Connect with us

NEWS

เยาวชนไทยสุดเจ๋ง! คิดค้นเครื่องดักจับคาร์บอน เสนออีลอน มัสก์ ลุ้นรางวัลกว่า 100 ล้านเหรียญฯ

Published

on

เป็นที่จับตามองเป็นอย่างมาก เมื่อ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) นักธุรกิจและซีอีโอบริษัท Tesla ได้ประกาศลงในทวิเตอร์ส่วนตัวว่า พร้อมจะจ่ายเงินจำนาน 100 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมอบเป็นรางวัลสำหรับเทคโนโลยี เครื่องดักจับคาร์บอนที่ดีที่สุด

ซึ่งเทคโนโลยีเครื่องดักจับคาร์บอนนี้ถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี 1970 แต่ยังคงเป็นที่น่าสนใจในเฉพาะกลุ่มงานด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการดักจับคาร์บอนเป็นกระบวนการที่ดักจับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า หรือแหล่งต่าง ๆ นำกลับมาใช้ใหม่ หรือกักเก็บเพื่อไม่ให้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

และหลังจากประกาศเรื่องเงินรางวัลของอีลอน มัสก์ ได้มีการเผยแพร่ออกไป ก็ได้สร้างความตื่นตัว และความสนใจให้กับนักประดิษฐ์และผู้คนทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือ “แอนโทนี-ปิยชนม์ ภุมวิภาชน์” อายุ 15 ปี นักเรียนโรงเรียนนานาชาติเกนส์วิลล์ เชียงราย เกรด 9 โดยแอนโทนี และครอบครัว ได้มีการตัดต่อคลิปวิดีโอและเผยแพร่ลงบน You Tube

เพื่อที่ว่า หากอีลอน มัสก์ได้มาเยือนไทย ประเทศไทยจะได้เป็นที่น่าจับตามองจากนักลงทุนทั่วโลก และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่จะมาลงทุนได้ในอนาคต เนื้อหาภายในวิดีโอความยาว 3.00 นาที ได้กล่าวถึงที่มา และแรงบันดาลใจเรื่องที่ต้องการพัฒนา นวัตกรรมของเครื่องดักจับคาร์บอน

ภายในวิดีโอได้อธิบายหลักการทำงานของเครื่องมือนี้ไว้ว่า เป็นเครื่องมือที่ใช้พลังงานสีเขียว คือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลักการทำงานคือตัวกลไกภายในเครื่องจะทำการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศให้เป็นก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ และก๊าซออกซิเจน นอกจากนี้ยังสามารถดักจับฝุ่นละลอง PM2.5 ได้อีกด้วย

ส่วนก๊าซไฮโดรเจนที่ได้สามารถนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงมีเทน และปิโตรเลียมได้ นอกจากนี้ก๊าซออกซิเจนที่ได้ยังสามารถปล่อยกลับไปสู่ชั้นบรรยากาศได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้เครื่องมือนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา และปรับปรุง ร่วมกับคุณลุงของแอนโทนี ที่เป็นนักประดิษฐ์ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริงในอนาคต

นอกจากนี้เขายังได้ให้สัมภาษณ์กับทาง เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ไว้ว่า “ผมเห็นข่าวที่มัสก์ลงมาช่วยภารกิจ 13 หมู่ป่า ที่ถ้ำขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย และรู้สึกประทับใจในตัวของมัสก์ที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมกู้ภัยได้อย่างรวดเร็ว” และเสริมอีกว่า “ผมจึงอยากให้มัสก์ได้เห็นว่า คนไทยสามารถผลิตนวัตกรรมดักจับคาร์บอนได้ ซึ่งเราเห็นความสำคัญของเรื่องมลพิษทางอากาศผ่านปัญหาหมอกควันในภาคเหนือช่วง 2 ปีที่ผ่านมา”

แบบจำลองการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนเป็นพลังงาน
(ขอบคุณรูปภาพจาก https://ngthai.com/environment/33745/carbon-capture-technology/)
มาทำความรู้จักกับ “เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนในโรงงานอุตสาหกรรม”

เทคโนโลยีดักจับคาร์บอนนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นนวัตกรรมที่มีการประยุคใช้ถึงระดับในโรงงานอุตสาหกรรมแล้วด้วย โดยขณะนี้ได้มีโครงการ CCUS (Carbon capture, utilisation and storage) เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่อยู่ถึง 21 โครงการทั่วโลก ที่ได้ดำเนินการกักเก็บ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานที่ขึ้นทะเบียนไว้กับสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ ที่ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1972

