Connect with us

NEWS

Financial Times ชี้ ไทยยังเป็น ‘คนป่วย’ ของอาเซียน

Published

on

Financial Times (ไฟแนนเชียลไทม์ส) สื่อด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเงิน จากสหราชอาณาจักร เผยแพร่บทความเรื่อง Thailand remains the sick man of south-east Asia หรือ ไทยยังเป็นคนป่วยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เหมือนเดิม

บทความนี้มองว่า เหตุผลที่ไทยยังเป็นคนป่วยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นเพราะนักลงทุนต่างไม่เชื่อมั่นว่า รัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปได้ สะท้อนจากการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา ที่พัฒนาประเทศได้ไม่มาก แม้ว่าจะถือกฎหมายที่มีอำนาจไม่จำกัดอยู่ในมือก็ตาม

และยังวิเคราะห์อีกว่า รัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดิม อาจจะอ่อนแอมากที่สุดในรอบประมาณ 20 ปีเลยก็ว่าได้ เพราะมีพรรคการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก แต่จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของฝั่งรัฐบาล มีมากกว่าฝ่ายค้านแค่ไม่กี่เสียง ทำให้การออกกฎหมายต่างๆ ต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มองว่าประเทศไทยยังคงเป็นคนป่วย คือการที่ดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยแตะระดับต่ำสุดในรอบสี่ปี อยู่ที่ไม่ถึง 4% ต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ที่เติบโตตั้งแต่ 5% ขึ้นไป ซึ่งเป็นผลจากการส่งออกและการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเติบโตไม่มากนักตั้งแต่การทำรัฐประหารครั้งล่าสุด

นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากความขัดแย้งด้านการค้าของประเทศมหาอำนาจ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการเศรษฐกิจของไทยในอนาคตด้วย

ไม่ใช่แค่นั้น หนี้สาธารณะยังสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจไทย เพราะตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ หนี้สาธารณะก็เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 34% ของจีดีพี และมีความเป็นไปได้ ที่หนี้ของไทยอาจเพิ่มมาอยู่ที่ 40% ของจีดีพี ในอีก 4 ปีข้างหน้า เพราะรัฐบาลที่พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำมีนโยบายที่จะเพิ่มค่าแรงขึ้นถึงประมาณ 1 ใน 4 ของค่าแรงในปัจจุบัน และยังมีนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร ที่ทำให้ราคาผลผลิตสูงกว่าความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างคาดการณ์กันว่ารัฐบาลใหม่ของประเทศไทยอาจอยู่ไม่นาน เนื่องจากสูญเสียเสียงข้างมากในสภาไป แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพล.อ.ประยุทธ์ในทันที เพราะยังมีวุฒิสภา และปัจจัยหนุนเอ่ยๆ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาจจะสูญเสียความสามารถในการทำงาน และอาจทำให้พล.อ.ประยุทธ์ต้องเผชิญกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรืออาจเป็นการถอดถอนเขา และเสี่ยงที่จะเกิดรัฐประหารอีกครั้ง

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

INTERNATIONAL

#อู่ฮั่นฉันต้องรอด เปิดภาพอู่ฮั่นหลังปิดเมือง ควบคุมโรค (มีคลิป)

Published

on

เปิดภาพราวกับในภาพยนต์ของเมืองอู่ฮั่น หลังทางการจีนประกาศปิดเมืองควบคุมโรค โดยภาพถ่ายและวิดิโอ ถูกบันทึกไว้โดยคุณ ณัฐวุฒิ เอี่ยมเนตร ที่ยังคงอาศัยอยู่ภายในเมือง

พร้อมกับข้อความว่า

มะกี้เราลงไปตุนของกินมา แมร่งความรู้สึกเหมือนในหนังเลย รถบนถนนไม่มี ตลาดปิด ทุกอย่างปิด มีซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆเปิดอยู่ร้านเดียว มีเจ้าหน้าที่มาคุมใครไม่ใส่แมนไม่ให้เข้า พอเข้าไปมีคนมาตุนของอยู่ 5-6 คน ทุกคนดูรีบๆอะไรหยิบได้หยิบ เดินห่างๆกันแบบระแวงๆ มองหน้ากันตลอด แมร่ง..ขนลุกชิบหาย..!
ของกินเหลือแต่มาม่า ขนมปัง ไส้กรอกแพคๆ ของกินเหลือไม่เยอะมาก ของสดในซูเปอร์ไม่เหลือเลย เราเลยได้แค่ ขนมปัง มาม่า แล้วก็นม

โคตรน่ากลัวอะ ถ้ารอดไปได้กุจะเล่าให้ลูกหลานฟัง #อู่ฮั่นฉันต้องรอด

Posted by ณัฐวุฒิ เอี่ยมเนตร on Friday, 24 January 2020
https://www.facebook.com/injusticez.black/posts/10157042982673100
https://www.facebook.com/injusticez.black/posts/10157042982673100
https://www.facebook.com/injusticez.black/posts/10157042982673100

ขอบคุณที่มาจาก : ณัฐวุฒิ เอี่ยมเนตร

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

INTERNATIONAL

สรุปสถานการณ์และไทม์ไลน์ของ “เชื้อไวรัสอู่ฮั่น”

Published

on

เริ่มปี 2020 ได้ไม่นาน หลังหวั่นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 โลกก็กลับมาระส่ำเพราะโรคระบาดอีกครั้ง หลังมีการตรวจพบการติดเชื้อไวรัสปริศนาครั้งแรกในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ทำให้เราต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โดยเราจะมา สรุป ไทม์ไลน์ของ “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” กันครับว่ามีที่มาอย่างไร และจะทำให้เรารู้ว่าเชื้อนั้นรุนแรงแค่ไหน เราควรจะต้องเฝ้าระวังมากน้อยเพียงใด ?

  • “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” พบครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2019 (ผ่านมาแค่ 1 เดือนนิดๆเองนะครับ) โดยแน่นอนว่าค้นพบที่เมือง หวู่ฮั่น ประเทศจีน คาดว่าต้นตอของเชื้อไวรัสมาจากอาหารทะเลในเมือง และบางแหล่งข่าวก็ระบุว่ามาจากเชื้อไวรัสที่กลายพันธ์ในค้างคาว ทำให้วันที่ 1 ธันวาคม 2019 ตลาดในเมืองถูกสั่งปิดทันที
  • ในวันที่ 9 มกราคม 2020 WHO ได้ทำการระบุว่า เชื้อไวรัสที่มีการแพร่ระบาดจากจีน ที่เมือง หวู่ฮั่น นั้นเป็นเชื้อไวรัสสายพันธ์ใหม่ และใช้ชื่อว่า Coronavirus ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกันกับโรคซาร์ ที่เคยระบาดมาแล้วในอดีต
  • วันที่ 11 มกราคม พบผู้เสียชีวิตรายแรกจาก Coronavirus และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็น 53 ราย
  • วันที่ 13 มกราคมเชื้อไวรัส Coronavirus แพร่ออกจากประเทศจีนครั้งแรก โดยพบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ในไทย (เป็นชาวต่างชาติปัจจุบันหายดีและถูกส่งกลับประเทศแล้ว)
  • วันที่ 17 มกราคม 2020 ทางสหรัฐได้ทำการคัดกรองคนเข้าประเทศอย่างเข้มงวด ในสนามบิน 3 แห่ง ได้แก่ ซานฟรานซิสโก เจเอฟเค และลอสแองเจลิส โดยพบผู้ป่วยในสหรัฐแล้ว 1 รายเป็นชาวจีนที่เดินทางไปที่นั่น
  • วันที่ 20 มกราคม ทางการจีน ยืนยัน “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” หรือ Coronavirus สามารถติดเชื้อจากคนสู่คนได้ ยอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นสูงถึง 100 ราย และมีผู้เสียชีวิตเป้น 2 ราย
  • วันที่ 22 มกราคม พบผู้ป่วยในไทยเพิ่มเป็น 4 ราย โดย 1 ใน 4 เป็นคนไทย 1 คน ที่ติดเชื้อ “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” หรือ Coronavirus เนื่องจากได้เดินทางไปเมือง หวู่ฮั่นมา
  • วันที่ 23 มกราคม จีนระดมทุนสร้างโรงพยาบาลเพื่อรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ“เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” หรือ Coronavirus โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 10 วัน
  • วันที่ 25 มกราคม พบว่าตัวเลขของผู้ติดเชื้อพุ่งสูงกว่า 1,200 ราย และมีการรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตแล้ว 41 ราย ที่สำคัญการแพร่ระบาดเริ่มมีการกระจายตัวออกนอกเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน 
  • มียืนยันอีกว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ รายแรกในยุโรปและออสเตรเลีย โดยชายดังกล่าวเป็นชาวจีนวัย 50 ปี เดินทางด้วยเครื่องบินจากเมืองกว่างโจว มายังเมืองเมลเบิร์น ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา
  • พบหมอจีนวัย 62 ไปประจำในโรงพยาบาลอู่ฮั่น เสียชีวิต จากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นนายแพทย์ Liang Wudong ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลหูเป่ย์ ซินหัว (Hubei Xinhua Hospital)
  • หลังพบว่ามีมิจฉาชีพฉวยโอกาสออกลาดตระเวนขโมยข้าวของรวมทั้งทรัพย์สินต่าง ๆ ของประชาชน อีกทั้งยังพบว่า มีผู้ป่วยสติแตกจำนวนหนึ่งกระชากหน้ากากป้องกันไวรัสจากแพทย์ แล้วถมน้ำลายใส่หน้าพร้อม ระบุว่า “พวกคุณ (หมอ) ต้องรักษาให้ฉันหายเดียวนี่ หากพวกคุณชักช้าไม่รีบรักษา พวกคุณก็ต้องตายไปพร้อมกับฉัน” (การใช้กฏหมายสูงสุดฉบับคำสั่งพิเศษ คือ การรับโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือ ถูกวิสามัญฆาตกรรมโดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ จบตรงนั้นในที่เกิดเหตุ โดยไม่ต้องขึ้นศาล)
  • วันที่ 26 มกราคม ป้ายประกาศติดที่ ER รพ แห่งหนึ่งในอู่ฮั่น บอกว่าหมอ ER ทุกคนติดเชื้อหมดแล้ว และพื้นที่นี้ไม่รับประกันความปลอดภัย ที่มา Jennifer zeng

สถานการณ์ของ “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” หรือ Coronavirus ในเชียงใหม่เป็นอย่างไร?

สถานการณ์ในเชียงใหม่ขณะนี้ มีการคัดกรอง 2 ระบบ คือ การคัดกรองด้วยเครื่อง Thermo scan ที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และการคัดกรองที่โรงพยาบาลของรัฐ และเอกชนทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่

  • โดยสนามบินเชียงใหม่พบผู้ต้องสงสัย ติดเชื้อไวรัส หวู่ฮั่น ทั้งหมด 7 ราย รายล่าสุดพบเป็น สาวจีนวัย 38 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ต้องรอการยืนยันอีกครั้ง สำหรับผู้ป่วยต้องสงสัย 6 รายก่อนหน้านี้ จากการเก็บตัวอย่างเชื้อไปตรวจพบว่า ไม่ใช่เชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด

สสจ.เชียงใหม่ แนะนำประชาชนชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยว วิธีป้องกัน โรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (nCOV-2019) จากเมืองอู่ฮั่น (ข้อมูลจาก ประชาสัมพันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่)

วันนี้ (วันที่ 25 มกราคม 2563) นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึง สถานการณ์โรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ พบผู้ป่วยยืนยันในประเทศจีน จำนวน 830 ราย เสียชีวิต 26 ราย สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ จากระบบเฝ้าระวังพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) 7ราย ผลตรวจยืนยันไม่พบเชื้อโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (nCOV-2019)

ส่วนผู้ป่วยรายที่ 7 เป็นหญิงชาวจีน อายุ 38 ปี มีอาการไข้ ไอ เข้ารับการรักษาในห้องแยกความดันลบในโรงพยาบาลมหาราช เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2563 กำลังรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ


สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ (EOC) กรณีการระบาดของโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (nCOV-2019) จากเมืองอู่ฮั่น เมื่อวันที่ 22 มกราคม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางปฏิบัติ

ในกรณีที่มีการพบผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรคเพิ่มขึ้น หรือพบผู้ป่วยติดเชื้อวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ และดำเนินการจัดเตรียมารัพยากรในการ เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเฝ้าระวังค้นหาผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากเมืองอู่ฮั่น โดยเน้นการคัดกรอง ณ ช่องทางเข้าออกประเทศที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพิ่มการเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน คลินิก ร้านขายยา ทุกแห่ง ในจังหวัดเชียงใหม่ หากพบผู้ป่วยสงสัยจะดำเนินการส่งต่ออย่างปลอดภัย เพื่อทำการรักษาผู้ป่วยในห้องแยกความดันลบในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมและมีมาตรฐาน


นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แนะนำประชาชนและนักท่องเที่ยว ให้ติดตามข่าวสถานการณ์ โรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จากเพจเฟสบุ๊ค “ ประชาสัมพันธ์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ “ หรือประกาศจังหวัดเชียงใหม่
โรคปอดอักเสบจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ สามารถป้องกันได้


ด้วยการ สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด และไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลล้างมือ ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก


โดยไม่จำเป็น ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว เนื่องจากเชื้อก่อโรคทางระบบทางเดิน หายใจสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ รับประทานอาหารปรุงสุกร้อน(กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ) สำหรับผู้ที่เดินทางไปประเทศจีน หรือระหว่างเดินทางในต่างประเทศขอให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมีมลภาวะ และไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมใส่หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการไปตลาดที่ขายซากสัตว์ป่าหรือที่มีชีวิต และการสัมผัสโดยไม่ใช้ถุงมือ
หากภายใน 14 วัน หลังเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่น พบมีไข้ ร่วมกับอาการทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ เจ็บคอ


มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทางไปประเทศจีน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ โทร.053-211048-50 ต่อ 110

สรุป

อาการของ “เชื้อไวรัสหวู่ฮั่น” หรือ Coronavirus เมื่อไวรัสติดเชื้อในปอดและอาการเริ่มต้นด้วยการเป็นไข้และไอ และทำให้ให้หายใจถี่และหายใจลำบากมากขึ้น โดยที่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่นี้จะมีระยะฟักตัวประมาณ 2 อาทิตย์

จึงแนะนำระวังสถานที่เสี่ยง เช่น สนามบิน ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ สถานีรถโดยสาร เพราะมีโอกาส ที่จะเจอชาวจีนที่มาเที่ยวในช่วงตรุษจีนสูง หากสงสัยหรือพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อให้รีบแจ้งแพทย์โดยด่วนในโรงพยาบาที่ใกล้ที่สุด หรือ แจ้งกรมควบคุมโรคโดยด่วน โทร. 02-590-3000

อ้างอิง (Ref.)

https://www.bbc.com/news/world-asia-china-51215348
https://edition.cnn.com/…/what-is-coronavirus-ex…/index.html
https://www.sciencealert.com/here-s-everything-you-need-to-…
https://www.news-medical.net/…/Wuhan-coronavirus-Disease-ti…
https://mgronline.com/uptodate/detail/9630000008161

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 2]
Continue Reading

LIFESTYLE

จริงหรือล้อเล่น ? เมื่อ “ชิมช้อปใช้ จะออกเวอร์ชั่น อินเตอร์” แจกเงินฝรั่งเทียวไทย

Published

on

ท่ามกลางเสียงครหาเรื่องการแจกเงินชิมช้อปใช้เป็นจำนวนมาก ที่ยังคงมีปัญหาคาราคาซังเรื่องร้านค้าโกงจากเฟสเก่า แต่ ณ เวลาปัจจุบัน ไอเดียใหม่ผุดแล้ว! “ชิมช้อปใช้เพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติขึ้นมาอีก”

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 นายพิพฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ได้เผยว่า ในวันที่ 31 มกราคม 2563 จะทำการเสนอมาตรกาชิมช้อปใช้ “เวอร์ชั่นอินเตอร์” สำหรับกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ(ครม.เศรษฐกิจ) เป็นมาตรการชดเชยให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย

เนื่องจากค่าเงินบาที่แข็งตัวมากขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจต้องจ่ายเงินแพงขึ้นกว่า 10% ในรอบด้าน เพื่อเป็นการทดแทนในส่วนนั้น การแจกคูปองเงินสด ภายใต้มาตรการ “ชิมช้อปใช้ เวอร์ชั่น อินเตอร์” จึงกลายเป็นข้อเสนอต่อครม.เศรษฐกิจตามที่กล่าวไป

ก่อนจะเข้าเรื่อง “ชิมช้อปใช้อินเตอร์” ลองมาดูปัญหา “โกง” ชิมช้อปใช้ในประเทศเฟสเก่ากันก่อน

ในขณะที่รมว.ท่องเที่ยวและกีฬาผุดไอเดียเสนอชิมช้อปใช้อินเตอร์​ แต่ชิมช้อปใช้ในประเทศช่วงเฟสที่ผ่านมา กับการใช้งานกระเป๋าเงินที่ 2 มีการคืนแคชแบ็คกว่า 15-20% โดยที่ได้รับไม่เกิน 50,000 บาท ตรวจพบว่ามีร้านค้ากว่า 1,000 แห่ง ที่เข้าข่ายโกงเงินจำนวนนี้ เพราะร้านค้าเหล่านี้ทำการโอนเงินให้กับผู้ใช้จ่ายได้เข้ามาซื้อสินค้าที่ร้าน และทำข้อตกลงเพื่อแบ่งเงินจากรัฐบาลให้กัน ซึ่งผู้ซื้อจะได้เงินคืนกว่า 8,500 บาท หลังจากพบยอดใช้จ่ายที่สูงผิดปกติ จึงทำให้กระทรวงการคลังต้องชะลอการจ่ายเงินคืนให้ประชาชน ที่ใช้จ่ายกับร้านค้าเข้าข่ายโกงไปกว่า 1,000 แห่ง เพื่อรอการตรวจสอบโดยละเอียดอีกครั้ง

https://www.thairath.co.th/news/business/finance-banking/1679438

ปัญหาเก่ายังไม่คลาย เตรียมรับมือ ชิมช้อปใช้อินเตอร์ สร้างแรงดึงดูดหรือสร้างความวุ่นวาย ?

หากดูเผินๆ การแก้ปัญหาเรื่องค่าเงินบาทแข็งตัวที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติต้องเจอ เหมือนกับการแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเสียเท่าไหร่นัก เพราะว่าหากเราเอาเงินไปยื่นให้เข้าใช้แบบฟรีๆ กลุ่มเป้าหมายของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่จะตอบสนองต่อมาตรการนี้ จะเป็นนักเที่ยวที่ศักยภาพการใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ มีตัวคุณทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งถือว่าการใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยมาตรการชิมช้อปใช้อินเตอร์ ดูจะไม่เป็นทางออกที่ดีเท่าไหร่นัก เหมือนกับแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด ถ้าหากมีปัยหาเรื่องอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา มันควรที่จะต้องเป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงิน และถ้ายังคงต้องการใช้มาตรการทางการเงินอยู่ เราควรที่จะเอางบดุลที่ได้จากการเสนอมาตรการนี้ ไปอัดฉีดให้กับผู้ประกอบการอย่างทั่วถึง เป็นทาเลือกที่ดีกว่าหรือไม่ ? 

เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วไปในประเทศของเรา สามารถขายสินค้า หรือบริการได้ในราคาที่ถูกลง ถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศไปด้วยในตัว มากกว่าการปริ้นสิ่งแทนเงินแจกคนไปทั่ว

โดยมาตรการใช้จ่ายกับ “ชิมช้อปใช้ เวอร์ชั่น อินเตอร์” ส่วนนี้จะใช้งบประมาณกลางที่ขอจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วงเงินชิมช้อปใช้ในประเทศเท่าไหร่ วงเงินชิมชิ้ปใช้ของต่างประเทศ ก็จะใช้เท่ากัน เหมือนกัน            

อีกหนึ่งมาตรการที่น่าสนใจ นอกจากการแจกคูปองเงินสดชิมช้อปใช้ คือ มาตรการฟรีวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดีย ซึ่งหากเสนอมาตรการนี้ไม่ผ่าน จะเปลี่ยนไปเป็นการขยายช่วงเวลาการขอวีซ่าไปจนถึงสิ้นปี 2563 แทน เพราะหากเราสามารถบรรลุมาตรการฟรีวีซ่าให้กับสองประเทศได้ นักท่องเที่ยวจีนอาจจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจาก 11 ล้านไปเป็น 12 ล้านคน ส่วนอินเดียอาจจะเพิ่มจาก 1.9 ล้านไปเป็น 2.5 ล้าน 

ถ้ากรณีมาตรการฟรีวีซ่าไม่ผ่าน หรือการขยายเวลาได้รับการอนุมัติที่ล่าช้า อาจทำให้กลุ่มเป้าหมายอย่างนักท่องเที่ยวจากสองประเทศ หันความสนใจไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ที่เปิดประเดิมเรื่องฟรีวีซ่าไปก่อนใครแล้ว ไหนจะเรื่องค่างเงินบาทแข็งตัวอีกที่เป็นหนึ่งในส่วนตัดสินใจให้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจ ไม่สนมาท่องเที่ยวประเทศไทยดังเดิม

มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการ เพื่อดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงไปเป็นจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาค่าเงินบาทแข็งตัว ให้กลับมาเป็นดังเดิม

https://hilight.kapook.com/view/199128

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 4]
Continue Reading
Advertisement

Trending