Connect with us

NEWS

“นายก” แจงยุทโธปกรณ์กองทัพของมันต้องมี “เพื่อลูกหลาน”!!

Published

on

นายก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ชี้แจงระหว่างพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2564 วงเงินกว่า 3.3 ล้านล้านบาท เรื่องการจัดงบประมาณซื้อ “ยุทโธปกรณ์ที่ใช้งบประมาณแบบผูกพันข้ามปี” โดยให้เหตุผลว่า “ยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เป็นของเก่ากว่า 80% จึงต้องซื้อใหม่ เพื่อเป็นการลดงบประมาณการซ่อมบำรุง”

วันที่ 1 ก.ค. 63 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มีการชี้แจงเรื่องงบประมาณสำหรับการซื้อยุทโธปกรณ์แบบผูกพันข้ามปี ระหว่างพิจารณาร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงินกว่า 3.3 ล้านบาท โดยมีเนื้อหาการชี้แจงช่วงแรกว่า

การผูกพันงบประมาณข้ามปีเนื่องจากการซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ ต้องใช้เวลาในการผลิต และผ่อนชำระเพราะราคาแพง เราจึงต้องปรับยุทโธปกรณ์ของเรา ซึ่งต้องเรียนก่อนว่าที่ผ่านมาเราไม่ได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ เลย ทำให้มีของเก่ากว่า 70-80% ดังนั้นส่วนที่เราจัดหามาทดแทน เพื่อเป็นการไม่เปลืองงบประมาณในการซ่อมบำรุง เพราะเรามีภารกิจสำคัญอย่าง การป้องกันอธิปไตยตามแนวชายแดน ซึ่งอาจเกิดขึ้น หรือไม่เกิดก็ได้ ทำให้เราต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นยุทโธปกรณ์ที่ไม่ทันสมัยอาจเป็นปัญหากับเราในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันมีข้าราชการทหารเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นตามหลักการที่ควรจะมี 

ทางด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำเพิ่มเติมอีกว่า ยุทโธปกรณ์ชุดนี้ ไม่ได้มีสร้างไว้ขายหน้าร้านพร้อมรับรอง “ต้องรอการผลิตใหม่ทั้งหมด” จึงขอให้เข้าใจด้วย ส่วนอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ คือ การป้องกันแนวชายแดน ซึ่งปัจจุบันมีคนหลายหมื่นที่เฝ้าอยู่แนวชายแดน ทำให้ปัญหาลดน้อยลงไป และนอกจากนี้เรายังมีภารกิจสนับสนุนองค์การสหประชาชาติ ซึ่งเราก็มีภารกิจต่อประชาคมโลกด้วย พร้อมกับทิ้งคำพูดช่วงท้ายเอาไว้ว่า

ขอขอบคุณภาพจาก : Thaipublica

“หลายคนมีลูกหลานเป็นทหารทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราต้องห่วงใยเขา ถ้าหากเราไม่มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยให้เข้าได้ใช้งานเพื่อป้องกันตัวเอง ในขณะที่ยุทโธปกรณ์รอบด้านมีความร้ายแรงมากขึ้น มันก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียของลูกหลานของท่าน และของพวกเรากันเอง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ส่วนทางฝั่ง พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กองทัพมีภารกิจหลัก 2 ประการคือ

  • การเตรียมกำลังกองทัพ
  • การใช้กำลังกองทัพ

ดังนั้นการเตรียมกำลังพลก็ต้องพร้อมทั้งในยามปกติ ทั้งเรื่องกำลังพล การศึกษา และยุทโธปกรณ์

เรื่องการใช้กำลังนั้นทางกระทรวงกลาโหมทราบดี ว่าภัยคุกคามในอนาคตนั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งเรื่องยาเสพติด การหลบหนีข้ามชาติ ภัยพิบัติ โรคติดต่อ ซึ่งทำให้ทางกองทัพ ได้พิจารณาปรับโครงสร้าง และการบริหารจัดการ เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ดังเห็นได้จากสถานการณ์ COVID-19 กองทัพได้มีการเข้าช่วยเหลือ ด้านสาธารณสุขด้านต่างๆ มีชุดแพทย์ และสถานกักกันโรคกว่า 32 แห่ง 

สุดท้ายการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม ได้มีแผนการปรับปรุงกองทัพมาโดยตลอด มีการยุบหน่วย ปรับดึงระดับกองพล เพื่อให้สอดคล้องต่อสถานการณ์ จึงมีการปรับเปลี่ยนเรื่องระบบกำลังโดยมีการรับกำลังพลสำรองเข้ามาทำงานปกติ เพื่อช่วยลดภาระงบประมาณ แทนที่จะเข้ามารับราชการประจำตั้งแต่เริ่มต้น อีกทั้งต่อไปนี้ ยังมีกำลังพลเรือนกลาโหมทำงานในด้านธุรการ และด้านอื่นๆ ที่ไม่ใช่ด้านทหารอีกด้วย 

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

รวมวาทะกรรมแสดงความเห็น “ม็อบธรรมศาสตรจะไม่ทน”

Published

on

หลังจากที่มีการเผยแพร่ภาพการชุมนุมในธรรมศาสตร์ ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสถาบัน ทำให้มีนักการเมืองหลายคน ออกมาแสดงความเห็นกับการชุมนุมในครั้งนี้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการชุมนุมของม็อบธรรมศาสตร์จะไม่ทัน ว่า “ตลอดชีวิตที่ตนทำงานด้านการเมือง คือ การทำงานการเมืองภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนตัวเห็นด้วยกับการต่อสู้กับระบอบเผด็จการในประเทศไทย ที่บริหารประเทศได้ล้มเหลวจนทำให้ประชาชนต้องตกที่นั่งลำบาก ดังนั้นตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของเหล่านักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน คือ

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • การยุบสภา
  • หยุดคุกคามประชาชน

ตนเห็นด้วยว่าเหมาะสม และอยู่ในวิสัยที่หลายฝ่ายจะหาทางร่วมมือกันได้ แต่ไม่ควรก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งแบ่งฝ่ายของคนในชาติ จนอาจก่อให้เกิดการยึดอำนาจอีกครั้ง

คุณกรณ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า

ขอขอบคุณภาพจาก : ข่าวสด

ได้มีการออกแถลงการณ์ว่า อย่าให้ประวัติศาสตรซ้ำรอย ประเทศมีบทเรียนมากพอแล้ว หลีกเลี่ยงการก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันฯ​ ชุมนุมภายใต้กฎหมาย โดยมีการระบุข้อความที่เผยแพร่ออกไปว่า

“พรรคกล้า – KLA Party จะต้องไม่มีส่วนร่วมกับความขัดแย้งใดในสังคม ทุกครั้งที่เราแสดงออก ต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์หรือเป็นการหาทางออกให้เหตุการณ์นั้นๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เราจะไม่ยอมตกอยู่ในวังวนเดิมของการเมืองแบบเก่า ที่สร้างแต่ความขัดแย้ง แบ่งแยกผู้คน และสร้างความรุนแรง”

สุดท้ายคุณกรณ์ยังยืนยันอีกว่า สิทธิทางความคิดและความเชื่อของผมคือ “ระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)

ขอขอบคุณภาพจาก : Line today

ได้มีการโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัวโดยมีข้อความว่า

“ขอทวงความรับผิดชอบของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางกฎหมายและจริยธรรมต่อคนไทยที่รักชาติรักสถาบันฯ ต่อการปล่อยให้เสรีภาพอันเกินขอบเขตในการอภิปราย ปลุกระดมในเนื้อหา และข้อเสนอระหว่างชุมนุม ที่จาบจ้วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีคำตอบให้คนไทยทั้งประเทศมากกว่าคำว่า ขอโทษ แค่นี้ครับ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ว่า ตนนั้นติดตามดูอยู่ตลอด จะไม่ดูได้อย่างไร แต่เมื่อดูแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ กับสิ่งที่ผู้ชุมนุกได้เสนอมาทั้ง 10 ข้อ ที่ต้องการให้ยกเลิกข้อบังคับและกฎหมายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์และการออกความเห็น เรื่องการชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

“อานนท์ นำภา” มาตามนัด! ขึ้นเวทีปราศรัยที่เชียงใหม่ท่ามกลางผู้ชุมนุมกว่า 500 คน!!

Published

on

ในช่วงเย็นวันที่ 9 ส.ค. 63 ณ ข่วงประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ มีผู้ชุมนุมเข้าร่วมกว่า 500 คน ส่วนใหญ่แล้วเป็นนักศึกษาและเยาวชนนักเรียน พร้อมกับกลุ่มประชาชนชาวเชียงใหม่ ที่แต่งตัวมาเสื้อสีดำ เพื่อชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมทั้งมีการติดตั้งเครื่องเสียง และรอรับ นายอานนท์ นำภา ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวจากศาลในคดีชุมนุมที่กรุงเทพ โดยมีกำลังตำรวจคอยดูแลรักษาความสงบกว่า 100 นาย ซึ่งภายในการชุมนุมได้มีการรวบรวมรายชื่อเพื่อให้ถึง 50,000 รายชื่อ ในการยื่นเสนอเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย 

ขอขอบคุณภาพจาก : khaosod

แต่ทว่าภายในการชุมนุมไม่ได้ราบรื่นเท่าไหร่นัก ในช่วงเวลาประมาณ 18.00 น. ได้มีการแจ้งจากรถเครื่องเสียงของทางตำรวจ เพื่อให้เลิกการชุมนุม เนื่องจากผิด พรบ.ชุมนุม ที่ไม่ได้มีการให้แจ้งล่วงหน้าก่อน จากการสืบค้นข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หากมีการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ได้มีการยกเลิกชั่วคราวสำหรับ พรบ.ชุมนุมไปแล้ว ซึ่งแปลว่าหากต้องการใช้ พรบ.ชุมนุม ต้องมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินเสียก่อน แต่ท้ายที่สุดได้คำตอบจากทางตำรวจว่า ประกาศใช้ 2 อย่างควบคู่กันไป ทั้งนี้การชุมนุมยังคงดำเนินต่อไปจนถึงช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. เป็นเวลาที่ นายอนนท์ นำภา จะขึ้นมาปราศรัย 

โดยเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้องของประชาชนปลดแอก

ขอขอบคุณภาพจาก : BBC THAI
  1. ให้หยุดการคุกคามประชาชน
  2. ให้มีการยุบสภา
  3. ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ก่อนจะจบการชุมนุมต่อเนื่องจากการรวบรวมรายชื่อ 50,000 ชื่อเพื่อยื่นเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้มีการแจกหนังสือ สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย ฟรีจำนวนกว่า 100 ที่จัดพิมพ์โดย นายอานนท์ นำภา อีกด้วย และสุดท้ายการชุมนุมสิ้นสุดลงหลังจากการปราศรัยจนจบในช่วงเวลาประมาณ 19.30 น. ผู้เข้าร่วมชุมนุมทุกคนแยกย้ายกันกลับ โดยไม่เกิดความวุ่นวาย แล้วเสร็จในเวลา 19.40 น.  

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

รมช.มหาดไทย บุกพื้นที่น้ำท่วมเชียงใหม่ พร้อมมอบถุงยังชีพช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่

Published

on

หลังจากน้ำท่วมในบางพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมเข้ามาดูความเรียบร้อยของสะพานเหล็กที่ขาดในช่วงน้ำท่วมทำให้การสัญจรต้องตัดขาด

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 63 ที่ผ่านมา นายนิพนธ์  บุญญามณี  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2)  พร้อมด้วยคณะ  ลงพื้นที่ติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินการป้องกัน  พร้อมมอบแนวทางการแก้ไขปัญหาและสิ่งของช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายอำเภอ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานสถานการณ์

นายนิพนธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนได้ติดตามสถานการณ์อุกทกภัยอย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงมหาดไทยบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานทั้งการเฝ้าระวัง แจ้งเตือนภัย พร้อมทั้งให้ติดตามคาดการณ์ลักษณะอากาศ ปริมาณฝน ระดับน้ำในพื้นที่  เตรียมพร้อมทั้งบุคลากรและเครื่องจักร ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อดำเนินการแก้ไขอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนได้ทันที

ในคราวเดียวกัน สำหรับความคืบหน้าการติดตั้งสะพานเบลีย์ (สะพานเหล็ก) จุดทางเบี่ยงสะพานขาดบนถนนสายเชียงใหม่-เชียงราย กม.ที่ 32 อ.ดอยสะเก็ด ได้ทำการบดอัดคอสะพานเสร็จเรียบร้อยสามารถเปิดเส้นทางให้ประชาชนได้สัญจรผ่านไปมาได้เป็นปกติ รถเล็กน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 20 ตัน สามารถใช้เส้นทางได้ตามปกติแต่ขอความร่วมมือผู้ใช้รถในขณะขับผ่านสะพานควรระมัดระวังในการใช้ความเร็ว สำหรับรถบรรทุก 10 ล้อ และรถพ่วงเพื่อความปลอดภัยขอให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางนี้ก่อน

จากนั้น รมช.มหาดไทยได้นำถุงยังชีพข้าวสาร อาหารแห้ง และน้ำดื่มสะอาด จำนวน 400 ชุด มอบบรรเทาทุกข์แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.ดอยสะเก็ตและ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเพื่อช่วยเป็นแรงกำลังใจบำรุงขวัญให้แก่ประชาชนผู้ประสบภัยอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : ฐานเศรษฐกิจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending