Connect with us

POLITICS

ประชาธิปไตยที่ทอดยาว สู่ประตูท่าแพ “โดนแจ้งจับแล้ว เพจนักศึกษา มช. แกนนำแฟลชม็อบ”

Published

on

หลังจากที่ทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีการเมืองประเทศไทย ความปรารถนาในการออกเสียงผ่านการชุมนุมที่เชียงใหม่ ต้องสะดุดครั้งแรก เมื่อถูกแจ้งความ ข้อหาชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 17:00 น. ที่ผ่านมา ได้มีการรวมตัวกันภายใต้แคมเปญระยะสั้น ที่มีชื่อว่า “เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนจะออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง” จึงเกิดเป็นแฟลชม็อบ จากการรวมตัวของผู้ที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับเหตุการณ์ ต่อยุบพรรค อนาคตใหม่ หลังจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องการรับบริจาคที่มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการรับบริจาคเงินโดยแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมือง ต่อเนื่องไปถึง กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) เป็นเหตุสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องยุบพรรค 

ทางเพจเฟสบุ๊คที่ร่วมระดมประชาชน ประชาสัมพันธ์ ให้มาเข้าร่วมการชุมนุมในแคมเปญนี้ ส่อแววโดนสอบสวนเอาความผิด ฐานการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 10 ของพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ

จุดเริ่มต้นความต่อเนื่องของการชุมนุม สู่ประตูท่าแพ เชียงใหม่

การเริ่มต้นของการชุมนุมในจังหวัดเชียงใหม่ ณ ประตูท่าแพ เกิดขึ้นแบบกระทันหัน เหมือนกับงานด่วน หลังจากข่าวการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้กลุ่ม “สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” กลุ่มนักศึกษาจาก จ.เชียงใหม่ ได้เชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงกลุ่มนักศึกษาได้ออกมาร่วมแคมเปญดังกล่าวด้วย

โดยจัดขึ้นในวันและเวลาเดียวกัน กับการนัดชุมนุมที่สกายวอร์ค กรุงเทพมหานคร นอกจากเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร ก็มีการจัดแคมเปญขึ้นในหลายจังหวัดด้วยเช่นกัน ทุกสถานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เป็นเหมือนการรวมกลุ่มแฟลชม็อบ ที่ต่อเนื่องจาก กรุงเทพมหานคร ทอดยาวมาจนถึง ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ จากการสัมภาษณ์ของผู้จัดแคมเปญนี้ ได้กล่าวไว้ว่า “วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อออกมาเรียกร้องสิทธิผ่านการแสดงเชิงสัญลักษณ์ หรือการแสดงออกผ่านวัตถุ ไม่ได้ต้องการออกมาสร้างความเดือดร้อนแต่อย่างใด ภายใต้เวลาในการร่วมชุมนุมประมาณ 1ชั่วโมงเท่านั้นเอง” 

เมื่อถึงเวลาชุมนุมจริง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดความวุ่นวาในบริเวณกว้างขวางแต่อย่างใด รวมถึงเวลาที่ใช้ในการชุมนุมครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียงแค่ 50 นาที

 

สอดส่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในการชุมนุม หลังจากมีข่าวแจ้งความจับ เพจนักศึกษา ที่ร่วมระดมคนเข้าร่วมแฟลชม็อบ

สกายวอล์ก ถึง ท่าแพ เชียงใหม่เดือด รอบนี้ไม่ยอม

เดือดไม่แพ้กรุงเทพ! สกายวอล์ก ถึง ท่าแพ อนาคตใหม่ลั่น "รอบนี้ไม่ยอมแล้ว" ตร.แจ้งความผิดกฎหมายชุมนุม

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2019

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ณ ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์แฟลชม็อบในครั้งนี้ได้รับการถ่ายทอดสดออกไปหลายช่องทาง ทั้งสื่อออนไลน์ และทางโทรทัศน์ดิจิทัล จากภาพ เสียง วิดีโอที่เราได้เห็น กิจกรรมหลักของทางกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ การพูดคุย ออกเสียงร่วมกันภายในกลุ่มผู้ชุมนุม ร่วมกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการชู 3 นิ้ว เพื่อแสดงออกถึง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ทั้งสามความหมายแฝงในการแสดงออกนี้ เป็นเหมือนกับเนื้อหาหลักของการชุมนุมครั้งนี้

อีกทั้งยังมีการแสดงออกผ่านวัตถุ ผ่านการเขียนผ้าร่วมแสดงออกถึงความเห็น สื่อข้อความให้สามารถไปถึงเหล่าคนที่ผู้ชุมนุมต้องการให้เนื้อหาเหล่านี้ สามารถสื่อสารไปได้ถึง เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ไม่เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ หรือไม่ก่อเหตุให้เกิดความเสียหายทางกายภาพด้านไหนเลยต่อพื้นที่บริเวณนั้น

เปิดบันทึกเนื้อหาการแจ้งความ เพจนักศึกษา มช. กับสถานการณ์จริง ว่าสอดคล้องกันมากแค่ไหน

หลังจากที่ผ่านสถานการณ์การชุมนุมหรือแฟลชม็อบในวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไปได้ไม่นาน  ในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 13:00 น. ทาง พ.ต.ต.ชุวาพล ชัยสร สว.สส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พ.ต.ท.คมสันต์ พิมพันธ์ชัยยบูลย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ใช้เฟสบุ๊คชื่อ “สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” 

ในความผิดฐานจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้ง ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง อันเป็นความผิดฐาน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ 

ด้วยความผิดดังกล่าว ตามเนื้อหาที่ทาง พ.ต.ต.ชุวาพล ชัยสร สว.สส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เข้าร้องทุกข์นั้นดูจะสมเหตุสมผล หรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกิดการชุมนุมที่จัดขึ้นเกือบจะทันที ด้วยการเชิญชวน ประชาสัมพันธ์การชุมนุม ผ่านเฟซบุ๊คเพจดังกล่าว โดยทางผู้รับแจ้ง “ไม่ได้รับแจ้งเรื่องการชุมนุมก่อนแต่อย่างใด” ทำให้การแจ้งจับความผิดฐาน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ตามมาตรา 10 ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที แต่หากเปรียบเปรยกับ เสรีภาพ ที่ปัจเจกชนต้องการเรียกร้อง เพื่อได้รับเสรีภาพด้านการแสดงออกความคิดเห็น การพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพด้านการเมือง ส่งผลให้การแสดงออกเรื่องความคิดเห็นของเสรีภาพ ที่เกี่ยวกับการเมือง กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนบางส่วนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ เป็นเหมือนกับสิ่งที่พวกเขารอคอย 

เพียงแต่ว่า หากเราตีความจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ร่วมกับกฎหมาย 
พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10 ซึ่งทางผู้ประชาสัมพันธ์ หรือผู้จัดแคมเปญแฟลชม็อบในครั้งนี้ อาจไม่ได้แจ้งเรื่องการชุมนุมล่วงหน้าภายใน 24 ชั่วโมง ตามการผ่อนผันเรื่องเวลาการแจ้งชุมนุม ในมาตรา 14 ที่ต้องแจ้งภายในเวลาดังกล่าว เพราะว่า คำนิยมของ การชุมนุมสาธารณะ มีความหมายว่า “การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวน หรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่ก็ตาม” 

โดยนิยมนี้จะทำให้การชุมนุมครั้งล่าสุดของ “กลุ่มสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” เป็นการชุมนุมสาธารณะตามนิยมดังกล่าว หากไม่ได้ไม่มีการแจ้งเรื่องการชุมนุมตามกฎหมาย จึงผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่ทางผู้ฟ้องร้อง ได้ร้องทุกข์เอาไว้ตามบันทึกประจำวันของ สภ.เมืองเชียงใหม่

อยากไรก็ตามทาง ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า “ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม”

ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม.การลงสู่ท้องถนนของประชาชนหรือ “การชุมนุมสาธารณะ”…

โพสต์โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2019


โดยในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ทาง ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการลงโพสต์ระบุว่า “ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม”


การลงสู่ท้องถนนของประชาชนหรือ “การชุมนุมสาธารณะ” เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันสำคัญของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะแสดงความเห็น ความปรารถนา หรือความต้องการของประชาชน ให้ปรากฏต่อสาธารณะ

การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะปรากฏให้เห็นทั้งในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญของนานาอารยะประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของไทยก็ได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุม “อย่างสงบและปราศจากอาวุธ” มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้รับรองเสรีภาพดังกล่าว
.
ดังนั้น การชุมนุมสาธารณะจึงเป็นเสรีภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้ในภาวะที่การเมืองสามารถดำเนินไปอย่างปกติท่ามกลางสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย ยิ่งในสังคมที่มีระบอบประชาธิปไตยถูกคุกคาม สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิดอย่างง่ายดายด้วยกลไกของรัฐ การชุมนุมสาธารณะก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการสร้างสังคมการเมืองที่มีความเป็นธรร

ในหลายสังคมหรือแม้กระทั่งสังคมไทยเองก็ตาม การชุมนุมสาธารณะคือกลไกหนึ่งของประชาชนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระบอบการเมืองอันฉ้อฉล ชนชั้นนำใช้อำนาจแบบอธรรม มีการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของพรรคพวก ซึ่งในหลายครั้งก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ การชุมนุมสาธารณะในสังคมไทยได้ถูกพิจารณาในเชิงลบภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาร่วมทศวรรษ ที่สำคัญก็คือการชุมนุมของบรรดา “คนเป่านกหวีด” ก่อนการยึดอำนาจเมื่อ พ.ศ. 2557 พึงตระหนักว่าการชุมนุมสาธารณะในคราวนั้นมิใช่การชุมนุมที่อยู่ภายใต้กรอบของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการกระทำที่ปฏิเสธการเลือกตั้งอันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ให้การสนับสนุนต่อระบอบการเมืองแบบเผด็จการ ด้วยการเชิดชู “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” รวมทั้งการใช้ความรุนแรงต่อผู้คนที่เห็นต่าง อันเป็นต้นเหตุสำคัญที่นำมาสู่ความหายนะซึ่งสังคมไทยต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ในสังคมที่ระบอบการเมืองไม่เปิดโอกาสให้มีการต่อรอง แข่งขัน กันอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงการใช้กลไกทางกฎหมายและสถาบันต่างๆ เป็นเครื่องมือในการกำจัดผู้ที่เห็นต่างให้ออกไปตามอำเภอใจมาอย่างต่อเนื่อง หนทางหนึ่งที่จะแสดงออกให้ผู้มีอำนาจได้เห็นอย่างเต็มตามากขึ้นว่าผู้คนมีความคิด ความฝัน ต่อสังคมของตนอย่างไรก็คือ การแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในโลกของความเป็นจริง

13 ธันวาคม 2562

ขอบคุณรูปภาพจาก : สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 1 Average: 5]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

NEWS

รวมวาทะกรรมแสดงความเห็น “ม็อบธรรมศาสตรจะไม่ทน”

Published

on

หลังจากที่มีการเผยแพร่ภาพการชุมนุมในธรรมศาสตร์ ที่มีเนื้อหาส่วนหนึ่งเกี่ยวกับสถาบัน ทำให้มีนักการเมืองหลายคน ออกมาแสดงความเห็นกับการชุมนุมในครั้งนี้

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย

ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการชุมนุมของม็อบธรรมศาสตร์จะไม่ทัน ว่า “ตลอดชีวิตที่ตนทำงานด้านการเมือง คือ การทำงานการเมืองภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ส่วนตัวเห็นด้วยกับการต่อสู้กับระบอบเผด็จการในประเทศไทย ที่บริหารประเทศได้ล้มเหลวจนทำให้ประชาชนต้องตกที่นั่งลำบาก ดังนั้นตามข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อของเหล่านักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน คือ

  • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
  • การยุบสภา
  • หยุดคุกคามประชาชน

ตนเห็นด้วยว่าเหมาะสม และอยู่ในวิสัยที่หลายฝ่ายจะหาทางร่วมมือกันได้ แต่ไม่ควรก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่จะนำมาซึ่งความขัดแย้งแบ่งฝ่ายของคนในชาติ จนอาจก่อให้เกิดการยึดอำนาจอีกครั้ง

คุณกรณ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า

ขอขอบคุณภาพจาก : ข่าวสด

ได้มีการออกแถลงการณ์ว่า อย่าให้ประวัติศาสตรซ้ำรอย ประเทศมีบทเรียนมากพอแล้ว หลีกเลี่ยงการก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบันฯ​ ชุมนุมภายใต้กฎหมาย โดยมีการระบุข้อความที่เผยแพร่ออกไปว่า

“พรรคกล้า – KLA Party จะต้องไม่มีส่วนร่วมกับความขัดแย้งใดในสังคม ทุกครั้งที่เราแสดงออก ต้องเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์หรือเป็นการหาทางออกให้เหตุการณ์นั้นๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก เราจะไม่ยอมตกอยู่ในวังวนเดิมของการเมืองแบบเก่า ที่สร้างแต่ความขัดแย้ง แบ่งแยกผู้คน และสร้างความรุนแรง”

สุดท้ายคุณกรณ์ยังยืนยันอีกว่า สิทธิทางความคิดและความเชื่อของผมคือ “ระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.)

ขอขอบคุณภาพจาก : Line today

ได้มีการโพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัวโดยมีข้อความว่า

“ขอทวงความรับผิดชอบของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางกฎหมายและจริยธรรมต่อคนไทยที่รักชาติรักสถาบันฯ ต่อการปล่อยให้เสรีภาพอันเกินขอบเขตในการอภิปราย ปลุกระดมในเนื้อหา และข้อเสนอระหว่างชุมนุม ที่จาบจ้วงละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องมีคำตอบให้คนไทยทั้งประเทศมากกว่าคำว่า ขอโทษ แค่นี้ครับ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ว่า ตนนั้นติดตามดูอยู่ตลอด จะไม่ดูได้อย่างไร แต่เมื่อดูแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ กับสิ่งที่ผู้ชุมนุกได้เสนอมาทั้ง 10 ข้อ ที่ต้องการให้ยกเลิกข้อบังคับและกฎหมายบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก

ขอขอบคุณภาพจาก : Thairath

ปฏิเสธการให้สัมภาษณ์และการออกความเห็น เรื่องการชุมนุมธรรมศาสตร์จะไม่ทน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

POLITICS

ด่วน! ตำรวจจับกุม นาย“อานนท์ นำภา”หน้าที่พัก ตามหมายจับจากการชุมนุมเยาวชนปลดแอก

Published

on

By

ด่วน!!! ตำรวจจับกุม นาย“อานนท์ นำภา” แล้วหลังปราศรัยเรื่องสถาบันกษัตริย์ ในการการชุมนุมเยาวชนปลดแอก

ขอบคุณรูปภาพจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

นาย“อานนท์ นำภา” คือใคร เขาคือทนายความด้านสิทธิมนุษยชนผู้นี้ได้สวมบทบาทนักปราศรัยทางการเมือง และปราศรัยได้อย่างเผ็ดร้อนและเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย ในวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา โดยเป็นครั้งแรกที่การชุมนุมปราศรัยทางการเมืองของไทยจะนำเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์มาพูดถึง โดยถูกตั้งข้อหาทั้ง 7 ข้อหา ดังนี้

1. ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริตเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

2. ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิด

3.ร่วมกันจัดให้มีกิจกรรมซึ่งมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมากในลักษณะมั่วสุมกัน หรือมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันง่าย ชุมนุมทำกิจกรรมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใดๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการดังกล่าวอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย หรือในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค กระทำการหรือดำเนินการใดๆ ซึ่งอาจก่อสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคแพร่ระบาดออกไป ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

4. ร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของ หรือโดยกระทำด้วยประการอื่นใด

5. ร่วมกันวาง ตั้ง ยื่น หรือแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร

6. ร่วมกันตั้ง วาง หรือกองวัตถุใดๆ บนถนน

7. ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ล่าสุดปรากฏว่าไม่ได้มีแค่นาย อานนท์คนเดียวที่ถูกจับในครั้งนี้ ยังมีรายงานว่า ภานุพงศ์ จาดนอก หรือ “ไมค์ ระยอง” เยาวชนนักเคลื่อนไหวจากระยองที่ขึ้นเวทีชูป้ายไล่ ‘ประยุทธ์’ ที่การชุมนุม เยาวชนปลดแอก เหมือนอานนท์ก็โดนจับด้วยข้อหาเดียวกันและถูกนำตัวไป สน. สำราญราษฎร์ เช่นกัน

ขอบคุณรูปภาพจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ขอบคุณรูปภาพจาก : ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ขอบคุณข้อมูลจาก

เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

NEWS

ยาวไป! เมื่อ ศคบ. ชุดใหญ่อนุมัติ พรก.ฉุกเฉินฯ ต่ออีก 1 เดือนเรียบร้อยแล้ว!!

Published

on

หลังจากที่ ศคบ. ชุดเล็กได้มีการเสนอต่อที่ประชุมชุดใหญ่ ทำให้ในที่ประชุม ศคบ. ชุดใหญ่ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 ก.ค. 63 ได้มีการพิจารณาขยายช่วงเวลา พรก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 1 เดือนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งครั้งนี้จะกินช่วงเวลายาวไปจนถึงถึงสิ้นเดือนสิงหาคม

 ซึ่งนี่ถือเป็นการต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 5 แล้ว ในการนำมาใช้เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรค COVID-109 ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายักรัฐมนตรี และ ประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไว้รัส โคโรนา 2019 (COVID-19) ได้กล่าวตอบโต้ต่อสื่อว่า

“พรก.ฉุกเฉินฯ มีไว้ใช้เพื่อความเป็นเอกภาพและบูรณาการในการทำงาน ไม่ได้เอา พรก.ฉุกเฉิน ไปยุ่งเกี่ยวเรื่องการชุมนุม เพราะมี พรบ.การชุมนุมสาธารณะ อยู่แล้ว”

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending