Connect with us

POLITICS

ประชาธิปไตยที่ทอดยาว สู่ประตูท่าแพ “โดนแจ้งจับแล้ว เพจนักศึกษา มช. แกนนำแฟลชม็อบ”

Published

on

หลังจากที่ทนไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเวทีการเมืองประเทศไทย ความปรารถนาในการออกเสียงผ่านการชุมนุมที่เชียงใหม่ ต้องสะดุดครั้งแรก เมื่อถูกแจ้งความ ข้อหาชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 เวลา 17:00 น. ที่ผ่านมา ได้มีการรวมตัวกันภายใต้แคมเปญระยะสั้น ที่มีชื่อว่า “เมื่อเสียงที่พวกเราเลือกเข้าสภาไม่มีค่า ได้เวลาประชาชนจะออกมาส่งเสียงด้วยตัวเอง” จึงเกิดเป็นแฟลชม็อบ จากการรวมตัวของผู้ที่มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับเหตุการณ์ ต่อยุบพรรค อนาคตใหม่ หลังจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เรื่องการรับบริจาคที่มีเหตุทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการรับบริจาคเงินโดยแหล่งที่มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมือง ต่อเนื่องไปถึง กฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 92 (3) เป็นเหตุสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องยุบพรรค 

ทางเพจเฟสบุ๊คที่ร่วมระดมประชาชน ประชาสัมพันธ์ ให้มาเข้าร่วมการชุมนุมในแคมเปญนี้ ส่อแววโดนสอบสวนเอาความผิด ฐานการชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 10 ของพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ

จุดเริ่มต้นความต่อเนื่องของการชุมนุม สู่ประตูท่าแพ เชียงใหม่

การเริ่มต้นของการชุมนุมในจังหวัดเชียงใหม่ ณ ประตูท่าแพ เกิดขึ้นแบบกระทันหัน เหมือนกับงานด่วน หลังจากข่าวการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการยุบพรรคอนาคตใหม่ ทำให้กลุ่ม “สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” กลุ่มนักศึกษาจาก จ.เชียงใหม่ ได้เชิญชวนให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงกลุ่มนักศึกษาได้ออกมาร่วมแคมเปญดังกล่าวด้วย

โดยจัดขึ้นในวันและเวลาเดียวกัน กับการนัดชุมนุมที่สกายวอร์ค กรุงเทพมหานคร นอกจากเชียงใหม่และกรุงเทพมหานคร ก็มีการจัดแคมเปญขึ้นในหลายจังหวัดด้วยเช่นกัน ทุกสถานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เป็นเหมือนการรวมกลุ่มแฟลชม็อบ ที่ต่อเนื่องจาก กรุงเทพมหานคร ทอดยาวมาจนถึง ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ จากการสัมภาษณ์ของผู้จัดแคมเปญนี้ ได้กล่าวไว้ว่า “วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการชุมนุมครั้งนี้ เพื่อออกมาเรียกร้องสิทธิผ่านการแสดงเชิงสัญลักษณ์ หรือการแสดงออกผ่านวัตถุ ไม่ได้ต้องการออกมาสร้างความเดือดร้อนแต่อย่างใด ภายใต้เวลาในการร่วมชุมนุมประมาณ 1ชั่วโมงเท่านั้นเอง” 

เมื่อถึงเวลาชุมนุมจริง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดความวุ่นวาในบริเวณกว้างขวางแต่อย่างใด รวมถึงเวลาที่ใช้ในการชุมนุมครั้งนี้ ใช้เวลาทั้งสิ้นเพียงแค่ 50 นาที

 

สอดส่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในการชุมนุม หลังจากมีข่าวแจ้งความจับ เพจนักศึกษา ที่ร่วมระดมคนเข้าร่วมแฟลชม็อบ

สกายวอล์ก ถึง ท่าแพ เชียงใหม่เดือด รอบนี้ไม่ยอม

เดือดไม่แพ้กรุงเทพ! สกายวอล์ก ถึง ท่าแพ อนาคตใหม่ลั่น "รอบนี้ไม่ยอมแล้ว" ตร.แจ้งความผิดกฎหมายชุมนุม

โพสต์โดย Khaosod – ข่าวสด เมื่อ วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2019

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ณ ประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ เหตุการณ์แฟลชม็อบในครั้งนี้ได้รับการถ่ายทอดสดออกไปหลายช่องทาง ทั้งสื่อออนไลน์ และทางโทรทัศน์ดิจิทัล จากภาพ เสียง วิดีโอที่เราได้เห็น กิจกรรมหลักของทางกลุ่มผู้ชุมนุม จะมีเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ การพูดคุย ออกเสียงร่วมกันภายในกลุ่มผู้ชุมนุม ร่วมกับการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการชู 3 นิ้ว เพื่อแสดงออกถึง เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ทั้งสามความหมายแฝงในการแสดงออกนี้ เป็นเหมือนกับเนื้อหาหลักของการชุมนุมครั้งนี้

อีกทั้งยังมีการแสดงออกผ่านวัตถุ ผ่านการเขียนผ้าร่วมแสดงออกถึงความเห็น สื่อข้อความให้สามารถไปถึงเหล่าคนที่ผู้ชุมนุมต้องการให้เนื้อหาเหล่านี้ สามารถสื่อสารไปได้ถึง เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่า ไม่เกิดความวุ่นวายในพื้นที่ หรือไม่ก่อเหตุให้เกิดความเสียหายทางกายภาพด้านไหนเลยต่อพื้นที่บริเวณนั้น

เปิดบันทึกเนื้อหาการแจ้งความ เพจนักศึกษา มช. กับสถานการณ์จริง ว่าสอดคล้องกันมากแค่ไหน

หลังจากที่ผ่านสถานการณ์การชุมนุมหรือแฟลชม็อบในวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไปได้ไม่นาน  ในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 เวลาประมาณ 13:00 น. ทาง พ.ต.ต.ชุวาพล ชัยสร สว.สส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พ.ต.ท.คมสันต์ พิมพันธ์ชัยยบูลย์ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองเชียงใหม่ ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ใช้เฟสบุ๊คชื่อ “สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” 

ในความผิดฐานจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งต่อผู้รับแจ้ง ก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง อันเป็นความผิดฐาน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ 

ด้วยความผิดดังกล่าว ตามเนื้อหาที่ทาง พ.ต.ต.ชุวาพล ชัยสร สว.สส.สภ.เมืองเชียงใหม่ ได้เข้าร้องทุกข์นั้นดูจะสมเหตุสมผล หรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่เกิดการชุมนุมที่จัดขึ้นเกือบจะทันที ด้วยการเชิญชวน ประชาสัมพันธ์การชุมนุม ผ่านเฟซบุ๊คเพจดังกล่าว โดยทางผู้รับแจ้ง “ไม่ได้รับแจ้งเรื่องการชุมนุมก่อนแต่อย่างใด” ทำให้การแจ้งจับความผิดฐาน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ตามมาตรา 10 ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที แต่หากเปรียบเปรยกับ เสรีภาพ ที่ปัจเจกชนต้องการเรียกร้อง เพื่อได้รับเสรีภาพด้านการแสดงออกความคิดเห็น การพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพด้านการเมือง ส่งผลให้การแสดงออกเรื่องความคิดเห็นของเสรีภาพ ที่เกี่ยวกับการเมือง กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนบางส่วนคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสำหรับการชุมนุมครั้งนี้ เป็นเหมือนกับสิ่งที่พวกเขารอคอย 

เพียงแต่ว่า หากเราตีความจากเงื่อนไขที่เกิดขึ้นในการชุมนุม ร่วมกับกฎหมาย 
พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 10 ซึ่งทางผู้ประชาสัมพันธ์ หรือผู้จัดแคมเปญแฟลชม็อบในครั้งนี้ อาจไม่ได้แจ้งเรื่องการชุมนุมล่วงหน้าภายใน 24 ชั่วโมง ตามการผ่อนผันเรื่องเวลาการแจ้งชุมนุม ในมาตรา 14 ที่ต้องแจ้งภายในเวลาดังกล่าว เพราะว่า คำนิยมของ การชุมนุมสาธารณะ มีความหมายว่า “การชุมนุมของบุคคลในที่สาธารณะ เพื่อเรียกร้อง สนับสนุน คัดค้าน หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยแสดงออกต่อประชาชนทั่วไป และบุคคลอื่นสามารถเข้าร่วมการชุมนุมได้ ไม่ว่าการชุมนุมนั้นจะมีการเดินขบวน หรือเคลื่อนย้ายด้วยหรือไม่ก็ตาม” 

โดยนิยมนี้จะทำให้การชุมนุมครั้งล่าสุดของ “กลุ่มสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย” เป็นการชุมนุมสาธารณะตามนิยมดังกล่าว หากไม่ได้ไม่มีการแจ้งเรื่องการชุมนุมตามกฎหมาย จึงผิดต่อ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ ที่ทางผู้ฟ้องร้อง ได้ร้องทุกข์เอาไว้ตามบันทึกประจำวันของ สภ.เมืองเชียงใหม่

อยากไรก็ตามทาง ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า “ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม”

ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม.การลงสู่ท้องถนนของประชาชนหรือ “การชุมนุมสาธารณะ”…

โพสต์โดย ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อ วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2019


โดยในวันที่ 13 ธันวาคม 2562 ทาง ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการลงโพสต์ระบุว่า “ลงสู่ท้องถนนมิใช่อาชญากรรม”


การลงสู่ท้องถนนของประชาชนหรือ “การชุมนุมสาธารณะ” เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานอันสำคัญของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย ในอันที่จะแสดงความเห็น ความปรารถนา หรือความต้องการของประชาชน ให้ปรากฏต่อสาธารณะ

การรับรองเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะปรากฏให้เห็นทั้งในกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐธรรมนูญของนานาอารยะประเทศ รวมถึงรัฐธรรมนูญของไทยก็ได้รับรองเสรีภาพในการชุมนุม “อย่างสงบและปราศจากอาวุธ” มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้รับรองเสรีภาพดังกล่าว
.
ดังนั้น การชุมนุมสาธารณะจึงเป็นเสรีภาพที่สามารถเกิดขึ้นได้ในภาวะที่การเมืองสามารถดำเนินไปอย่างปกติท่ามกลางสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย ยิ่งในสังคมที่มีระบอบประชาธิปไตยถูกคุกคาม สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกละเมิดอย่างง่ายดายด้วยกลไกของรัฐ การชุมนุมสาธารณะก็ยิ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นต่อการสร้างสังคมการเมืองที่มีความเป็นธรร

ในหลายสังคมหรือแม้กระทั่งสังคมไทยเองก็ตาม การชุมนุมสาธารณะคือกลไกหนึ่งของประชาชนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระบอบการเมืองอันฉ้อฉล ชนชั้นนำใช้อำนาจแบบอธรรม มีการใช้กฎหมายเพื่อปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของพรรคพวก ซึ่งในหลายครั้งก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้บังเกิดขึ้น

ทั้งนี้ การชุมนุมสาธารณะในสังคมไทยได้ถูกพิจารณาในเชิงลบภายหลังความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาร่วมทศวรรษ ที่สำคัญก็คือการชุมนุมของบรรดา “คนเป่านกหวีด” ก่อนการยึดอำนาจเมื่อ พ.ศ. 2557 พึงตระหนักว่าการชุมนุมสาธารณะในคราวนั้นมิใช่การชุมนุมที่อยู่ภายใต้กรอบของระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นการกระทำที่ปฏิเสธการเลือกตั้งอันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่ให้การสนับสนุนต่อระบอบการเมืองแบบเผด็จการ ด้วยการเชิดชู “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” รวมทั้งการใช้ความรุนแรงต่อผู้คนที่เห็นต่าง อันเป็นต้นเหตุสำคัญที่นำมาสู่ความหายนะซึ่งสังคมไทยต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ในสังคมที่ระบอบการเมืองไม่เปิดโอกาสให้มีการต่อรอง แข่งขัน กันอย่างเสรีและเป็นธรรม รวมถึงการใช้กลไกทางกฎหมายและสถาบันต่างๆ เป็นเครื่องมือในการกำจัดผู้ที่เห็นต่างให้ออกไปตามอำเภอใจมาอย่างต่อเนื่อง หนทางหนึ่งที่จะแสดงออกให้ผู้มีอำนาจได้เห็นอย่างเต็มตามากขึ้นว่าผู้คนมีความคิด ความฝัน ต่อสังคมของตนอย่างไรก็คือ การแสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ว่าพวกเรายังมีตัวตนอยู่ในโลกของความเป็นจริง

13 ธันวาคม 2562

ขอบคุณรูปภาพจาก : สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]

นักศึกษาฝึกงานที่ชื่นชอบในงานเขียน เขียนทุกอย่างที่ชอบด้วยมือคู่เดิม เพราะคงไม่มีใครเปลี่ยนมือได้สำหรับงานเขียน แม้แต่ลายมือที่อยู่ในตัวอักษรแต่ละตัว ผ่านงานเขียนก็เหมือนกัน

Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

POLITICS

ชี้กระจ่าง เรื่องแต่งตั้ง “ปารีณา – สิระ” กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มีมาตั้งนานแล้ว !

Published

on

หลายคนกำลังให้ความสนใจเรื่องการแต่งตั้ง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต แต่ว่าแท้จริงแล้วการแต่งตั้งนี้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ?

ด้วยราชกิจจาฯ ที่ผ่านมา อาจทำให้ใครหลายคนเริ่มเป็นกังวล หรือสงสัยในการแต่งตั้ง กมธ.ป้องกันและราบปรามการทุจริต ใหม่ถึง 2 คน ว่าแท้จริงแล้วเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์การประชุมกมธ.เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ถึงทำให้เรื่องราวการแต่งตั้งที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในครั้งนี้ เป็นเป้าสนใจจากคนไทยทั่วประเทศมากเสียเหลือเกิน ลองมาไล่ดูเหตุการณ์แบบละเอียดกันตั้งแต่แรกเลยว่า แท้จริงแล้วเหตุการณ์ทั้ง 2 ไม่ได้เกิดขึ้นแบบคู่ขนานกัน แต่เกิดขึ้นต่างเวลากันอยู่นานพอสมควรแล้ว

การลาออกจาก กรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 ได้มี กมธ. 2 รายชื่อ ได้พ้นจาก กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต

นายตั้งธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์

นายพยม พรหมเพชร

สาเหตุเป็นเพียงแค่การลาออกจากตำแหน่งเท่านั้น

การแต่งตั้ง กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตใหม่ 2 คน

หลังจากนั้นเมื่อมีตำแหน่งว่างเกิดขึ้น 2 ที่ ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ในที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้ง


นางสาวปารีณา ไกรคุปต์

นายสิระ เจนจาคะ

ขึ้นเป็น กมธ. ใหม่ทั้ง 2 ตำแหน่งตามลำดับ โดยเป็นประกาศแต่งตั้งเป็นทางการตั้งแต่วันนั้นแล้ว

เหตุการณ์ประจวบเหมาะกับการโต้คารมระหว่างการประชุมกมธ.

ในการประชุม กมธ. เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563 มีการพิจารณาเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม โดยมีมติการขานชื่อเพื่อยืนยันว่าต้องการยุติการตรวจสอบเรื่องการถวายสัตย์ที่มีเสียงข้างมาก 8 คน จากทั้งหมด 15 คน เนื่องจากในที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ไม่ได้อยู่ในอำนาจของ กมธ.ที่จะตรวจสอบได้ แต่ว่าก็ได้เกิดเหตุการณ์โต้คารมระหว่างพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กับ นายสิระ ในกรณีการพูดคำพูดที่ดูไม่เหมาะสม

ประจวบเหมาะเข้ากับเว็บพระราชกิจจาฯ ได้ลงเผยแพร่ประกาศเรื่องการแต่งตั้ง กมธ. ทั้ง 2 รายชื่อตามเนื้อหาด้านบน พอดิบพอดี จนทำให้ประชาชนหลายคนอาจเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้ว ชื่อกมธ.ใหม่ทั้ง 2 ที่ประกาศออกมา ได้รับการแต่งตั้ง ตั้งแต่พฤศจิกายน ปีที่แล้ว

ยื่นถอนด่วนพล.ต.อ.เสรพิศุทธ์ เหตุการณ์สุดท้ายหลังเกิดชนวน

เพราะเหตุการณ์ทะเลาะหรือการโต้คารมดังกล่าว ทำให้ทางด้านของนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกับนายสิระ เจนจาคะ และ นายสุทา ประทีป ณ ถลาง ส.ส.ภูเก็ต พรรคพลังประชารัฐ ได้ทำการแถลงยื่นญัตติด่วนเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พ้นจากตำแหน่ง กทธ.ชุดนี้ โดยมีส.ส.รับรองกว่า 52 รายชื่อ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯพ.ศ.2562 ข้อ 108(5)

สรุปได้ว่าเหตุการณ์การแต่งตั้งกมธ.ใหม่ 2 รายชื่อในพระราชกิจจาฯ ได้มีการแต่งตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2562 ที่ถือว่าได้รับการแต่งตั้งเป็นเวลานานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่พึ่งเกิดขึ้นไป ในการโต้คารมอย่างดุเดือดของบุคคลทั้ง 2 ท่าน

https://www.thairath.co.th/news/politic/1707575
https://www.thairath.co.th/news/society/1710311

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

POLITICS

นายกแจง “โรงงานปิดรายวัน บางแห่งสมัครใจปิดเอง” อย่าเหมาว่าเศรษฐกิจไม่ดี

Published

on

วันนี้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กล่าวถึงประเด็นข่าวดัง ที่หลายโรงงานทยอยปิดตัวทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนมากว่า พร้อมทั้งมาตราการรองรับปัญหาเศรษฐกิจ โดยสามารถแยกเป็นประเด็นได้ดังต่อไปนี้

  1. ในตอนนี้รัฐบาลมีมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยระบุว่ามาตราการนี้จะทำให้ไตรมาส 4 เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เพื่อตั้งใจส่งต่อให้ไตรมาส 1 ปี 2563 ราบรื่น

    โดยจะมุ่งเน้นในเรื่องการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นหลัก โดยในขณะนี้ว่าได้ว่ามีหลายโครงการกว่าแสนล้านบาท ที่จะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว อีกทั้งยังต้องบริหารเงินต่างสกุลให้ดีเพื่อสู้กับปัญหาเงินบาทแข็งค่า
  2. ยอมรับว่าในขณะนี้อาจมีปัญหาเศรษฐกิจบ้าง แต่ก็อย่าเหมารวมไปทั้งหมด “ที่มีการปิดโรงงาน 1,480 แห่ง แต่บางธุรกิจสมัครใจปิด แต่ไม่อยากให้เหมารวมว่าเกิดมาจากปัญหาเศรษฐกิจทั้งหมด เพราะอาจจะสู้ต้นทุนหรือพัฒนาสินค้าไม่ได้ จึงจำเป็นต้องปิด”
  3. และรู้หรือไม่! ในตอนนี้มีการเปิดโรงงานเพิ่มอีก 3 เท่า มีการจ้างงานใหม่ จำนวน 178,733 คน มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นแสนล้านบาท เลยทีเดียว
  4. แรงงานจะต้องมุ่งพัฒนาฝีมือ ยกระดับความสามารถตัวเอง เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้นายยังทิ้งท้ายว่า “การปิดกิจการถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจ เพราะบางที่พัฒนาตัวเองไม่ได้”

ที่มา : https://voicetv.co.th/read/wOx3n_H7e

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

POLITICS

ส.ส.ภาคเหนือ อู้คำเมืองโต้คุณ”ศรีนวล บุญลือ” พร้อมท้าชวนเดินตลาดพิสูจน์กันหน่อย! + มีคลิป

Published

on

มีข้อมูลจากทาง Future News เปิดเผยคลิปโดยระบุว่า ส.ส.ภาคเหนือ “อนาคตใหม่” อู้คำเมืองโต้เดือด “ศรีนวล บุญลือ” กินบนเรือนขี้บนหลังคา “เยาวลักษณ์” ชวนเดินตลาดพิสูจน์ความนิยม – ท้าลาออกลงเลือกตั้งใหม่ถ้ามั่นใจได้เป็น ส.ส.เพราะผลงานไม่เกี่ยวข้องกับพรรค

ส.ส.ภาคเหนือ "อนาคตใหม่" อู้คำเมืองโต้เดือด "ศรีนวล บุญลือ" กินบนเรือนขี้บนหลังคา "เยาวลักษณ์" ชวนเดินตลาดพิสูจน์ความนิยม – ท้าลาออกลงเลือกตั้งใหม่ถ้ามั่นใจได้เป็น ส.ส.เพราะผลงานไม่เกี่ยวข้องกับพรรค______เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่รัฐสภา (เกียกกาย ) ส.ส.ภาคเหนือ พรรคอนาคตใหม่ ตอบโต้นางสาวศรีนวล บุญลือ ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ กรณีอ้างได้คะแนนอันดับ 1 ของประเทศจากผลงานส่วนตัว โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ​รองโฆษกพรรค กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจและอยากเตือนสติของคุณศรีนวลก่อนเลือกตั้ง เพราะหากสิ่งที่พูดเป็นจริง ทำไมไม่ชนะในครั้งแรก การที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศ คือ การชนะเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ 2 เพราะทุกสรรพกำลังของพรรคได้ถูกส่งไปช่วยเหลือ แต่คุณศรีนวลกลับมองไม่เห็น และให้ข่าวสาดเสียเทเสียกับพรรค ทำตัวเหมือนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา จึงอยากให้นึกวันก่อนที่เข้ามาในพรรคอนาคตใหม่ และสิ่งที่ทำลงไปเหมาะสมหรือไม่ เพราะมติพรรคอนาคตใหม่ออกมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง กลับพูดว่ามีพรรคในใจ ซึ่งเชื่อว่าพรรคในใจไม่ได้เกิดหลังมีมติขับออกแน่นอน เหมือนวางแผนแล้วล่วงหน้า จึงตั้งคำถามว่า การเข้ามาเพื่อต้องการช่วยชาวบ้านจริง หรือมีเจตนาอื่น.ด้าน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ กล่าวว่า ในฐานะเคยร่วมทำงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอเห็นแย้งว่าคุณศรีนวลที่ว่าได้เป็น ส.ส.เพราะผลงานตนเอง แต่แท้จริงแล้วนั้น เป็นเพราะ ในการเลือกตั้งซ่อมพรรคอนาคตใหม่ได้ทุ่มสรรพกำลังต่างๆ ไปช่วย ไม่ว่า แกนนำพรรค ผู้บริหารพรรค เพื่อน ส.ส. ของพรรค สมาชิกพรรค และไม่เฉพาะเพื่อนพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น แต่เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วย ที่ได้ให้ทั้งกำลังใจ รวมถึงเลือกตั้งมาจนได้ 7 หมื่นกว่าคะแนน และนอกจากนี้ อยากฝากถึงคุณศรีนวลด้วยว่า ตอนนี้ประชาชนที่ไม่พอใจฝากมาถึง.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นางสาวเยาวลักษณ์ ได้กล่าวเป็นภาษาคำเมืองโดยแปลความได้ว่า รู้สึกผิดหวังในตัวนางสาวศรีนวล และประชาชนที่เชียงใหม่ก็ไม่พอใจ ทั้งนี้หากคุณศรีนวลมั่นใจว่าคะแนนที่ได้มาจากคะแนนส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค อยากให้กลับไปฟังเสียงในพื้นที่ ด้วยถ้าจะพิสูจน์ก็ยากให้ลองไปเดินตลาดที่ไหนสักแห่ง ถ้าหากไม่มีเสียงโห่จะยอมกราบขอโทษ แต่ถ้าสิ่งที่พูดเป็นจริงให้พิจารณาตัวเอง ด้วยการลาออกจาก ส.ส.แล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อพิสูจน์กัน.ด้าน นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.จังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า อยากฝากเพียงสั้นๆ ว่า ไหนๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ขออย่ามาทำร้ายกัน อย่ามาทำลายความฝันที่มี ความฝันที่คุณศรีนวลเองก็เคยบอกว่าเคยมีความฝันเช่นเดียวกัน แต่เมื่อแยกกันแล้ว อย่ามาทำร้ายกัน อย่าทำลายความฝัน และโดยเฉพาะการทำลายความรู้สึกของประชาชน#อนาคตใหม่ #เชียงใหม่ #ไม่ถอยไม่ทน

โพสต์โดย Future News เมื่อ วันพุธที่ 18 ธันวาคม 2019

พร้อมระบุข้อมูลว่า

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่รัฐสภา (เกียกกาย ) ส.ส.ภาคเหนือ พรรคอนาคตใหม่ ตอบโต้นางสาวศรีนวล บุญลือ ส.ส.จังหวัดเชียงใหม่ กรณีอ้างได้คะแนนอันดับ 1 ของประเทศจากผลงานส่วนตัว โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ​รองโฆษกพรรค กล่าวว่า รู้สึกไม่สบายใจและอยากเตือนสติของคุณศรีนวลก่อนเลือกตั้ง เพราะหากสิ่งที่พูดเป็นจริง ทำไมไม่ชนะในครั้งแรก การที่ได้คะแนนสูงสุดของประเทศ คือ การชนะเลือกตั้งซ่อมครั้งที่ 2 เพราะทุกสรรพกำลังของพรรคได้ถูกส่งไปช่วยเหลือ แต่คุณศรีนวลกลับมองไม่เห็น และให้ข่าวสาดเสียเทเสียกับพรรค ทำตัวเหมือนกินบนเรือนขี้รดบนหลังคา จึงอยากให้นึกวันก่อนที่เข้ามาในพรรคอนาคตใหม่ และสิ่งที่ทำลงไปเหมาะสมหรือไม่ เพราะมติพรรคอนาคตใหม่ออกมาไม่ถึง 24 ชั่วโมง กลับพูดว่ามีพรรคในใจ ซึ่งเชื่อว่าพรรคในใจไม่ได้เกิดหลังมีมติขับออกแน่นอน เหมือนวางแผนแล้วล่วงหน้า จึงตั้งคำถามว่า การเข้ามาเพื่อต้องการช่วยชาวบ้านจริง หรือมีเจตนาอื่น
.
ด้าน นางสาวเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคสัดส่วนภูมิภาค ภาคเหนือ กล่าวว่า ในฐานะเคยร่วมทำงานในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ขอเห็นแย้งว่าคุณศรีนวลที่ว่าได้เป็น ส.ส.เพราะผลงานตนเอง แต่แท้จริงแล้วนั้น เป็นเพราะ ในการเลือกตั้งซ่อมพรรคอนาคตใหม่ได้ทุ่มสรรพกำลังต่างๆ ไปช่วย ไม่ว่า แกนนำพรรค ผู้บริหารพรรค เพื่อน ส.ส. ของพรรค สมาชิกพรรค และไม่เฉพาะเพื่อนพรรคอนาคตใหม่เท่านั้น แต่เพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายประชาธิปไตยด้วย ที่ได้ให้ทั้งกำลังใจ รวมถึงเลือกตั้งมาจนได้ 7 หมื่นกว่าคะแนน และนอกจากนี้ อยากฝากถึงคุณศรีนวลด้วยว่า ตอนนี้ประชาชนที่ไม่พอใจฝากมาถึง
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นางสาวเยาวลักษณ์ ได้กล่าวเป็นภาษาคำเมืองโดยแปลความได้ว่า รู้สึกผิดหวังในตัวนางสาวศรีนวล และประชาชนที่เชียงใหม่ก็ไม่พอใจ ทั้งนี้หากคุณศรีนวลมั่นใจว่าคะแนนที่ได้มาจากคะแนนส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค อยากให้กลับไปฟังเสียงในพื้นที่ ด้วยถ้าจะพิสูจน์ก็ยากให้ลองไปเดินตลาดที่ไหนสักแห่ง ถ้าหากไม่มีเสียงโห่จะยอมกราบขอโทษ แต่ถ้าสิ่งที่พูดเป็นจริงให้พิจารณาตัวเอง ด้วยการลาออกจาก ส.ส.แล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อพิสูจน์กัน
.
ด้าน นายแพทย์เอกภพ เพียรพิเศษ ส.ส.จังหวัดเชียงราย พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า อยากฝากเพียงสั้นๆ ว่า ไหนๆ ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ขออย่ามาทำร้ายกัน อย่ามาทำลายความฝันที่มี ความฝันที่คุณศรีนวลเองก็เคยบอกว่าเคยมีความฝันเช่นเดียวกัน แต่เมื่อแยกกันแล้ว อย่ามาทำร้ายกัน อย่าทำลายความฝัน และโดยเฉพาะการทำลายความรู้สึกของประชาชน

#อนาคตใหม่ #เชียงใหม่ #ไม่ถอยไม่ทน

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending