Connect with us

LOCAL

นักกม.ชี้ช่องฟ้อง กรณีสาวจวกยับ WARMUP CAFE บอกปัด แค่ PR

Published

on

cover

เป็นกระแสร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ Shanunphat Chaowchaiyut โพสต์ คลิปวิดีโอ พร้อมข้อความ เล่าถึงสถานการณ์หลังจากทราบผลว่าแฟนของเธอได้รับการติดเชื้อ Covid-19 หลังจากไปเที่ยวยังร้าน Warmupcafe Chiangmai และได้โทรไปพูดคุยกับทางร้าน

WARMUP CAFE
โพสต์ดังกล่าว

โดยมีเนื้อความว่า “ส่วนคลิปนี้ขอแยกให้กับวอร์มอัพเลยนะคะ Warmupcafe Chiangmai เมื่อวันที่ 9 มกราคม เราได้โทรไปแจ้งทางวอร์มอัพเรื่องมีผู้ติดเชื้อเพิ่มจากที่นั่น และถามถึงเรื่องที่เค้าเคยทำ PR ไว้ว่า ใครมาที่ร้านติดโควิทได้ 1 แสน ถ้าตายได้ 1 ล้าน เค้าได้บอกเรากลับมาว่าเป็นเพียงแค่การPR ของร้านเท่านั้น ไม่ได้ให้จริง ถ้าอยากเรียกร้องให้ไปเรียกร้องกับผู้ว่าเชียงใหม่ ตอนเราเข้าไปใช้บริการ เราจ่ายเงินให้คุณ แต่พอเกิดเรื่องคุณลบโพสทิ้งและให้เราไปเรียกร้องกะผู้ว่าอย่างงี้หรอ มันใช้ได้หรอคะ คำถามคือ การที่เค้า PR ร้านแบบนี้ เราเข้าใจว่า เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้รู้สึกว่าปลอดภัยในการเข้าไปใช้บริการ

ถึงแม้ว่าคนอื่นจะบอกว่าเราเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเอง แต่ทางร้านตอบมาน้ำเสียง การพูดจา คือปัดความรับผิดชอบมากๆ ไม่มีแม้คำขอโทษหรือขอบคุณที่โทรมาแจ้งข่าว สถานที่อื่นที่เราไป ทุกคนน่ารักและให้คำปรึกษา รวมทั้งขอบคุณที่เราอัพเดตข่าวสารกับเค้าตอนนี้เราเสียความรู้สึกมากค่ะว่ากะร้านที่เราไว้ใจแล้วเข้าไปใช้บริการจะตอบกลับมาแบบนี้ เค้าอาจจะคิดแค่ว่าเสียลูกค้ากลุ่มเราไปก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ได้ใช้บริการเค้าบ่อย เค้าไม่เสียหายอะไร ส่วนเราลาก่อน ลาขาด ไม่ไปใช้บริการหรือเหยียบที่นั่นอีกแล้ว โกรธมาก โมโหมาก”

ซึ่งคลิปดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้คนบนโลกออนไลน์ ทั้งในด้านของการโพสต์คอมเมนต์และแชร์ออกไปอย่างถล่มทลาย

WARMUP CAFE
โพสต์ของร้านวอร์มอัพคาเฟ่

นายวีระพันธ์ ดีอ่อน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า กรณีร้านวอร์มอัพคาเฟ่โพสต์ติดโควิดจ่าย 1 แสน เป็นในส่วนของร้าน ไม่ได้เกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเริ่มต้นโครงการนี้ทางประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ได้ตั้งขึ้นในช่วงพบผู้ป่วยที่มาจากโรงแรม 1G1 เมื่อสามารถควบคุมได้ โครงการนี้ก็หมดไป เนื่องจากสถานการณ์กลับสู่ปกติ

แต่ในส่วนของคืนวันเคาท์ดาวน์ทางร้านได้มีการกระทำความผิด เพราะทางคณะกรรมการโรคติดต่อเชียงใหม่มีทั้งพยานและหลักฐานจากผู้ติดเชื้อและส่วนอื่นๆว่าร้านมีการเปิดเกินเวลาและมีผู้ใช้บริการเกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระบุว่า ผู้ติดเชื้อสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากทางร้านได้ เพราะการโพสต์ลงช่องทางออนไลน์ถือเป็น “หนังสือทางการอิเล็กทรอนิกส์” ที่ถึงแม้จะไม่มีการลงลายมือชื่อก็ตาม แต่ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการโพสต์สามารถฟ้องร้องกับศาลได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Shanunphat Chaowchaiyut , Line Today

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

CULTURE

“ข้าวซอย” รสชาติแห่งการเปลี่ยนผ่าน ความอร่อยแห่งวัฒนธรรมผสม

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

Published

on

ทุกวันนี้ไม่มีใครรู้จัก “ข้าวซอย” อาหารเหนือรสชาติเข้มข้น ถูกปาก ถูกใจใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่า เดิมทีแล้วกว่าจะเป็นข้าวซอยหน้าตาอย่างที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ได้ผ่านอะไรมาบ้าง

สงครามล้างเผ่าพันธุ์ จุดกำเนิดการเดินทางของข้าวซอย

คาราวานพ่อค้าชาวฮ่อที่สามเหลี่ยมทองคำ ขอบคุณภาพจาก cpamedia.com

ว่ากันว่าเดิมทีข้าวซอยนั้นเป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีนฮ่อ หรือจีนมุสลิมที่ได้อพยพเข้ามาทำมาค้าขาย และทำอาชีพในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเดิมทีแล้วอาหารเมนูนี้มีชื่อว่า “ปาปาแซ”

แต่จุดกำเนิดของการเดินทางของเมนูแสนอร่อยขึ้นชื่อนี้ มาพร้อมกับเรื่องราวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวจีนฮ่อ โดยเดิมทีแล้ว คำว่า “ฮ่อ” คือชื่อเรียกของคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งต้นกำเนิดของคนเหล่านี้อยู่ตรงกับแถบบริเวณประเทศคาซัคสถาน กีรจีสถาน ทาจิกิสถาน และ อูสเบกิสถานในปัจจุบัน

ชาวฮ่อถูกนำมาเป็นทหารร่วมกองทัพของมองโกล และถูกส่งไปควบคุมอยู่ตามจุดยุทธศาสตร์และเส้นทางการเดินทางในจีน และต่อมาจึงได้อยู่อาศัย รับวัฒนธรรมผสมปนเปกันจนลืมวัฒนธรรมรากเหง้าไป เหลือเพียงศาสนาอิสลาม และภาษาอาหรับเพียงเท่านั้น

จนถึงปี พ.ศ.2399 ชาวฮั่นได้เริ่มจุดชนวนความขัดแย้ง สังหารหมู่ชาวฮ่อโดยมีราชวงศ์ฮั่นหนุนหลัง เกิดสงครามมายาวนานถึง พ.ศ.2420 ชาวฮั่นที่เหลือรอดจากการล้างเผ่าพันธุ์ร่นอพยพมาอยู่ที่มณฑลยูนยานทางตอนใต้ของจีน ได้ขอเข้ามาพักพิงอยู่อาศัยที่ทางตอนเหนือของตำบลข่วงสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า “หนองฮ่อ” ชาวจีนฮ่อที่อพยพมาพอตั้งหลักแหล่งได้ก็ประกอบอาชีพค้าขายที่ตนถนัด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เปิดร้านอาหารขาย “ข้าวซอย” นั่นเอง

แรกเริ่ม “ข้าวซอย” ไม่ได้ใส่กะทิ

จริง ๆ แล้ว ต้นตำหรับของข้าวซอยทุกวันนี้คือ เส้นที่ทำจากแป้งข้าวเหนียวดอยผสมกับน้ำ ไม่ได้มีไข่เป็นส่วนผสมอย่างทุกวันนี้ และราดด้วยแกงไก่สับหรือเนื้อสับ เพราะชาวฮ่อนั้นนับถือศาสนาอิสลามจึงไม่ทานเนื้อหมู เมนูนี้มีชื่อเรียกว่า “ปาปาแซ” ปัจจุบันหาทานยากมาก แต่ที่จังหวัดเชียงใหม่ยังมีขายอยู่หนึ่งร้านที่บ้านฮ่อ

มีการสันนิษฐานว่า เหตุผลที่ข้าวซอยในปัจจุบันมีส่วนผสมของกะทิก็เพราะว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจกาอาหารพม่าที่มีชื่อว่า “อนโน เขาสะเว” (Ohn-No Khao Swe) ที่มีหน้าตาคล้ายข้าวซอยแต่จะไม่ได้หนักเครื่องเทศเหมือนของไทย กินกับพริกแห้งคั่วน้ำมัน โรยด้วยเส้นทอดกรอบ และใส่กะทิเพราะในอดีตอาหารเหนือแทบทุกเมนูไม่มีการใส่กะทิ ส่วนแกงฮังเลนั้นก็รับมาจากพม่าเช่นกัน

ปัจจุบันข้าวซอยสามารถถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่

  • ปาปาแซ หรือข้าวซอยฮ่อ
  • ข้าวซอยอิสลาม มีการใส่กะทิเพิ่มลงไป และเส้นแบน
  • ข้าวซอยคนเมือง ในน้ำแกงจะต้มกะทิลงไปพร้อมกันเลย ไม่ได้แยกใส่ทีหลังเหมือนข้าวซอยอิสลาม น้ำแกงจึงเข้มข้นเป็นพิเศษ

ทำไมถึงชื่อ “ข้าวซอย”

น่าจะเดากันได้ไม่ยากอยู่แล้ว เพราะในสมัยก่อนเส้นข้าวซอยที่ทำมาจากแป้งข้าวเนียวดอย เมื่อผสมน้ำ นวดกันจนเข้าที่แล้ว ก็จะถูกรีดเป็นแผ่นและใช้มีดซอยนั่นเอง แต่ก็มีอีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่คำว่า “ข้าวซอย” จะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า “ขาสะเว” (Khao Swe) ของพม่าที่แปลว่า ก๋วยเตี๋ยว ด้วยเช่นกัน

พอลองมานึกดูแล้ว ที่จังหวัดเชียงใหม่ของเราก็มีร้านข้าวซอยให้ทุกคนได้เลือกอร่อยตามความชอบเยอะแยะมากมายอยู่เหมือนกัน แล้วร้านโปรดของเพื่อน ๆ คือร้านอะไรกันบ้างเอ่ย มาแชร์กันได้นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : ข้าวซอยเนื้อภาคเหนือ, phusompor

เปิดตำนาน “ลาบ” ที่เป็นมากกว่าสุดยอดอาหารของล้านนา แต่คือที่มาของเครื่องเทศ การค้าและการเมือง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

เช็กขั้นตอนลงทะเบียน “เรารักกัน” สำหรับผู้ไม่ได้รับสิทธิ์เราชนะ เงื่อนไข ม.33

Published

on

เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ในประเด็นผู้ไม่ได้รับสิทธิ์ “เราชนะ”
โดยเฉพาะผู้ไม่ผ่านเงื่อนไข ผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งทางรัฐบาลมีนโยบายการช่วยเหลือเยียวยาด้วยโครงการ “เรารักกัน” โดยมีวิธีการลงทะเบียนดังนี้

1. ตรวจสอบว่าตนเองมีคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ์โครงการ “เรารักกัน”
  • เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  • เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบประกันสังคม 
  • ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 
  • ไม่ได้รับสิทธิ์โครงการเราชนะ 
  • ไม่มีเงินฝากในสถาบันการเงินรวมกันเกิน 500,000 บาท
2. ลงทะเบียนขอรับสิทธิ์โครงการ “เรารักกัน”
  • วันที่ 21 กุมภาพันธ์ – 7 มีนาคม 2564 : ลงทะเบียนและตรวจสอบการได้รับสิทธิ์ ผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com
  • วันที่ 15-21 มีนาคม 2564 : กดใช้งานและกดยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง
  • วันที่ 22 และ 29 มีนาคม และ 5 และ 12 เมษายน 2564 : ผู้ได้รับสิทธิ์ จะได้วงเงินผ่าน “เป๋าตัง” 1,000 บาท จำนวน 4 ครั้ง
  • วันที่ 22 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2564 : เริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าภายใต้โครงการ “เราชนะ” ได้

3. กรณีผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ตรวจสอบสิทธิ์แล้วไม่ได้รับสิมธิ์ตามโครงการ ม.33
  • วันที่ 15–28 มี.ค. 2564 : ยื่นขอทบทวนสิทธิ์
  • วันที่ 5 – 11 เม.ย. 2564 : กดใช้งานและยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
  • วันที่ 5 และ 12 เม.ย. 2564 : รัฐบาล จะโอนเงินเข้าแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 2,000 บาท
  • วันที่ 5 เม.ย. – 31 พ.ค. 2564 : เริ่มใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการกับร้านค้าภายใต้โครงการ”เราชนะ” ได้

เท่านี้ก็สามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิ์ “เรารักกัน” ได้แล้ว อย่าลืมติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเผื่อมีการเปลี่ยนแปลงและเพื่อผลประโยชน์ของตนเองกัน

ที่มา : Thairath

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

LOCAL

เชียงใหม่ประกาศ มาตรการผ่อนคลายสถานการณ์ Covid-19

Published

on

เชียงใหม่ผ่อนมาตรการ

หลังจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่ผ่านมาสร้างความตื่นตระหนกแก่ประชาชนในพื้นที่จนต้องมีมาตรการควบคุมเข้มงวด

ล่าสุดจังหวัดเชียงใหม่ (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ม.ค.64) ประกาศผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิด 19 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 64 มีเนื้อหาโดยย่อดังนี้

คำสั่งที่ 14/2564 เรื่อง ให้งดออกใบอนุญาตการจัดให้มีการเล่นการพนัน
  • ชนไก่
  • ชกมวย
  • แข่งม้า
  • ชนโค
  • กัดปลา
  • ไพ่ผ่องไทย
คำสั่งที่ 15/2564 เรื่อง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดจากเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโรคโควิด 19 ในสถานบริการ สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ

1. ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มเปิดดำเนินการได้ตามที่กฎหมายกำหนด

2. สถานประกอบการที่เปิดให้บริการในลักษณะที่คล้ายกับสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ ทุกแห่ง เปิดให้บริการได้ตามที่กฎหมายกำหนด และมีมาตรการเพิ่มเติม คือ

– จัดให้มีและเปิดระบบระบายอากาศ และระบบหมุนเวียนอากาศภายในสถานที่ดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 10 ACH (Air Change per Hour) ตามมาตรฐานของทางราชการ ตลอดระยะเวลาที่เปิดบริการ

– ให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการด้วยแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” เท่านั้น โดยงดเว้นการลงทะเบียนด้วยการเขียนลงสมุด หากมีเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่ง ให้ผู้ประกอบการบันทึกชื่อ-สกุล พร้อมหมายเลขโทรศัพท์เก็บไว้

– ให้จัดทำป้ายโดยมีสารสำคัญ ได้แก่ จำนวนพื้นที่ให้บริการโดยมีหน่วยเป็นตารางเมตร จำนวนผู้ใช้บริการที่สามารถรองรับได้ (4 ตารางเมตร ต่อ 1 คน) จำนวนผู้เข้าใช้บริการในขณะนั้นและจำนวนคงเหลือที่สามารถให้บริการได้ เพื่อลดความแออัดของผู้เข้าใช้บริการ

– ตรวจคัดกรองผู้เข้าใช้บริการตามาตรฐานของศบค.กำหนด

คำสั่งที่ 16/2564 เรื่อง ผ่อนคลายมาตรการการจัดกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก

1. กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมไม่เกิน 200 คน ดำเนินการได้โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด

*กรณีที่ผู้เข้าร่วมจัดกิจกรรมเดินทางมาจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุด ให้เจ้าของสถานที่รายงานต่อศูนย์ปฏิบัติควบคุมโรคประจำพื้นที่ (ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่) ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน

2. กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 200 คน แต่ไม่เกิน 500 คน หากมีความจำเป็นในการจัดกิจกรรม ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยต้องยื่นแผนการจัดกิจกรรมและมาตรการป้องกันโรคล่วงหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

3. กิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมมากกว่า 500 คน ต้องแสดงเหตุผลความจำเป็นอย่างยิ่งและมาตราการคัดกรองสูงสุดและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่

ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งทั้ง 3 ฉบับ ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับตามพรบ.โรคติดต่อ หรือต้องระวางคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามพรบ.ฉุกเฉิน


นอกจากนี้ยังมีประกาศมาตราการควบคุมการเดินทางเข้าพื้นที่สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ต่างๆสู่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้

ขั้นตอนการเดินทางสำหรับผู้ที่มาจาก “พื้นที่สีแดงเข้ม”

พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 1 จังหวัด สมุทรสาคร
1. ก่อนเข้าพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงทะเบียน แอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
2. รับการตรวจอุณหภูมิ สังเกตอาการ
3. ใช้งานแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”
4. แจ้งเหตุผลการเดินทาง
– แสดงเอกสารเป็นฟอร์มราชการตามที่ศบค. กำหนด เช่น เอกสารรับรองความจำเป็น/การปฏิบัติหน้าที่/การติดต่อราชการ
* ขอได้ที่ อำเภอ นายจ้าง หรือต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่ไปติดต่อราชการ
5. ต้องกักตัว 14 วัน และหรือ มีการตรวจสอบหาเชื้อ

ขั้นตอนการเดินทางสำหรับผู้ที่มาจาก “พื้นที่สีแดง”

พื้นที่ควบคุมสูงสุด 4 จังหวัด กรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี

1. ติดตั้งและลงทะเบียนแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”
2. รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานและปฏิบัติตามคำแนะนำบนแอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
3. ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานและปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ยกเว้นกรณีที่มีความจำเป็นให้แสดงเหตุผลความจำเป็นพร้อมหลักฐาน
4. ต้องสังเกตอาการตนเองอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการผิดปกติให้แจ้งเจ้าพนักงานโรคติดต่อในพื้นที่ เพื่อเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาล

ขั้นตอนการเดินทางสำหรับผู้ที่มาจาก “พื้นที่สีส้ม”

พื้นที่ควบคุม 20 จังหวัด กาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สิงห์บุรี ตราด ตาก นครนายกนครปฐม ปราจีนบุรี เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรสงคราม สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง

1. ก่อนเข้าพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงทะเบียน แอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
2. ปฏิบัติตามคำแนะนำบนแอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
3. ใช้งานแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”

ขั้นตอนการเดินทางสำหรับผู้ที่มาจาก “พื้นที่สีเหลือง”

พื้นที่เฝ้าระวังสูง 17 จังหวัด นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร สุโขทัย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง ชุมพร สุราษฎร์ธานี พังงา สงขลา ยะลา นราธิวาส

1. ก่อนเข้าพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลงทะเบียน แอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
2. ปฏิบัติตามคำแนะนำบนแอปพลิเคชัน “CM-CHANA”
3. ใช้งานแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”

สามารถอ่านข้อมูลฉบับเต็มได้ที่ : ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจ จังหวัดเชียงใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก : ศูนย์ข้อมูลข่าวสารเฉพาะกิจ จังหวัดเชียงใหม่ , Chiangmai News

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending