Connect with us

NEWS

รอฟังข่าวดี! ลุ้นคลายล็อกเวลาจำหน่ายอาหาร – สถานศึกษา

พ่อค้าแม่ค้ารอฟังข่าวดี ลุ้นคลายล็อกเวลาจำหน่ายอาหาร-สถานศึกษา ในที่ประชุม ศบค. 29 ม.ค. นี้

Published

on

คลายล็อกร้านอาหาร โรงเรียน

พ่อค้าแม่ค้ารอฟังข่าวดี ลุ้นคลายล็อกเวลาจำหน่ายอาหาร-สถานศึกษา ในที่ประชุม ศบค. 29 ม.ค. นี้

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผย สธ. เตรียมเสนอที่ประชุม ศบค. ให้คลายล็อกเวลาจำหน่ายอาหาร และสถานศึกษา โดยกำหนดตามโซนสี ในที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ 29 ม.ค. นี้ 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ซึ่งการประชุมชุดใหญ่ ศบค. ที่จะจัดขึ้นนี้ คาดว่าจะมีการพิจารณาพื้นที่ควบคุมแต่ละโซนสี การผ่อนคลายมาตรการเวลาจำหน่ายอาหาร รวมถึงการเปิดทำการเรียนการสอน ตามประกาศเตรียมนัดประชุมของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เผย ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุมย่อยของทีมกระทรวงสารธารณสุข โดยได้มีการรายงานสถานการณ์ ข้อมูล และข้อควรปฏิบัติให้รับทราบก่อนนำเสนอในการประชุม ศบค. ชุดใหญ่ที่จะถึงนี้ โดยได้คำนึงถึงผู้ประกอบการเป็นหลัก

สำหรับการคลายล็อกสถานศึกษานั้น นายอนุทินกล่าวว่า ทางกระทรวงสารธารณสุขจะทำการประชุมกันก่อนเพื่อนำเสนอว่าพื้นที่ใดในขณะนี้เป็นสีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง ตามลำดับ ก่อนจะร่างมาตรการควบคุมออกมาเพื่อเสนอในที่ประชุมใหญ่ ศบค. ต่อไป

อย่างไรก็ตามนายอนุทินก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหลังการประชุมจะมีคำสั่งคลายล็อกได้ทันทีเลยหรือไม่ เพียงแต่การประชุมครั้งนี้ทาง สธ. นำเสนอข้อมูลไปเพื่อให้มีการพิจารณาไปในแนวนั้น ส่วนการผ่อนคลายจะออกมาเป็นอย่างไรก็ต้องรอจากที่ประชุมชุดใหญ่ก่อน

ข้อมูลจาก : ไทยรัฐ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

วัคซีนโควิด-19 มาถึงเชียงใหม่แล้ว 4 กลุ่มเสี่ยงเริ่มทยอยฉีดก่อน

เชียงใหม่วันนี้ 1 มีนาคม 2564 เริ่ม “ฉีดวัคซีนโควิด-19” แล้วให้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 กลุ่ม ทยอยฉีดให้ครบภายใน 3 เดือน เริ่มเดือนแรก 3,500 โดส

Published

on

วัคซีนโควิดเชียงใหม่

เชียงใหม่วันนี้ 1 มีนาคม 2564 เริ่ม “ฉีดวัคซีนโควิด-19” แล้วให้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 กลุ่ม ทยอยฉีดให้ครบภายใน 3 เดือน เริ่มเดือนแรก 3,500 โดส

วัคซีนโควิดเชียงใหม่
รูปจาก ข่าวสด

หลังจากที่ ศบค. ได้พิจารณาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น 1 ใน 18 จังหวัดแรกที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนแรกนี้ ด้วยเหตุผลที่ทางจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดบ่อยและเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้รับการจัดสรรวัคซีนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 83,500 โดส

ซึ่งเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (1 มีนาคม 2564) ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม ได้มี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงษ์ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุขเขต 1 นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นพ.สาธารณสุขจ.เชียงใหม่ และนพ.วรเชษฐ เต๋ชะรักษ์ ผอ.โรงพยาบาลนครพิงค์ ร่วมกันเป็นประธานในการดำเนินการฉีดวัคซีน โควิด-19

โดย 4 กลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับโอกาสฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเป้าหมายระยะแรกนั้น ได้แก่ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่จะมีโอกาสสัมผัสโรค เช่น เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ด่านคัดกรอง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว และกลุ่มแรงงาน/กลุ่มประชาชนทั่วไปผู้ที่มีโอกาสจะติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ ซึ่งวัคซีนที่ใช้ฉีดใน 4 กลุ่มเสี่ยงระยะแรกนี้เป็นวัคซีนซิโนแวค จากสาธารณรัฐประชาชนจีน

รูปจาก ผู้จัดการออนไลน์

จากแหล่งข่าวกรุงเทพธุรกิจได้เผยว่า แผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามมติการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยภายในเดือนแรกนี้ เดือนมีนาคม วัคซีนจำนวน 3,500 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 1,750 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 1,450 คน และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย ประชาชนทั่วไป โดยจะเน้นที่หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าสมาคม และผู้นำองค์กรที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 300 คน ซึ่งจะทำการฉีดที่โรงพยาบาลนครพิงค์ทั้งหมด

รูปจาก ผู้จัดการออนไลน์

รอบเดือนเมษายน วัคซีนจำนวน 32,000 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 16,000 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7,200 คน เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 500 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4,000 คน ผู้ที่มีโรคประจำตัว 6 กลุ่มโรค 3,800 คน ประชาชนทั่วไปและแรงงาน เน้นในกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 500 คน โดยกระจายการฉีดออกไปในโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐนอกสังกัด และโรงพยาบาลรัฐทุกอำเภอ

รูปจาก กรุงเทพุรกิจ

รอบเดือนพฤษภาคม จำนวน 48,000 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24,000 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7,000 คน เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 1,500 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4,500 คน ผู้ที่มีโรคประจำตัว 6 กลุ่มโรค 9,000 คน ประชาชนทั่วไปและแรงงาน เน้นในกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 2,000 คน โดยกระจายการฉีดออกไปในโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐนอกสังกัด และโรงพยาบาลรัฐทุกอำเภอ

รูปจาก กรุงเทพธุรกิจ

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปจะทยอยได้รับวัคซีนกันในระยะที่ 2 ในช่วงเดือน พ.ค. – ธ.ค. ซึ่งจะเป็นวัคซีนแอสตราเซนเนก้า โดยนายเจริญฤทธิ์คาดว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับประชาชนครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดภายในปลายปีนี้

ที่มา : ข่าวสด, ผู้จัดการออนไลน์, กรุงเทพธุรกิจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษา

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษาที่แสดงออกทางการเมือง พร้อมแสดงพลัง ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ในบ่ายวันนี้!

Published

on

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษาที่แสดงออกทางการเมือง พร้อมแสดงพลัง ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ในบ่ายวันนี้!

วันที่ 25 ก.พ. 64 มีกลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น บุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไป ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรณีการสอบสวนการทำผิดวินัยนักศึกษา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีรายละเอียดระบุไว้ในจดหมายว่า

เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และประชาชนทุกคน เนื่องด้วยหน่วยพัฒนาคุณภาพนักศึกษาฯ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำบันทึกข้อความแจ้งแก่นายวิธญา คลังนิล นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ว่า นักศึกษากระทำความผิดข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 ข้อ คือ วินัยข้อ 8 และวินัยข้อ 12 (5) โดยได้มีการแจ้งให้นักศึกษาเข้าให้ถ้อยคำและโต้แย้งข้อกล่าวหาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 นี้

กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังรายนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไปมีความกังวลและมีความเห็นต่อการกล่าวหาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่อนักศึกษา ดังต่อไปนี้

หนึ่ง มหาวิทยาลัยซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชนและค่าบำรุงการศึกษาของนักศึกษา มีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาอย่างเต็มที่ มหาวิทยาลัยมีภารกิจสำคัญคือบ่มเพาะและสร้างความเติบโตทางปัญญาในระบอบประชาธิปไตยแก่นักศึกษา ไม่เพียงแต่การบ่มเพาะความรู้ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปิดพื้นที่และบ่มเพาะพวกเขาในพื้นที่สาธารณะด้วย หากแต่ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับไม่ได้มีท่าทีและจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้แม้แต่น้อย อีกทั้งยังสนับสนุนการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาหลายประการ กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังรายนามตามที่ปรากฏนี้ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีดังกล่าวของมหาวิทยาลัย ที่ไม่เพียงเพิกเฉยต่อพันธกิจของตนเองในฐานะสถาบันอุดมศึกษา ที่ควรมีความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เสียภาษีในสังคมและประชาคมนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยยังทำลายหลักการสำคัญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

สอง การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษาตลอดปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นสำนึกและความรับผิดชอบชั่วดีของสังคมต่อความอยุติธรรมในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการหว่านแหจับกุมและแจ้งข้อหาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง การเอาผิดด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และด้านความมั่นคงอื่นๆอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการเกินกว่าเหตุและไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของพลเมืองไทย

กิจกรรมการแสดงออกของนักศึกษาที่ผ่านมา ก็เพื่อเรียกร้องซึ่งความเป็นธรรมให้กับเหยื่อทางการเมืองที่ถูกกระทำโดยรัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองดังกล่าว ไม่ว่าจะผ่านศิลปะการแสดง หรือการสื่อสารในรูปแบบสร้างสรรค์ต่างๆ ภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่งก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงหน้าที่ทางสังคมของพื้นที่สาธารณะเช่นมหาวิทยาลัย ในการธำรงค์ไว้ซึ่งหลักการแห่งความเป็นธรรม

การที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แจ้งเอาผิดทางวินัยต่อนักศึกษาจากการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมือง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เพียงขัดต่อหลักแห่งเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หากแต่ยังเป็นการใช้อำนาจนิยมในการคุกคามนักศึกษา ไม่ต่างไปจากการคุกคามเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

สาม กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดังรายนามที่ปรากฏนี้ จึงขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยุติการใช้อำนาจในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาในการแสดงออกทางการเมืองอย่างสุจริตโดยทันที และกระทำตนให้สมกับการเป็นสถาบันทางวิชาการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อนึ่ง การที่มหาวิทยาลัยและคณะมนุษยศาสตร์ ใช้กฎข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทำการสอบสวนนายวิธญา คลังนิล กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเรียกร้องให้การสอบสวนดังกล่าว เป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใสต่อสาธารณชน โดยที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังการสอบสวนได้ พร้อมทั้งให้มีการถ่ายทอดสดด้วยช่องทางต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่สาธารณชนจะสามารถเป็นประจักษ์พยานและมีส่วนรวมในการรับฟัง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หากปราศจากความโปร่งใสตรวจสอบได้และการมีส่วนร่วมของประชาชนและบุคลากรแล้ว การสอบสวนดังกล่าวก็ย่อมปราศจากความชอบธรรมและควรจะถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นโมฆะที่เกิดจากการใช้อำนาจในทางมิชอบ

ทั้งนี้กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชิญชวนให้ประชาชน นักศึกษา และบุคลากรทุกท่านที่มีความห่วงใยต่อประเด็นร่วมแสดงพลัง ในเรื่องดังกล่าวในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.30 เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 7210 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากทั้งหมดนั้นคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำถูกต้องหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรสมาชิกทั้งหมด 801 รายชื่อได้เชิญชวนทุกคนไปแสดงพลัง ทั้งนี้จะได้ข้อยุติ หรือบทสรุปอย่างไรต้องรอติดตาม

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

กลายเป็นผู้ต้องสงสัย! WHO คาด “ตลาดนัดจตุจักร” อาจเป็นต้นตอแพร่โควิด-19 ไปสู่เมืองอู่ฮั่น!

Published

on

By

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสำนักข่าว Politiken ของประเทศเดนมาร์ก ได้นำเสนอข่าวว่าตลาดค้าสัตว์ในกรุงเทพฯ อาจเป็นต้นตอการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ไปสู่เมืองอู่ฮั่น จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ไปทั่วโลก!

หลังจากการสำรวจของทีมวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ลงไปสำรวจพื้นที่ ณ เมืองอู่ฮั่นในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และพบหลักฐานว่าไวรัสนี้อาจไม่ได้เกิดที่อู่ฮั่นเป็นที่แรก และล่าสุดนักวิจัยของ WHO เชื่อว่า โควิด-19 อาจมาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีน และหนึ่งในสมมติฐานที่มาของโรคคือตลาดค้าสัตว์ใน “ประเทศไทย”

โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้เชี่ยวชาญบางรายได้กล่าว่าตลาดนัดจตุจักร ถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อไวรัสตัวใหม่ที่สมบูรณ์แบบ และตอนนี้ก็ได้รับสนใจอีกครั้งหนึ่ง หลังจาก ศ.ดร. เธีย เคิลเซน ฟีสเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข การติดเชื้อ และโรคระบาด จากโรงพยาบาลนอร์ทซีแลนด์ เดนมาร์ก มองว่า “มีความเป็นไปได้มาก” ที่โควิด-19 จะแพร่จากตลาดขายสัตว์จุตจักรไปยังอู่ฮั่น

เธอกล่าวว่า ตลาดนัดแห่งนี้ขายสัตว์แทบจะทุกประเภท ทั้งเมียร์แคต งู แมงมุม ค้างคาว หมาน้ำ ฯลฯ จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่เสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.wongnai.com/articles/shopping-guide-chatuchak-market

จากข้อมูลขององค์กรสัตว์ระหว่างประเทศ ตลาดนัดจตุจักรจัดเป็นศูนย์กลางการค้าสัตว์แปลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสัตว์ที่ถูกนำมาขายนั้นมักจะถูกขังอยู่ในกรงเดียวกันแบบแออัด จนเกิดการสัมผัสกันได้ง่าย หากสัตว์ตัวหนึ่งติดเชื้อเป็นไปได้มากว่าสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่เหลือก็จะติดเชื้อไปด้วย

“ตลาดนัดจตุจักรเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะเต็มไปด้วยเลือด อุจจาระ ปัสวะ น้ำลาย ขนสัตว์ และสิ่งอื่น ๆ ที่อาจมีไวรัสมาสัมผัสกับสัตว์และมนุษย์ได้” ฟิชเชอร์กล่าว

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.newtv.co.th/news/51032

ทั้งนี้ทฤษฎีใหม่ของ WHO ที่เชื่อว่ามีค้างคาวติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ก่อให้เกิดโควิด-19  แล้วแพร่เชื้อไปยังสัตว์อื่น ๆ ที่อาจถูกนำมาขายที่ตลาดนัดจตุจักร และส่งขายต่อไปยังอู่ฮั่น จนเกิดการติดเช้อมาสู่คนในที่สุด ในอีกกรณีหนึ่งคือ มีคนไทยติดเชื้อจากตลาดนัดแห่งนี้แล้วเดินทางไปยังอู่ฮั่น

สื่อเดนมาร์กยังรายงานอีกว่า ตลาดนัดจตุจักรเป็นตลาดนัดวันหยุด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้คนเดินทางมานับพันคนอยู่ตลอดเวลาเพื่อซื้อสัตว์แปลก ๆ ที่นี่

ศ.ดร. เธีย เคิลเซน ฟีสเชอร์ เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยจากองค์การอนามัยโลกที่ได้ไปสำรวจเมืองอู่ฮั่น คำพูดของเธอจึงค่อนข้างมีน้ำหนักมาก อย่างไรก็ตาม WHO กำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่า ความจริงแล้วไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นที่ตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทยจริงหรือไม่

และจากเนื้อหาของสื่อดังกล่าวทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยพุ่งเป้าไปยังความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลไทย เนื่องจากทางรัฐบาลไทย ไม่มีท่าทีตอบสนองต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับว่ากำลังต้องการปกป้องชื่อเสียงให้รัฐบาลจีนยังไงอย่างงั้น

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/459274

ทั้งนี้ยังไม่ได้มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเชื้อไวรัสนี้มีแหล่งมาจากประเทศไทย แล้วทุกคนมีความเห็นยังไงกับเรื่องที่ว่าประเทศไทยอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ลองมาแชร์กันดูได้นะคะ

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
PPTVHD36
คม ชัด ลึก

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending