒนาร้านค้าให้เป็น Smart โชวห่วย ทั้งนี้ สามารถจำแนกตามขนาดและรายได้ของร้านโชวห่วยออกเป็น 4 ขนาด คือ

ขนาด SS มีพื้นที่ 1 คูหา (ประมาณ 20 ตร.ม.) หรือ รายได้น้อยกว่า 30,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 56.2 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด S มีพื้นที่ 2 คูหา (ประมาณ 40 ตร.ม.) หรือ รายได้ 30,000-50,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 21.7 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

ขนาด M มีพื้นที่ 3 คูหา (ประมาณ 60 ตร.ม.) หรือรายได้ 50,001-100,000 บาท/เดือน คิดเป็นร้อยละ 12.6 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

และขนาด L มีพื้นที่มากกว่า 3 คูหา (มากกว่า 60 ตร.ม.) หรือรายได้มากกว่า 100,000/เดือน คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของจำนวนร้านโชวห่วยทั้งหมด

พร้อมทั้งวิเคราะห์เชิงลึกถึงจุดอ่อนที่ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาให้เป็นร้าน SMART โชวห่วย โดยได้กำหนดไว้ 5 แนวทาง คือ

1. ปรับภาพลักษณ์ร้านค้าโชวห่วย โดยกำหนดหลักสูตรให้ความรู้พร้อมลงพื้นที่ร่วมกับพันธมิตรสถาบันการศึกษา, บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน), บริษัทยูนิลีเวอร์ ไทยเทรดดิ้ง จำกัด และสมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย

2.ส่งเสริมการนำเทคโนโลยี POS มาใช้เพื่อบริหารร้านค้า สำหรับร้านค้าแต่ละขนาด ส่งเสริมให้ใช้โปรแกรม Mobile POS เป็นการใช้อุปกรณ์ที่มีมาช่วยในการบริหารร้านได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมมาก

3. ด้านการส่งเสริมการตลาด ร่วมกับผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายรายใหญ่ จัดโปรโมชั่นพิเศษ พร้อมนำสินค้ามาจำหน่ายในราคาที่ตุ้นทุนต่ำ

4. เพิ่มรายได้และสนับสนุนการขนส่งผ่านไปรษณีย์ไทย ให้ร้านโชวห่วย เป็นจุดรับ-ส่งพัสดุ เพื่อเพิ่มช่องทางในการกระจายสินค้าได้มากขึ้น

5. เข้าถึงเงินทุน สนับสนุนให้ร้านโชวห่วยมีเงินสำรองลงทุนระยะยาว ให้สามารถกู้ได้ในดอกเบี้ยต่ำ ให้สามารถมีโอกาสขยายธุรกิจของตัวเองได้

ทั้งนี้ ยังอยู่ในระหว่างการเสนอนโยบายให้สามารถใช้ได้จริงๆ และนำไปพัฒนา พร้อมต่อยอดต่อในอนาคต ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคล่องตัวมากยิ่งขึ้น

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending