Connect with us

POLITICS

ใครไม่ส้ม งูเห่าส้ม (โผล่) อีกแล้ว ย้อนดูประวัติ “คุณศรีนวล บุญลือ” เธอคือใคร ?

Published

on

ศรีนวล บุญลือ” สส.พรรคอนาคตใหม่ จังหวัด เชียงใหม่ ถึงแม้จะมีภาพลักษณ์ออกในแนวผู้หญิงบ้าน ๆ แต่เธอคนนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีดีกรีถึงตำแหน่ง สส. ที่มาจากการชนะเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ซึ่งนางศรีนวลได้รับคะแนนสูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศด้วยคะแนน 75,891 คะแนน ที่ว่ากันว่าสูงที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว ทิ้งห่างอันดับสอง นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้ 27,861 คะแนน

“คุณศรีนวล บุญลือ” เป็นคน ต.แม่วิน อ.แม่วาง สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์การปกครอง มหาวิทยาลัยมหามงกุฎราชวิทยาลัย วิทยาลัยเขตล้านนา จ.เชียงใหม่ โดยตระกูล “บุญลือ” ของเธอนั้น เล่นการเมืองท้องถิ่นมาก่อน 

และแน่นอนครอบครัวของเธอเป็นหัวคะแนนของพรรคเพื่อไทยติดต่อมาอย่างยาวนาน จนเป็นถือนับหน้าถือตาของคนในพื้น *แต่ก็มีบางกลุ่มที่ไม่ได้สนับสนุนเธอ ซึ่ง นางสาว ศรีนวล ได้เข้าสู่การเมือง ด้วยการลงเล่นท้องถิ่น  โดยการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่วิน (ส.อบต.) ปี 2542-2544

ซึ่งจากหน้าสื่อ ปรากฏผลงานหน้าที่ที่โดดเด่นของ สส.“ศรีนวล บุญลือ” คือการพยายามสื่อสารเรื่องพืชผลทางการเกษตร เช่น ลำไย-ผักต่าง ๆ ที่ชาวบ้านถูกกดราคา ส่วนใหญ่จะเข้าไปสะท้อนปัญหาในพื้นที่ และที่สำคัญน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แบบชาวเหนือ ก็ทำให้เป็นที่รู้จัก และชื่นชมของประชาชนอีกด้วย

ตอนนี้เธอกำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมอย่างกว้างขวาง ภายหลังจากที่เธอโหวตสวนมติพรรคอนาคตใหม่ โดยหันเหไปทางฝั่งพลังประชารัฐเป็นครั้งที่ 2 แล้ว จึงเกิดการแอนตี้จากสส.พรรคเดียวกัน และเกิดเป็นการตั้งฉายา “งูเห่าส้ม”

การโหวตสวนมติพรรคครั้งที่ 1 วันที่ 17 ต.ค. 2562 โหวตสวนมติพรรคด้วยการงดออกเสียง เรื่อง การพิจารณาร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ทั้งที่ ที่มติพรรค คือ ไม่เห็นชอบ 

การโหวตสวนมติพรรคครั้งที่ 2 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2562 โหวตสวนมติพรรคฝ่ายค้านในเรื่องของ “ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ขึ้นมาพิจารณา ต่อพ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562”

ทาง สส.“ศรีนวล บุญลือ” กล่าวว่า “ถ้าเราเป็นฝ่ายค้านแล้วค้านไปหมดทุกเรื่องเลย ประเทศจะเดินหน้าไปได้อย่างไร”  หลังถูกตั้ง ฉายา “งูเห่าส้ม”

ภายหลังจากที่เธอโหวตสวนมติพรรคอนาคตใหม่ โดยหันเหไปทางฝั่งพลังประชารัฐเป็นครั้งที่ 2 แล้ว เพราะกฎหมายตัวนี้ สามารถช่วยคุ้มครองสถาบันครอบครัวที่มีทั้งเด็ก สตรี ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับการปกป้อง” หรือ พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ คุณศรีนวลระบุว่า เธอเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชนืส่วนตัวนั่นเอง แม้จะขัดต่อมติรวมของพรรคก็ตาม

ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ยืนยัน ว่า “ไม่ได้รับเงินใครมา ต้องการทำเพื่อประชาชนจริงๆ” และขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นงูเห่า และไม่เคยรับเงินใคร มีคนพยายามจะดิสเครดิตตนเอง กล่าวหาว่าตนเองนั้นไปไหนมาไหนในพื้นที่ แล้วถูกชาวบ้านไล่โห่ ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าไม่เป็นความจริง

เพราะในตอนนี้ ไม่ว่าเดินทางไปงานใด พื้นที่ใดชาวบ้านยังให้การต้อนรับดี ช่วยเหลือทำงานด้วยกันเป็นอย่างดี ถ้าหากมีคนจะพยายามดิสเครดิตตนเองให้เสียหาย ก็เตรียมที่จะดำเนินตามกฎหมายต่อไป ศรีนวล บุญลือ กล่าว

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

LOCAL

ชาวบ้านแฉ “พ่อ ปารีณา” แอบล้อมรั้วที่ดินเอง 30 ไร่ ร้องเรียนไป 3 ครั้ง แต่กลับไร้เสียงตอบรับ

Published

on

ชาวบ้าน อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี วิ่งโร่แจ้งสื่อมวลชน หลัง “ทวี ไกรคุปต์” พ่อ ของคุณ ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ได้ทำการรุกล้ำที่ดินทำกินของตน ที่ถือครองมากว่า 50 ปี นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ยังมีอีกหลายคนที่โดนลักษณธแบบนี้ ใครที่ร้องเรียนจะโดนคุกคามถึงบ้านทันที

นายเสี้ยว นำพา อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 9  อำเภอ สวนผึ้ง จังหวัด ราชบุรี ได้ทำการร้องเรียนแก่สื่อมวลชนว่า ถูกนายทวี ไกรคุปต์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ่อของนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ นำคนงานเข้ามาล้อมรั้วรุกเข้ามาในที่ดินที่ตนนั้นทำมาหากินมากว่า 50 ปี ซึ่งมีหลักฐานการครอบครองที่ดินทุกอย่าง และได้ไปแจ้งความที่สภ.สวนผึ้งแล้ว ไปร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมแล้ว แต่จนตอนนี้เรื่องก็ยังเงียบ จึงได้มาร้องเรียนกับสื่อมวลชน

ที่ดินแปลงที่โดนบุกรุกนี้ มีเนื้อที่เกือบ 50 ไร่ ตนครอบครองใช้ประโยชน์ในการปลูกอ้อยมาเกือบ 50 ปี เป็นพื้นที่ ภ.บ.ท.5 เสียภาษีมาตั้งแต่ 2517 แต่ก็ถูกนาย ทวี ไถดินรุกกินพื้นที่ของตนมาเรื่อยมา ล่าสุดยังได้นำคนงานมาทำการล้อมรั้วเข้ามาในที่ดินของตน และปลูกมะพร้าว กินพื้นที่ของตนเข้ามากว่า 30 ไร่ ทำให้ตนเหลือที่ดินเพียงแค่ 10 กว่าไร่ โดยนายทวี มาคุมคนงานด้วยตนเอง ตนก็พยายามเข้าชี้แจงว่าพื้นที่เป็นของตน แต่นายทวีไม่รับฟังโดยเรื่องนี้ตนได้ไปแจ้งความกับตำรวจสภ.สวนผึ้งแล้ว แต่ก็ไร้วี่แวว ของคดี นี่ถือเป็นการร้องเรียนครั้งแรก

การร้องเรียนครั้งที่ 2 เป็นการร้องเรียนผ่านลูกสาวของนายเสี้ยวเพราะตนได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์ให้ลูกสาวไปแล้ว ซึ่งได้ทำการร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอ.สวนผึ้ง และกรมป่าไม้ก็ยืนยันว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นของลูกสาวของตนจริง และได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจอีกครั้งแต่เรื่องก็ยังเงียบเหมือนเดิม

การร้องเรียนครั้งที่ 3 วันที่ 11 พ.ย.62 วันที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาตรวจราชการพื้นที่ราชบุรี ก่อนประชุม ครม.สัญจรที่จ.กาญจนบุรี นางสาวปราณี ลูกสาวตนก็ยื่นหนังสือร้องทุกข์ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เรื่องก็ยังเงียบ

นายเสี้ยวยังบอกอีกว่า กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ก็รับทราบเรื่องนี้กันทุกคน และยังช่วยเป็นพยานให้ทุกครั้งที่ไปร้องเรียน แต่ทุกวันนี้รั้วก็ยังล้อมอยู่ไม่ได้มีการรื้อถอน นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ตนเองนั้นกลัวอันตรายที่จะเกิดจากการถูกคุกคาม เพราะที่ผ่านมาก็มีคนไปร้องเรียน และถูกคุกคาม ข่มขู่ถึงบ้านมานักต่อนัก โดยเชื่อว่าถ้าตนต่อสู้จนได้ที่ดินกลับคืนมา ก็จะมีชาวบ้านอีกหลายรายลุกขึ้นมาสู้บ้าง

ที่มา : https://www.posttoday.com/social/local/

Continue Reading

POLITICS

อ. ปิยบุตร อภิปราย “ชวนทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

Published

on

วันนี้ 17 ตุลาคม 2562 มีรายงานจากการ อภิปรายสภาผู้แทนราษฎร โดยไฮไลท์ของวันนี้อยู่ที่การคัดค้าน “ไม่เห็นด้วย ของ พ.ร.ก.โอนย้ายกำลังพลและงบ ของรัฐบาล และอ. ปิยบุตร อภิปราย “ชวนทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

เชิญอ่านการอภิปรายฉบับเต็มของ ปิยบุตร แสงกนกกุล ต่อพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๒

“เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนาคตใหม่

ผมจำเป็นต้องขอใช้เวลาของที่ประชุมแห่งนี้ เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายเกี่ยวกับพระราชกำหนดฉบับนี้ 

ผมยืนยันว่าการอภิปรายของผมจะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนสมาชิกและประชาชน 

และเมื่อทุกท่านได้ฟังจนจบ ท่านจะทราบว่านี่คือการพิทักษ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และระบบรัฐสภา

คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โดยประกาศลงในพระราชกิจจานุเบกษา 30 กันยายน 2562 และมีผลใช้บังคับในวันถัดจากประกาศดังกล่าว คือวันที่ 1 ตุลาคม 2562

ใจความสำคัญของพระราชกำหนดฉบับนี้ คือ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของ กองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนดให้ไปเป็นของหน่วยถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบราชการในพระองค์

เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี ได้ชี้แจงความจำเป็นของการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ ผมมีประเด็นในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต้องอธิบายกันสักเล็กน้อย 

พระราชกำหนดคืออะไร? 

พระราชกำหนดคือกฎหมายที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจในการตราและใช้ไปพลางก่อน ให้มีผลดั่งเช่นพระราชบัญญัติ แล้วหลังจากนั้นจึงให้รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติให้ความเห็นชอบรับรองเพื่อให้พระราชกำหนดนั้นมีผลได้ต่อไป

การตราพระราชกำหนดจึงเป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญ ยอมให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจในการออกกฎหมายหรือที่ผมเรียกว่า “ออกไปก่อน ใช้ไปก่อน แล้วจึงจะให้รัฐสภารับรองในภายหลัง” 

นี่เป็นข้อยกเว้นตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เพื่อมิให้ฝ่ายบริหารใช้ข้อยกเว้นนี้อย่างฟุ่มเฟือย พร่ำเพรื่อ จนนานวันเข้า จากข้อยกเว้นจะกลายเป็นเรื่องทั่วไป จนนานวันเข้าฝ่ายบริหารจะใช้อำนาจตาม มาตราในรัฐธรรมนูญนี้ แทนฝ่ายนิติบัญญัติเสียเอง เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐสภา 

ดังนั้นรัฐธรรมนูญทุกฉบับของประเทศไทยจึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขในการตราพระราชกำหนดเอาไว้ เพื่อป้องกันมิให้คณะรัฐมนตรีใช้อำนาจในส่วนนี้อย่างเกินขอบเขต

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 172 ในวรรคแรก การที่คณะรัฐมนตรีจะถวายคำแนะนำเพื่อให้มีการตราพระราชกำหนดนั้น จะต้องเป็นไปด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดใน 4 เหตุ ดังต่อไปนี้

  1. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ
  2. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ
  3. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
  4. เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

นอกจากเหตุเหล่านี้แล้ว ในมาตรา 172 วรรค 2 ยังกำหนดอีกว่า การตราพระราชกำหนดตามวรรคแรก ให้กระทำเฉพาะกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า “เป็นกรณีฉุกเฉิน” ที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

เมื่อคณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนดขึ้นมาแล้ว รัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่า 

ถ้ามีการประชุมสภาสามัญก็ต้องรีบนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นญัตติด่วน 

ถ้าไม่มีแล้วมีการเปิดวิสามัญเช่นวันนี้ เราก็ต้องนำเรื่องนี้เข้ามาเป็นญัตติด่วน เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

นอกจากนั้นยังมีช่องทางที่ 2 ที่สภาผู้แทนราษฎรอาจจะเข้ามาตรวจสอบพระราชกำหนดได้ นั่นก็คือ สมาชิกเข้าชื่อกัน ประมาณ 100 คนขึ้นไป หรือ 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด เพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ 

ดังนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงมีอยู่ 2 ช่องทางหลักๆ ที่จะใช้ในการตรวจสอบการตราพระราชกำหนด 2 ช่องทางนี้ 

โดยรายละเอียดแล้ว แตกต่างกัน ข่องทางที่สมาชิกจะเข้าชื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ นั่นคือ การตรวจสอบทางกฎหมายว่า พระราชกำหนดนี้ตราขึ้นมาโดยเข้า 4 เหตุที่กล่าวไปข้างต้นแล้วหรือไม่ 

แต่ในวรรคที่ 2 ที่ระบุว่า กรณีที่จะตราได้นั้นจะต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ท่อนนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตรวจสอบ เพราะมันเป็นดุลพินิจของคณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน สภาผู้แทนราษฎรเองก็มีอำนาจถ่วงดุลกับคณะรัฐมนตรีในส่วนนี้ ด้วยการที่เราประชุมกันเช่นในวันนี้ ที่ผมยืนอภิปราย นี่คือช่องทางในการตรวจสอบทางการเมืองที่สภาผู้แทนราษฎรมีต่อคณะรัฐมนตรี

ผมต้องกล่าวย้ำตรงนี้เพื่อให้ทางรัฐมนตรี ทางคณะรัฐมนตรี และทางเพื่อนสมาชิกทุกท่านได้เข้าใจตรงกัน สิ่งที่ผมอภิปราย และที่พวกเราจะลงมติกันต่อไป นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับคณะรัฐมนตรีตามระบบรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 

นี่คือกระบวนการออกกฎหมาย นี่คือการตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกัน 

คณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรผู้ถวายคำแนะนำและเป็นผู้รับผิดชอบการตราพระราชกำหนด พระราชกำหนดฉบับนี้ลงนามสนองพระบรมราชโองการโดยใคร? 

โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ดังนั้นสิ่งที่ผมอภิปรายไปทั้งหมดคือการตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี การตรวจสอบการใช้อำนาจของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้สนองพระบรมราชโองการนั่นเอง 

ตัวอย่างการตราพระราชกำหนดในอดีต

ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยก็มีการใช้ช่องทางการตราพระราชกำหนด 

สมัยรัฐบาลของ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร 2 สมัย 5 ปีเศษๆ ออกพระราชกำหนดทั้งสิ้น 12 ฉบับ 

สมัยรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2 ปี 8 เดือนเศษๆ ออกพระราชกำหนดไป 3 ฉบับ 

สมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2 ปี 9 เดือน ออกพระราชกำหนดไป 7 ฉบับ 

แต่รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ท่านเข้ารับหน้าที่วันที่ 16 กรกฎาคม หลังการถวายสัตย์ปฏิญาณ จนกระทั่งถึงวันนี้ 3 เดือน ท่านตราพระราชกำหนดไปแล้ว 2 ฉบับ และทั้ง 2 ฉบับนี้ก็มีประเด็นปัญหาว่าเป็นพระราชกำหนดที่เข้าเงื่อนไขตาม มาตรา 172 หรือไม่ ?

ฉบับแรก พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองสถาบันครอบครัว พวกเราเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว และระหว่างนี้กำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้มีมาอีก 1 ฉบับ คือที่เราพูดคุยกันในวันนี้

เหตุผลในการตราพระราชกำหนด

เราลองมาพิจารณาถึงเหตุผลในการตราพระราชกำหนด 

เมื่อสักครู่ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้อภิปรายถึงเหตุผลในการตราในเหตุผลท้ายพระราชกำหนดฉบับนี้ เขียนไว้ดังนี้ 

“เพื่อสนับสนุนภารกิจของส่วนราชการในพระองค์ในการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการถวายอารักขา และถวายพระเกียรติ และการรักษาความปลอดภัยองค์พระมหากษัตริย์ องค์ราชินี พระรัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตุกะ รวมทั้งให้การปฏิบัติภารกิจทั้งปวงตามพระราชอัธยาศัย และพระราชประเพณีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ และเกิดความปลอดภัยสูงสุด จึงเป็นกรณีฉุกเฉินรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้”

จากเหตุผลท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่ นั่นก็เท่ากับว่า คณะรัฐมนตรีอ้างเหตุเรื่องความปลอดภัยของประเทศและยืนยันว่า นี่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในเรื่องความปลอดภัยของประเทศ ถูกต้องที่ว่า องค์พระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันของชาติ พระองค์ทรงเป็นประมุขของราชอาณาจักรแห่งประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์พระมหากษัตริย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ส่วนนี้ไม่น่ามีปัญหา เป็นเรื่องความปลอดภัยของประเทศ 

ทว่าประเด็นที่เป็นปัญหาในทางรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่า “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” คำว่า “ฉุกเฉิน” คืออะไร? ในพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายคำว่า “ฉุกเฉิน” เอาไว้ว่า “ที่เป็นไปโดยปัจจุบันทันด่วนและต้องรีบแก้ไขโดยพลัน” คำว่า จำเป็นโดยรีบด่วนมิอาจหลีกเลี่ยงได้  หมายถึงอะไร? หมายถึง ต้องทำทันที ถ้าไม่ทำ จะเกิดผลร้ายแรงตามมา จึงเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในหมายเหตุท้ายพระราชกำหนด ยืนยันว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นไปเพื่อสนับสนุนภารกิจส่วนราชการในพระองค์เกี่ยวกับการถวายอารักขา ถวายพระเกียรติ และรักษาความปลอดภัย นี่คือวัตถุประสงค์ของกฎหมาย 

ปัญหาคือว่า ถ้าหากคณะรัฐมนตรียืนยันว่า การตราพระราชกำหนดฉบับนี้ เป็นเรื่องฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้นั้น

คณะรัฐมนตรีจำเป็นต้องแสดงข้อเท็จจริงให้สภาแห่งนี้ทราบว่า ณ วันที่ท่านออกพระราชกำหนดฉบับนี้ มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ และรักษาความปลอดภัยขององค์พระมหากษัตริย์ มีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องฉุกเฉินทันทีทันใด มีเหตุใดที่ทำให้จำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้นมาทันที หากไม่ตราจะเกิดผลกระทบร้ายแรงตามอย่างไร 

ปรากฏว่า ท่านไม่มีการชี้แจงใดๆ เลย คณะรัฐมนตรีไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงเหล่านี้อีกเลย เมื่อสักครู่นี้ ผมก็ตั้งใจจะมาฟัง ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ได้ชี้แจงอีก ท่านอ่านตามเหตผลท้ายพระราชกำหนดเท่านั้น 

นี่คือภารกิจของกระทรวงกลาโหมมิใช่หรือ?

ผมขอเท้าความกลับไปเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 แก้ไขล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2560 ในมาตรา 8 วงเล็บ 2 ยืนยันไว้ว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ พิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงกลาโหมก็คือ ทุกๆ เหล่าทัพ 

ดังนั้นจากกฎหมายฉบับนี้เอง จึงยืนยันอยู่แล้วว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ต้องจัดการเรื่องพิทักษ์รักษาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนสนับสนุนภารกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นี่เป็นภารกิจหน้าที่ที่ท่านมีอยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติ ยังมิพักต้องกล่าวถึง การที่รัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ของรัฐไว้ด้วย ลองเปิดอ่านดูได้เกี่ยวกับเรื่องการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ 

นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรีของท่านเมื่อตอนแถลงนโยบาย นโยบายข้อที่ 1 ของท่าน ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่สุดเลย คือ เรื่องการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ การเทิดทูน การชูพระเกียรติของสถาบันพระมหากษัตริย์ และยังต้องกล่าวถึงว่านายทหารทั้งหลายถวายสัตย์ปฏิญาณไว้เช่นไร ท่านผ่านพระราชพิธีต่างๆ เหล่านี้มาหมดแล้วทั้งสิ้น 

พอกระทรวงกลาโหมมีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ท่านสามารถสั่งการในส่วนต่างๆ ในราชการสังกัดของท่านได้ ท่านลองดูรัฐบาลชุดอื่นๆ เขาทำกัน 

ทำไมจึงไม่ตราเป็นพระราชบัญญัติ?

หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์กลายเป็นนิติบุคคล มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงกลาโหม ก็ตอนมีการแก้ไข พระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ในปี 2556 ในสมัยรัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการแก้ไขกฎหมายตอนนั้น สังเกตให้ดีว่า ทำเป็นพระราชบัญญัติกำหนดให้มีหน่วยบัญชาการรักษาความปลอดภัยส่วนพระองค์ มีสถานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงกลาโหม

ต่อมาในปี 2560 ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ในสมัยรัฐบาลของท่านประยุทธ์ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง นี่ก็ทำเป็นพระราชบัญญัติอีกเช่นเดียวกัน 

ต่อไป หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ได้โอนย้ายไปสังกัดส่วนพระองค์ ก็ทำโดยการแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมในปี 2560 ทำเป็นพระราชบัญญัติอีกเช่นเดียวกัน 

ในสมัยรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ยังไม่นับรวมถึงสภาแห่งนี้ 2 พระราชบัญญัติแรกซึ่งเป็นเกียรติเป็นศรีแก่สภาของเรา คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยเหรียญตราของรัชสมัยนี้ 2 ฉบับ ก็เห็นได้ว่าเป็นพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน

โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญกำเริบ

ผมคิดว่าประเด็นนี้สะท้อนถึงปัญหาในการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารหรือคณะรัฐมนตรี ท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี คงจะคุ้นชินกับการมีอำนาจพิเศษตาม มาตรา 44 ที่ใช้มาเป็นเวลา 5 ปีเศษ 

ประเภทเปิดปุ๊บแล้วติดปั๊บทันที ตลอด 5 ปีที่ครองอำนาจใน คสช. มานี้ มีหลายกรณีที่ท่านออกประกาศคำสั่งจำนวนมากแล้วมีความผิดพลาดเกิดขึ้น 

กล่าวคือ ออกมาตรา 44 มาแล้วผิดพลาด ท่านก็กลับออก มาตรา 44 ไปแก้ซ้ำอีก มีกรณีเช่นนี้อีกหลายครั้งหลายหน บางกรณีออก ไม่กี่วันเลิก

วันนี้เราเข้าสู่ระบบปกติแล้ว เราใช้รัฐธรรมนูญ 2560 เต็มรูปแบบแล้ว เรามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว ท่านไม่มีมาตรา 44 เป็นมนตร์วิเศษอยู่ในมืออีกต่อไปแล้ว 

ประเภทที่ว่าสั่งอะไรแล้วไม่มีวันขัดรัฐธรรมนูญนี้ ไม่มีแล้ว และที่สำคัญท่านมีสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชนแล้ว 

ดังนั้น นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้จะต้องไม่ลืมว่า สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาของท่าน การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีจึงต้องถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และระมัดระวังรอบคอบกว่าเดิม มิใช่อยากจำทำอะไรก็ทำ

ผมเห็นว่าการตราพระราชกำหนดนี้ เป็นข้อยกเว้นที่รัฐธรรมนูญยอมให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรี จึงต้องทำโดยจำกัดอย่างเคร่งครัด ตามเงื่อนไขที่มาตรา 172 กำหนด 

พลเอกประยุทธ์ จะเคยชินจะใช้ช่องทางตามมาตรา 172 เหมือนกับมีอำนาจตาม มาตรา 44 ไม่ได้ 

ส่วนนี้สำคัญอย่างยิ่ง หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปก็เท่ากับว่าเรากำลังสนับสนุนการใช้อำนาจของ พลเอกประยุทธ์ที่ยืนยันว่า อะไรๆ ก็จะใช้อำนาจเบ็ดเสร็จรวดเร็วเด็ดขาดอยู่เสมอมา 

หากเราไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป เราก็จะช่วยให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้อำนาจด้วย 

ตรงกันข้าม หากเราปล่อยผ่านไปจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดๆ นายกรัฐมนตรีอยากได้กฎหมายอะไร ขี้เกียจรอสภา ไม่อยากมาชี้แจงต่อสภา ก็ใช้อำนาจตราพระราชกำหนด นานวันเข้าการออกพระราชกำหนดก็จะกลายสภาพเป็น มาตรา 44 จำแลง เรื่องนี้จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง

ทั้งกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตาม มาตรา 161 

ทั้งการแถลงนโยบายโดยไม่แจกแจงที่มาของรายได้ตาม มาตรา 162 

ทั้งการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติส่งเสริมการคุ้มครองและพัฒนาสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2562 

จนกระทั่งมาถึงการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ซึ่งไม่เป็นไปตามเงือนไขที่กำหนดไว้ใน มาตรา 172 

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาพื้นฐานที่สำคัญว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในอดีตที่ผ่านมา ท่านได้รับการยกเว้นจากรัฐธรรมนูญมาโดยเสมอ 

จนถึงวันนี้ สภาผู้แทนราษฎรของเรา เราจะยินยอมให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?

ผมคิดว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องติดๆ กันดังที่ผมเรียนไป 3-4 เรื่องล่าสุดนี้ เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจน นี่คือการแสดงอาการของโรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ของพลเอกประยุทธ์ นั่นเอง

ทบทวนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2562 ในคดียุบพรรคไทยรักษาชาติ เนื้อหาของคำวินิจฉัยนั้นก็ยืนยันว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมือง ทรงเป็นกลางทางการเมือง และใช้คำว่า “ปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” 

หนังสือหลายเล่มของนักวิชาการกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งหลายท่านก็อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วย ก็เขียนเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า ระบอบนี้คือ ระบอบที่พระมหากษัตริย์ “ทรงปกเกล้า แต่ไม่ปกครอง” รัฐมนตรีผู้สนองพระราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดชอบ 

พรรคอนาตใหม่และตัวผมเองยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การอภิปรายของผมในวันนี้เป็นไปเพื่อยืนยันอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร รักษาระบบรัฐสภา 

และที่สำคัญที่สุด นี่คือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 

การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมิใช่การชี้หน้าด่าคนอื่นว่า ไม่จงรักภักดี 

การแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีมิใช่การใช้อำนาจกระทำการใดเพื่อทำให้พระมหากษัตริย์เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด พระราชกำหนดฉบับนี้ตราขึ้นโดยไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 

ไม่เป็นเรื่องจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน และส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนของราษฎร มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

ผมไม่สามารถลงมติอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนี้ได้ครับ”

Continue Reading

NEWS

พ.ต.อ.กฤษณะ เผยร้านกาแฟเก็บข้อมูลคนใช้ WIFI มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก

Published

on

วานนี้มีข้อมูลโพสต์ชี้แจงผ่านทาง ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. โดย พ.ต.อ.กฤษณะ เผยร้านกาแฟเก็บข้อมูลคนใช้ WIFI มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก เพื่อชี้แจงกระแสในเรื่องของ “การให้ร้านกาแฟ ร้านเตอร์เน็ตปล่อยWIFIให้ลูกค้าเล่นเน็ตต้องเก็บข้อมูลตามกฎหมาย “

โดยระบุว่า “การจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์มีมานานแล้ว ประชาชนไม่ต้องตื่นตะหนก ใช้ชีวิตปกติได้”

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณี ตามที่สื่อสังคมออนไลน์ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับ การให้ร้านกาแฟ ร้านเตอร์เน็ตปล่อยWIFIให้ลูกค้าเล่นเน็ตต้องเก็บข้อมูลตามกฎหมาย ว่า

ขอเรียนว่าจากประเด็นกรณีดังกล่าวนั้น ที่มีการเตือนให้ ร้านกาแฟต่างๆ ร้านที่ให้บริการเน็ตคาเฟ่ หรือในลักษณะที่เปิดให้ผู้ใช้บริการต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต WIFI ภายในร้าน ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์( Logfile) ของผู้ลงทะเบียนใช้ WIFI ของร้านเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเป็นข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐใช้ในการสืบสวนสอบสวนกรณีเกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายบ้านเมือง

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการดำเนินการของผู้ให้บริการตามกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ทำให้พี่น้องประชาชนต้องยุ่งยาก ลำบาก หรือเกิดความเสียหายแต่อย่างใด

รอง โฆษก ตร. กล่าวต่ออีกว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวมีการประกาศบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2550 แล้วซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยหลักแล้วกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ผู้ที่ให้บริการดำเนินการเก็บข้อมูล ไม่ใช่ผู้ใช้บริการ สำหรับประชาชนทั่วไปก็สามารถใช้บริการหรือดำเนินการต่างๆได้ตามปกติ โดยไม่ต้องกังวลหรือตื่นตระหนก

โดยภาครัฐให้ผู้บริการทำการเก็บข้อมูล ก็เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ใช้ในการสืบสวนสอบสวนจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองในคดีต่างๆทุกประเภท อาทิ อาทิเช่น คดีความมั่นคงคดีฉ้อโกง หลอกลวง หมิ่นประมาท หรือเกี่ยวกับความผิดทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด ป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ถือได้ว่าเกิดประโยชน์แก่สาธารณะ

ซึ่งที่ผ่านมาในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คดีฉ้อโกงประชาชน หรือคดีที่มีมูลค่าความเสียหายมากและผู้เสียหายจำนวนหลายราย เจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์สืบสวนสอบสวนจนสามารถนำสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย จากการใช้ข้อมูลในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลออกหมายจับ และติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อีทั้งยังถือเป็นหลักสากล ที่นานาประเทศ ก็ดำเนินการในลักษณะคล้ายกับประเทศเรา ที่กฎหมายบังคับเช่นนี้ก็เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งในปัจจุบันการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือบนโลก Social Media นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ที่มา : ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร.

Continue Reading
Advertisement

Trending