แหล่งกักเก็บคาร์บอนในเมือง Hellisheidi ประเทสไอซ์แลนด์
(ขอขอบคุณรูปภาพจาก https://ngthai.com/environment/33745/carbon-capture-technology/)

แรกเริ่มเทคโนโลยี CCUS นี้ ได้ถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพของน้ำมันดิบให้ดีขึ้น จนกระทั่งในปี 1980  มีการศึกษาเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนเพิ่มขึ้น ในแง่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจในระดับสากลมากนัก จนมาช่วงทศวรรษที่ 1990 ที่มีการสนใจการดักจับคาร์บอนในเชิงสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น “Howard Herzog” วิศวกรวิจัยอาวุโสของ MIT Energy Initiative และผู้เขียนหนังสือ “การดักจับคาร์บอน” กล่าว

สำหรับกระบวนการในการดักจับคาร์บอนในโรงงาน จะเริ่มจากการปล่อยก๊าซผ่านของเหลวที่มีคุณสมบัติดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวทำละลายจะถูกทำให้ร้อนขึ้นเพื่อกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วนำไปยังแหล่งกักเก็บใต้ดิน โดยที่ตัวทำละลายจะถูกนำมาเข้ากระบวนการดูดซับอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่า อีลอน มัสก์จะใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือกผู้เข้ารับรางวัล แต่แนวคิดเรื่องการดักจับคาร์บอนทำให้เราเห็นว่าคนไทยเองก็มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมนี้ เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือแม้กระทั่งของโลก ดีขึ้นมาได้ไม่แพ้ชาติอื่นในโลก

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
National Geographic ฉบับภาษาไทย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

วัคซีนโควิด-19 มาถึงเชียงใหม่แล้ว 4 กลุ่มเสี่ยงเริ่มทยอยฉีดก่อน

เชียงใหม่วันนี้ 1 มีนาคม 2564 เริ่ม “ฉีดวัคซีนโควิด-19” แล้วให้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 กลุ่ม ทยอยฉีดให้ครบภายใน 3 เดือน เริ่มเดือนแรก 3,500 โดส

Published

on

วัคซีนโควิดเชียงใหม่

เชียงใหม่วันนี้ 1 มีนาคม 2564 เริ่ม “ฉีดวัคซีนโควิด-19” แล้วให้แก่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้ง 4 กลุ่ม ทยอยฉีดให้ครบภายใน 3 เดือน เริ่มเดือนแรก 3,500 โดส

วัคซีนโควิดเชียงใหม่
รูปจาก ข่าวสด

หลังจากที่ ศบค. ได้พิจารณาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็น 1 ใน 18 จังหวัดแรกที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนโควิด-19 ในช่วง 3 เดือนแรกนี้ ด้วยเหตุผลที่ทางจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดบ่อยและเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะได้รับการจัดสรรวัคซีนเป็นจำนวนทั้งสิ้น 83,500 โดส

ซึ่งเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (1 มีนาคม 2564) ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม ได้มี นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงษ์ ผู้ตรวจราชการสาธารณสุขเขต 1 นพ.จตุชัย มณีรัตน์ นพ.สาธารณสุขจ.เชียงใหม่ และนพ.วรเชษฐ เต๋ชะรักษ์ ผอ.โรงพยาบาลนครพิงค์ ร่วมกันเป็นประธานในการดำเนินการฉีดวัคซีน โควิด-19

โดย 4 กลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับโอกาสฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเป้าหมายระยะแรกนั้น ได้แก่ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มเจ้าหน้าที่ต่างๆ ที่จะมีโอกาสสัมผัสโรค เช่น เจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน ตำรวจ เจ้าหน้าที่ด่านคัดกรอง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กลุ่มผู้มีโรคประจำตัว และกลุ่มแรงงาน/กลุ่มประชาชนทั่วไปผู้ที่มีโอกาสจะติดเชื้อจากการประกอบอาชีพ ซึ่งวัคซีนที่ใช้ฉีดใน 4 กลุ่มเสี่ยงระยะแรกนี้เป็นวัคซีนซิโนแวค จากสาธารณรัฐประชาชนจีน

รูปจาก ผู้จัดการออนไลน์

จากแหล่งข่าวกรุงเทพธุรกิจได้เผยว่า แผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตามมติการประชุมของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โดยภายในเดือนแรกนี้ เดือนมีนาคม วัคซีนจำนวน 3,500 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 1,750 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 1,450 คน และเจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย ประชาชนทั่วไป โดยจะเน้นที่หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าสมาคม และผู้นำองค์กรที่เกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 300 คน ซึ่งจะทำการฉีดที่โรงพยาบาลนครพิงค์ทั้งหมด

รูปจาก ผู้จัดการออนไลน์

รอบเดือนเมษายน วัคซีนจำนวน 32,000 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 16,000 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7,200 คน เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 500 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4,000 คน ผู้ที่มีโรคประจำตัว 6 กลุ่มโรค 3,800 คน ประชาชนทั่วไปและแรงงาน เน้นในกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 500 คน โดยกระจายการฉีดออกไปในโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐนอกสังกัด และโรงพยาบาลรัฐทุกอำเภอ

รูปจาก กรุงเทพุรกิจ

รอบเดือนพฤษภาคม จำนวน 48,000 โดส ฉีดกลุ่มเสี่ยงจำนวน 24,000 คน ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 7,000 คน เจ้าหน้าที่ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วย 1,500 คน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 4,500 คน ผู้ที่มีโรคประจำตัว 6 กลุ่มโรค 9,000 คน ประชาชนทั่วไปและแรงงาน เน้นในกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว 2,000 คน โดยกระจายการฉีดออกไปในโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐนอกสังกัด และโรงพยาบาลรัฐทุกอำเภอ

รูปจาก กรุงเทพธุรกิจ

ในขณะที่ประชาชนทั่วไปจะทยอยได้รับวัคซีนกันในระยะที่ 2 ในช่วงเดือน พ.ค. – ธ.ค. ซึ่งจะเป็นวัคซีนแอสตราเซนเนก้า โดยนายเจริญฤทธิ์คาดว่าจะสามารถฉีดวัคซีนให้กับประชาชนครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดภายในปลายปีนี้

ที่มา : ข่าวสด, ผู้จัดการออนไลน์, กรุงเทพธุรกิจ

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษา

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษาที่แสดงออกทางการเมือง พร้อมแสดงพลัง ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ในบ่ายวันนี้!

Published

on

มช.ล่ารายชื่อกว่า 801 ชื่อ! ยื่นจม. ผลักดันให้ผู้บริหารหยุดเอาผิดนักศึกษาที่แสดงออกทางการเมือง พร้อมแสดงพลัง ณ ห้องประชุมคณะมนุษยศาสตร์ในบ่ายวันนี้!

วันที่ 25 ก.พ. 64 มีกลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็น บุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไป ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรณีการสอบสวนการทำผิดวินัยนักศึกษา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 โดยมีรายละเอียดระบุไว้ในจดหมายว่า

เรียน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และประชาชนทุกคน เนื่องด้วยหน่วยพัฒนาคุณภาพนักศึกษาฯ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำบันทึกข้อความแจ้งแก่นายวิธญา คลังนิล นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ว่า นักศึกษากระทำความผิดข้อบังคับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 ข้อ คือ วินัยข้อ 8 และวินัยข้อ 12 (5) โดยได้มีการแจ้งให้นักศึกษาเข้าให้ถ้อยคำและโต้แย้งข้อกล่าวหาในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 นี้

กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังรายนามในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากร คณาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไปมีความกังวลและมีความเห็นต่อการกล่าวหาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่อนักศึกษา ดังต่อไปนี้

หนึ่ง มหาวิทยาลัยซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชนและค่าบำรุงการศึกษาของนักศึกษา มีหน้าที่ในการปกป้องสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงการแสดงออกทางการเมืองของนักศึกษาอย่างเต็มที่ มหาวิทยาลัยมีภารกิจสำคัญคือบ่มเพาะและสร้างความเติบโตทางปัญญาในระบอบประชาธิปไตยแก่นักศึกษา ไม่เพียงแต่การบ่มเพาะความรู้ในชั้นเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการเปิดพื้นที่และบ่มเพาะพวกเขาในพื้นที่สาธารณะด้วย หากแต่ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับไม่ได้มีท่าทีและจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องนี้แม้แต่น้อย อีกทั้งยังสนับสนุนการกระทำที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของนักศึกษาหลายประการ กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังรายนามตามที่ปรากฏนี้ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อท่าทีดังกล่าวของมหาวิทยาลัย ที่ไม่เพียงเพิกเฉยต่อพันธกิจของตนเองในฐานะสถาบันอุดมศึกษา ที่ควรมีความรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เสียภาษีในสังคมและประชาคมนักศึกษาของมหาวิทยาลัย แต่มหาวิทยาลัยยังทำลายหลักการสำคัญว่าด้วยสิทธิเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย

สอง การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของนักศึกษาตลอดปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกระตุ้นสำนึกและความรับผิดชอบชั่วดีของสังคมต่อความอยุติธรรมในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการหว่านแหจับกุมและแจ้งข้อหาแก่ผู้ชุมนุมทางการเมือง การเอาผิดด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และด้านความมั่นคงอื่นๆอย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการเกินกว่าเหตุและไม่เคารพสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของพลเมืองไทย

กิจกรรมการแสดงออกของนักศึกษาที่ผ่านมา ก็เพื่อเรียกร้องซึ่งความเป็นธรรมให้กับเหยื่อทางการเมืองที่ถูกกระทำโดยรัฐและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง กิจกรรมการแสดงออกทางการเมืองดังกล่าว ไม่ว่าจะผ่านศิลปะการแสดง หรือการสื่อสารในรูปแบบสร้างสรรค์ต่างๆ ภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย ในแง่หนึ่งก็เพื่อกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงหน้าที่ทางสังคมของพื้นที่สาธารณะเช่นมหาวิทยาลัย ในการธำรงค์ไว้ซึ่งหลักการแห่งความเป็นธรรม

การที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แจ้งเอาผิดทางวินัยต่อนักศึกษาจากการแสดงออกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางการเมือง พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่เพียงขัดต่อหลักแห่งเสรีภาพภายใต้ระบอบประชาธิปไตย หากแต่ยังเป็นการใช้อำนาจนิยมในการคุกคามนักศึกษา ไม่ต่างไปจากการคุกคามเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

สาม กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ดังรายนามที่ปรากฏนี้ จึงขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยุติการใช้อำนาจในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาในการแสดงออกทางการเมืองอย่างสุจริตโดยทันที และกระทำตนให้สมกับการเป็นสถาบันทางวิชาการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อนึ่ง การที่มหาวิทยาลัยและคณะมนุษยศาสตร์ ใช้กฎข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ทำการสอบสวนนายวิธญา คลังนิล กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเรียกร้องให้การสอบสวนดังกล่าว เป็นไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใสต่อสาธารณชน โดยที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าร่วมฟังการสอบสวนได้ พร้อมทั้งให้มีการถ่ายทอดสดด้วยช่องทางต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เพื่อที่สาธารณชนจะสามารถเป็นประจักษ์พยานและมีส่วนรวมในการรับฟัง พร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี หากปราศจากความโปร่งใสตรวจสอบได้และการมีส่วนร่วมของประชาชนและบุคลากรแล้ว การสอบสวนดังกล่าวก็ย่อมปราศจากความชอบธรรมและควรจะถือว่าเป็นการกระทำอันเป็นโมฆะที่เกิดจากการใช้อำนาจในทางมิชอบ

ทั้งนี้กลุ่มประชาคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เชิญชวนให้ประชาชน นักศึกษา และบุคลากรทุกท่านที่มีความห่วงใยต่อประเด็นร่วมแสดงพลัง ในเรื่องดังกล่าวในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 13.30 เป็นต้นไป ณ ห้องประชุม 7210 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากทั้งหมดนั้นคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำถูกต้องหรือไม่ แต่ถึงอย่างไรสมาชิกทั้งหมด 801 รายชื่อได้เชิญชวนทุกคนไปแสดงพลัง ทั้งนี้จะได้ข้อยุติ หรือบทสรุปอย่างไรต้องรอติดตาม

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

กลายเป็นผู้ต้องสงสัย! WHO คาด “ตลาดนัดจตุจักร” อาจเป็นต้นตอแพร่โควิด-19 ไปสู่เมืองอู่ฮั่น!

Published

on

By

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสำนักข่าว Politiken ของประเทศเดนมาร์ก ได้นำเสนอข่าวว่าตลาดค้าสัตว์ในกรุงเทพฯ อาจเป็นต้นตอการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ไปสู่เมืองอู่ฮั่น จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสชนิดนี้ไปทั่วโลก!

หลังจากการสำรวจของทีมวิจัยจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ลงไปสำรวจพื้นที่ ณ เมืองอู่ฮั่นในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และพบหลักฐานว่าไวรัสนี้อาจไม่ได้เกิดที่อู่ฮั่นเป็นที่แรก และล่าสุดนักวิจัยของ WHO เชื่อว่า โควิด-19 อาจมาจากประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีน และหนึ่งในสมมติฐานที่มาของโรคคือตลาดค้าสัตว์ใน “ประเทศไทย”

โดยก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนมีนาคมปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้เชี่ยวชาญบางรายได้กล่าว่าตลาดนัดจตุจักร ถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อไวรัสตัวใหม่ที่สมบูรณ์แบบ และตอนนี้ก็ได้รับสนใจอีกครั้งหนึ่ง หลังจาก ศ.ดร. เธีย เคิลเซน ฟีสเชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข การติดเชื้อ และโรคระบาด จากโรงพยาบาลนอร์ทซีแลนด์ เดนมาร์ก มองว่า “มีความเป็นไปได้มาก” ที่โควิด-19 จะแพร่จากตลาดขายสัตว์จุตจักรไปยังอู่ฮั่น

เธอกล่าวว่า ตลาดนัดแห่งนี้ขายสัตว์แทบจะทุกประเภท ทั้งเมียร์แคต งู แมงมุม ค้างคาว หมาน้ำ ฯลฯ จึงทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่เสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.wongnai.com/articles/shopping-guide-chatuchak-market

จากข้อมูลขององค์กรสัตว์ระหว่างประเทศ ตลาดนัดจตุจักรจัดเป็นศูนย์กลางการค้าสัตว์แปลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสัตว์ที่ถูกนำมาขายนั้นมักจะถูกขังอยู่ในกรงเดียวกันแบบแออัด จนเกิดการสัมผัสกันได้ง่าย หากสัตว์ตัวหนึ่งติดเชื้อเป็นไปได้มากว่าสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่เหลือก็จะติดเชื้อไปด้วย

“ตลาดนัดจตุจักรเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างน่ากลัว เพราะเต็มไปด้วยเลือด อุจจาระ ปัสวะ น้ำลาย ขนสัตว์ และสิ่งอื่น ๆ ที่อาจมีไวรัสมาสัมผัสกับสัตว์และมนุษย์ได้” ฟิชเชอร์กล่าว

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.newtv.co.th/news/51032

ทั้งนี้ทฤษฎีใหม่ของ WHO ที่เชื่อว่ามีค้างคาวติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ก่อให้เกิดโควิด-19  แล้วแพร่เชื้อไปยังสัตว์อื่น ๆ ที่อาจถูกนำมาขายที่ตลาดนัดจตุจักร และส่งขายต่อไปยังอู่ฮั่น จนเกิดการติดเช้อมาสู่คนในที่สุด ในอีกกรณีหนึ่งคือ มีคนไทยติดเชื้อจากตลาดนัดแห่งนี้แล้วเดินทางไปยังอู่ฮั่น

สื่อเดนมาร์กยังรายงานอีกว่า ตลาดนัดจตุจักรเป็นตลาดนัดวันหยุด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้คนเดินทางมานับพันคนอยู่ตลอดเวลาเพื่อซื้อสัตว์แปลก ๆ ที่นี่

ศ.ดร. เธีย เคิลเซน ฟีสเชอร์ เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยจากองค์การอนามัยโลกที่ได้ไปสำรวจเมืองอู่ฮั่น คำพูดของเธอจึงค่อนข้างมีน้ำหนักมาก อย่างไรก็ตาม WHO กำลังพิจารณาอย่างจริงจังว่า ความจริงแล้วไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นที่ตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทยจริงหรือไม่

และจากเนื้อหาของสื่อดังกล่าวทำให้ชาวเน็ตจำนวนมากแสดงความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ โดยพุ่งเป้าไปยังความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับรัฐบาลไทย เนื่องจากทางรัฐบาลไทย ไม่มีท่าทีตอบสนองต่อเรื่องที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับว่ากำลังต้องการปกป้องชื่อเสียงให้รัฐบาลจีนยังไงอย่างงั้น

ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/459274

ทั้งนี้ยังไม่ได้มีข้อสรุปแน่ชัดว่าเชื้อไวรัสนี้มีแหล่งมาจากประเทศไทย แล้วทุกคนมีความเห็นยังไงกับเรื่องที่ว่าประเทศไทยอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ลองมาแชร์กันดูได้นะคะ

ขอบคุณที่มาของข้อมูลจาก
PPTVHD36
คม ชัด ลึก

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending