Connect with us

POLITICS

อ. ปิยบุตร อภิปราย “ชวนทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

Published

on

วันนี้ 17 ตุลาคม 2562 มีรายงานจากการ อภิปรายสภาผู้แทนราษฎร โดยไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่การคัดค้าน “ไม่เห็นด้วย ของ พ.ร.ก.โอนย้ายกำลังพลและงบ ของรัฐบาล และอ. ปิยบุตร อภิปราย “ชวนทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

เชิญอ่านการอภิปรายฉบับเต็มของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๒

“เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่

ผมจำเป็นต้องขอใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดฉบับนี้ 

ผมยืนยันว่าการอภิปรายของผมจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนสมาชิกและประชาชน 

และเมื่อทุกท่านได้ฟังจนจบ ท่านจะทราบว่านี่คือการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบบรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โดยประกาศลงในพระราชกิจจานุเบกษา 30 กันยายน 2562 และมีผลใช้บังคับในวันถัดจากประกาศดังกล่าว คือวันที่ 1 ตุลาคม 2562

ใจความสำคัญของพระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของ กองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนดให้ไปเป็นของหน่วยถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการในพระองค์

เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงความจำเป็นของการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมมีประเด็นในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องอธิบายกันสักเล็กน้อย 

พระราชกำหนดคืออะไร? 

พระราชกำหนดคือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจในการตราและใช้ไปพลางก่อน ให้มีผลดั่งเช่นพระราชบัญญัติ แล้วหลังจากนั้นจึงให้รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติให้ความเห็นชอบรับรองเพื่อให้พระราชกำหนดนั้นมีผลได้ต่อไป

การตราพระราชกำหนดจึงเป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญ ยอมให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจในการออกกฎหมายหรือที่ผมเรียกว่า “ออกไปก่อน ใช้ไปก่อน แล้วจึงจะให้รัฐสภารับรองในภายหลัง” 

นี่เป็นข้อยกเว้นตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เพื่อมิให้ฝ่ายบริหารใช้ข้อยกเว้นนี้อย่างฟุ่มเฟือย พร่ำเพรื่อ จนนานวันเข้า จากข้อยกเว้นจะกลายเป็นเรื่องทั่วไป จนนานวันเข้าฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจตาม มาตราในรัฐธรรมนูญนี้ แทนฝ่ายนิติบัญญัติเสียเอง เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา 

ดังนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในการตราพระราชกำหนดเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในส่วนนี้อย่างเกินขอบเขต

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 172 ในวรรคแรก การที่คณะรัฐมนตรีจะถวายคำแนะนำเพื่อให้มีการตราพระราชกำหนดนั้น จะต้องเป็นไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดใน 4 เหตุ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ
  2. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ
  3. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
  4. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

นอกจากเหตุเหล่านี้แล้ว ในมาตรา 172 วรรค 2 ยังกำหนดอีกว่า การตราพระราชกำหนดตามวรรคแรก ให้กระทำเฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า “เป็นกรณีฉุกเฉิน” ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

เมื่อคณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนดขึ้นมาแล้ว รัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่า 

ถ้ามีการประชุมสภาสามัญก็ต้องรีบนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นญัตติด่วน 

ถ้าไม่มีแล้วมีการเปิดวิสามัญเช่นวันนี้ เราก็ต้องนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นญัตติด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

นอกจากนั้นยังมีช่องทางที่ 2 ที่สภาผู้แทนราษฎรอาจจะเข้ามาตรวจสอบพระราชกำหนดได้ นั่นก็คือ สมาชิกเข้าชื่อกัน ประมาณ 100 คนขึ้นไป หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ 

ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงมีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆ ที่จะใช้ในการตรวจสอบการตราพระราชกำหนด 2 ช่องทางนี้ 

โดยรายละเอียดแล้ว แตกต่างกัน ข่องทางที่สมาชิกจะเข้าชื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือ การตรวจสอบทางกฎหมายว่า พระราชกำหนดนี้ตราขึ้นมาโดยเข้า 4 เหตุที่กล่าวไปข้างต้นแล้วหรือไม่ 

แต่ในวรรคที่ 2 ที่ระบุว่า กรณีที่จะตราได้นั้นจะต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ท่อนนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพราะมันเป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรเองก็มีอำนาจถ่วงดุลกับคณะรัฐมนตรีในส่วนนี้ ด้วยการที่เราประชุมกันเช่นในวันนี้ ที่ผมยืนอภิปราย นี่คือช่องทางในการตรวจสอบทางการเมืองที่สภาผู้แทนราษฎรมีต่อคณะรัฐมนตรี

ผมต้องกล่าวย้ำตรงนี้เพื่อให้ทางรัฐมนตรี ทางคณะรัฐมนตรี และทางเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้เข้าใจตรงกัน สิ่งที่ผมอภิปราย และที่พวกเราจะลงมติกันต่อไป นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับคณะรัฐมนตรีตามระบบรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

นี่คือกระบวนการออกกฎหมาย นี่คือการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน 

คณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรผู้ถวายคำแนะนำและเป็นผู้รับผิดชอบการตราพระราชกำหนด พระราชกำหนดฉบับนี้ลงนามสนองพระบรมราชโองการโดยใคร? 

โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ดังนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายไปทั้งหมดคือการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี การตรวจสอบการใช้อำนาจของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการนั่นเอง 

ตัวอย่างการตราพระราชกำหนดในอดีต

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็มีการใช้ช่องทางการตราพระราชกำหนด 

สมัยรัฐบาลของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร 2 สมัย 5 ปีเศษๆ ออกพระราชกำหนดทั้งสิ้น 12 ฉบับ 

สมัยรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2 ปี 8 เดือนเศษๆ ออกพระราชกำหนดไป 3 ฉบับ 

สมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 ปี 9 เดือน ออกพระราชกำหนดไป 7 ฉบับ 

แต่รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ท่านเข้ารับหน้าที่วันที่ 16 กรกฎาคม หลังการถวายสัตย์ปฏิญาณ จนกระทั่งถึงวันนี้ 3 เดือน ท่านตราพระราชกำหนดไปแล้ว 2 ฉบับ และทั้ง 2 ฉบับนี้ก็มีประเด็นปัญหาว่าเป็นพระราชกำหนดที่เข้าเงื่อนไขตาม มาตรา 172 หรือไม่ ?

ฉบับแรก พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองสถาบันครอบครัว พวกเราเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว และระหว่างนี้กำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้มีมาอีก 1 ฉบับ คือที่เราพูดคุยกันในวันนี้

เหตุผลในการตราพระราชกำหนด

เราลองมาพิจารณาถึงเหตุผลในการตราพระราชกำหนด 

เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อภิปรายถึงเหตุผลในการตราในเหตุผลท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนไว้ดังนี้ 

“เพื่อสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการถวายอารักขา และถวายพระเกียรติ และการรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ องค์ราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และพระราชประเพณีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้”

จากเหตุผลท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่ นั่นก็เท่ากับว่า คณะรัฐมนตรีอ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศและยืนยันว่า นี่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในเรื่องความปลอดภัยของประเทศ ถูกต้องที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันของชาติ พระองค์ทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักรแห่งประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ส่วนนี้ไม่น่ามีปัญหา เป็นเรื่องความปลอดภัยของประเทศ 

ทว่าประเด็นที่เป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่า “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” คำว่า “ฉุกเฉิน” คืออะไร? ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า “ฉุกเฉิน” เอาไว้ว่า “ที่เป็นไปโดยปัจจุบันทันด่วนและต้องรีบแก้ไขโดยพลัน” คำว่า จำเป็นโดยรีบด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้  หมายถึงอะไร? หมายถึง ต้องทำทันที ถ้าไม่ทำ จะเกิดผลร้ายแรงตามมา จึงเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในหมายเหตุท้ายพระราชกำหนด ยืนยันว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฎหมาย 

ปัญหาคือว่า ถ้าหากคณะรัฐมนตรียืนยันว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นเรื่องฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้นั้น

คณะรัฐมนตรีจำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาแห่งนี้ทราบว่า ณ วันที่ท่านออกพระราชกำหนดฉบับนี้ มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ และรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ มีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องฉุกเฉินทันทีทันใด มีเหตุใดที่ทำให้จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้นมาทันที หากไม่ตราจะเกิดผลกระทบร้ายแรงตามอย่างไร 

ปรากฏว่า ท่านไม่มีการชี้แจงใดๆ เลย คณะรัฐมนตรีไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงเหล่านี้อีกเลย เมื่อสักครู่นี้ ผมก็ตั้งใจจะมาฟัง ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ชี้แจงอีก ท่านอ่านตามเหตผลท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น 

นี่คือภารกิจของกระทรวงกลาโหมมิใช่หรือ?

ผมขอเท้าความกลับไปเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แก้ไขล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 8 วงเล็บ 2 ยืนยันไว้ว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ พิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมก็คือ ทุกๆ เหล่าทัพ 

ดังนั้นจากกฎหมายฉบับนี้เอง จึงยืนยันอยู่แล้วว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดการเรื่องพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นี่เป็นภารกิจหน้าที่ที่ท่านมีอยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติ ยังมิพักต้องกล่าวถึง การที่รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของรัฐไว้ด้วย ลองเปิดอ่านดูได้เกี่ยวกับเรื่องการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรีของท่านเมื่อตอนแถลงนโยบาย นโยบายข้อที่ 1 ของท่าน ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่สุดเลย คือ เรื่องการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ การเทิดทูน การชูพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังต้องกล่าวถึงว่านายทหารทั้งหลายถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เช่นไร ท่านผ่านพระราชพิธีต่างๆ เหล่านี้มาหมดแล้วทั้งสิ้น 

พอกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ท่านสามารถสั่งการในส่วนต่างๆ ในราชการสังกัดของท่านได้ ท่านลองดูรัฐบาลชุดอื่นๆ เขาทำกัน 

ทำไมจึงไม่ตราเป็นพระราชบัญญัติ?

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์กลายเป็นนิติบุคคล มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงกลาโหม ก็ตอนมีการแก้ไข พระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ในปี 2556 ในสมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการแก้ไขกฎหมายตอนนั้น สังเกตให้ดีว่า ทำเป็นพระราชบัญญัติกำหนดให้มีหน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงกลาโหม

ต่อมาในปี 2560 ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ในสมัยรัฐบาลของท่านประยุทธ์ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นี่ก็ทำเป็นพระราชบัญญัติอีกเช่นเดียวกัน 

ต่อไป หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ได้โอนย้ายไปสังกัดส่วนพระองค์ ก็ทำโดยการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในปี 2560 ทำเป็นพระราชบัญญัติอีกเช่นเดียวกัน 

ในสมัยรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ยังไม่นับรวมถึงสภาแห่งนี้ 2 พระราชบัญญัติแรกซึ่งเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สภาของเรา คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยเหรียญตราของรัชสมัยนี้ 2 ฉบับ ก็เห็นได้ว่าเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน

โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญกำเริบ

ผมคิดว่าประเด็นนี้สะท้อนถึงปัญหาในการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงจะคุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษตาม มาตรา 44 ที่ใช้มาเป็นเวลา 5 ปีเศษ 

ประเภทเปิดปุ๊บแล้วติดปั๊บทันที ตลอด 5 ปีที่ครองอำนาจใน คสช. มานี้ มีหลายกรณีที่ท่านออกประกาศคำสั่งจำนวนมากแล้วมีความผิดพลาดเกิดขึ้น 

กล่าวคือ ออกมาตรา 44 มาแล้วผิดพลาด ท่านก็กลับออก มาตรา 44 ไปแก้ซ้ำอีก มีกรณีเช่นนี้อีกหลายครั้งหลายหน บางกรณีออก ไม่กี่วันเลิก

วันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เต็มรูปแบบแล้ว เรามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว ท่านไม่มีมาตรา 44 เป็นมนตร์วิเศษอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว 

ประเภทที่ว่าสั่งอะไรแล้วไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มีแล้ว และที่สำคัญท่านมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนแล้ว 

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องไม่ลืมว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีจึงต้องถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม มิใช่อยากจำทำอะไรก็ทำ

ผมเห็นว่าการตราพระราชกำหนดนี้ เป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญยอมให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี จึงต้องทำโดยจำกัดอย่างเคร่งครัด ตามเงื่อนไขที่มาตรา 172 กำหนด 

พลเอกประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา 172 เหมือนกับมีอำนาจตาม มาตรา 44 ไม่ได้ 

ส่วนนี้สำคัญอย่างยิ่ง หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก็เท่ากับว่าเรากำลังสนับสนุนการใช้อำนาจของ พลเอกประยุทธ์ที่ยืนยันว่า อะไรๆ ก็จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จรวดเร็วเด็ดขาดอยู่เสมอมา 

หากเราไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป เราก็จะช่วยให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจด้วย 

ตรงกันข้าม หากเราปล่อยผ่านไปจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดๆ นายกรัฐมนตรีอยากได้กฎหมายอะไร ขี้เกียจรอสภา ไม่อยากมาชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตราพระราชกำหนด นานวันเข้าการออกพระราชกำหนดก็จะกลายสภาพเป็น มาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

ทั้งกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตาม มาตรา 161 

ทั้งการแถลงนโยบายโดยไม่แจกแจงที่มาของรายได้ตาม มาตรา 162 

ทั้งการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการคุ้มครองและพัฒนาสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 

จนกระทั่งมาถึงการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ซึ่งไม่เป็นไปตามเงือนไขที่กำหนดไว้ใน มาตรา 172 

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในอดีตที่ผ่านมา ท่านได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญมาโดยเสมอ 

จนถึงวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรของเรา เราจะยินยอมให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?

ผมคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องติดๆ กันดังที่ผมเรียนไป 3-4 เรื่องล่าสุดนี้ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจน นี่คือการแสดงอาการของโรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ของพลเอกประยุทธ์ นั่นเอง

ทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยนั้นก็ยืนยันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่า “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” 

หนังสือหลายเล่มของนักวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านก็อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า ระบอบนี้คือ ระบอบที่พระมหากษัตริย์ “ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” รัฐมนตรีผู้สนองพระราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 

พรรคอนาตใหม่และตัวผมเองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การอภิปรายของผมในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา 

และที่สำคัญที่สุด นี่คือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมิใช่การชี้หน้าด่าคนอื่นว่า ไม่จงรักภักดี 

การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมิใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้พระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด พระราชกำหนดฉบับนี้ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 

ไม่เป็นเรื่องจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน และส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนของราษฎร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ผมไม่สามารถลงมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ครับ”

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

พ.ต.อ.กฤษณะ เผยร้านกาแฟเก็บข้อมูลคนใช้ WIFI มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก

Published

on

วานนี้มีข้อมูลโพสต์ชี้แจงผ่านทาง ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โดย พ.ต.อ.กฤษณะ เผยร้านกาแฟเก็บข้อมูลคนใช้ WIFI มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก เพื่อชี้แจงกระแสในเรื่องของ “การให้ร้านกาแฟ ร้านเตอร์เน็ตปล่อยWIFIให้ลูกค้าเล่นเน็ตต้องเก็บข้อมูลตามกฎหมาย “

โดยระบุว่า “การจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก ใช้ชีวิตปกติได้”

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณี ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ การให้ร้านกาแฟ ร้านเตอร์เน็ตปล่อยWIFIให้ลูกค้าเล่นเน็ตต้องเก็บข้อมูลตามกฎหมาย ว่า

ขอเรียนว่าจากประเด็นกรณีดังกล่าวนั้น ที่มีการเตือนให้ ร้านกาแฟต่างๆ ร้านที่ให้บริการเน็ตคาเฟ่ หรือในลักษณะที่เปิดให้ผู้ใช้บริการต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต WIFI ภายในร้าน ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์( Logfile) ของผู้ลงทะเบียนใช้ WIFI ของร้านเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเป็นข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐใช้ในการสืบสวนสอบสวนกรณีเกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการดำเนินการของผู้ให้บริการตามกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ทำให้พี่น้องประชาชนต้องยุ่งยาก ลำบาก หรือเกิดความเสียหายแต่อย่างใด

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีการประกาศบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้วซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยหลักแล้วกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ผู้ที่ให้บริการดำเนินการเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผู้ใช้บริการ สำหรับประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้บริการหรือดำเนินการต่างๆได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลหรือตื่นตระหนก

โดยภาครัฐให้ผู้บริการทำการเก็บข้อมูล ก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ใช้ในการสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองในคดีต่างๆทุกประเภท อาทิ อาทิเช่น คดีความมั่นคงคดีฉ้อโกง หลอกลวง หมิ่นประมาท หรือเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ถือได้ว่าเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ

ซึ่งที่ผ่านมาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีฉ้อโกงประชาชน หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมากและผู้เสียหายจำนวนหลายราย เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์สืบสวนสอบสวนจนสามารถนำสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จากการใช้ข้อมูลในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลออกหมายจับ และติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อีทั้งยังถือเป็นหลักสากล ที่นานาประเทศ ก็ดำเนินการในลักษณะคล้ายกับประเทศเรา ที่กฎหมายบังคับเช่นนี้ก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งในปัจจุบันการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือบนโลก Social Media นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ที่มา : ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.

Continue Reading

NEWS

“ศุภชัย เจียรวนนท์” ขึ้นนั่งประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจคนแรกของไทย

Published

on

หลานเจ้าสัว “ศุภชัย เจียรวนนท์” ขึ้นนั่งประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทยคนแรก พร้อมลุยหน้าที่ประสานรัฐ เอกชน และยกระดับขีดความสามารถแข่งขันอุตสาหกรรมดิจิทัล

มีข้อมูลาก “คณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย” รายงานว่า.”การประชุมคณะกรรมการสภาดิจิทัลฯ ชุดที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้งทั้ง 36 คน จาก 6 กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ที่่ผ่านมา ได้มีวาระพิจารณาแต่งตั้งประธานสภาฯ

โดยมีคณะกรรมการเสนอชื่อ นายศุภชัย เจียรวนนนท์ เพียงรายชื่อเดียว และที่ประชุมได้มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้นายศุภชัย ดำรงตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นคนแรก”.

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2562 ระบุว่า สภาฯ นี้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์ 6 ข้อ ประกอบด้วย.

1.ให้เป็นตัวแทนของสมาชิกผู้ประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล ในการเสนอความเห็น ประสานงาน และสนับสนุนดำเนินงานด้านนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชนเกี่ยวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล

2.เสนอความเห็นและเสนอแนะต่อภาครัฐในเรื่องเกี่ยวกับกฎระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล

3.ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาขีดความสามารถของการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

4.ส่งเสริมการพัฒนาทักษะของบุคลากรด้านดิจิทัลให้มีมาตรฐานสากล

5.ส่งเสริมและกำกับดูแลให้เกิดคุณภาพ มาตรฐาน และจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัล รวมทั้งควบคุมดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามข้อบังคับของสภาและกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล

6. ดำเนินกิจการอื่นเพื่อการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทย หรือตามที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง.

ขณะที่ รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินงานของสภา สั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกิจการของสภา และจะให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการดำเนินงานหรือรายงานการประชุมของคณะกรรมการด้วย และสั่งเป็นหนังสือให้สภาหรือคณะกรรมการระงับหรือแก้ไขการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อกฎหมายนโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรี หรือข้อบังคับ เมื่อสั่งการอย่างใดแล้วให้รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ

พร้อมกันนี้เมื่อพ.ร.บ.นี้ใช้บังคับแล้ว ให้สมาคมสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นอันยกเลิก และให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้ของสมาคมฯ ที่มีอยู่ในวันที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปเป็นของสภาฯ นับตั้งแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ (1 พ.ค. 2562)

ขอบคุณที่มาจาก : https://www.voicetv.co.th/read/GgRMdcJz7
คณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย

Continue Reading

NEWS

ติดเทรนด์ทวิต #ขบวนเสด็จ คนวิจารณ์หนัก มาตรการปิดการจราจรในกรุงช่วงค่ำที่ผ่านมา

Published

on

วานนี้ (1 ตุลาคม 2562) มี แฮชแท็ก #ขบวนเสด็จ มีผู้ใช้มาจนขึ้นเป็นเทรนด์ในทวิตเตอร์ (ปัจจุบันยังคงติดอันดับอยู่) โดยส่วนมากเป็นการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมโพสต์ภาพที่อ้างว่าเป็นมาตรการปิดเส้นทางการจราจร

ผู้ใช้ทวิตเตอร์บัญชี @Fongfaii มีการโพสต์ภาพพร้อมบรรยายว่า มีรถแอมบูแลนซ์จอดติดอยู่ก่อนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งมีผู้รีทวิตโพสต์และดังกล่าวถึง 1 หมื่น หรือ 10.4K

หรือผู้ใช้ทวิตเตอร์บัญชี @peeoioixx โพสต์ภาพพร้อมระบุว่ามีการบิดเส้นทางการจราจรเมื่อช่วงค่ำที่มาผ่านมาบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเช่นกัน มีผู้รีทวิตโพสต์และภาพดังกล่าวถึง 3 หมื่นกว่าคน หรือ 36.6K

ยังมีทวิต @zunshinex ซึ่งมีคนมารีทวิตถึง 41.6K

ติดขบวนเสด็จค่ะ ที่อนุเสาวรีย์ แล้วรถพยาบาลข้างๆ เรา2คัน รีบๆ เปิดไฟไซเรนและเสียงมา ตำรวจเดินมากลางถนนตรงรถพยาบาล แล้วรถพยาบาลก็ปิดไฟไซเรนและเสียงใดๆ ลง แล้วก็จอดรอนิ่งๆ สงบๆ จนผ่านไปสักพัก ถนนเปิด รถพยาบาลถึงเปิดไซเรนไปต่อได้… #ขบวนเสด็จ เป็นงง

ที่มา : https://prachatai.com/journal/2019/10/84568

Continue Reading
Advertisement

Trending