Connect with us

Uncategorized

สรุป ส.ส.รังสิมันต์ โรม อภิปรายฯ ตั๋วช้าง เกี่ยวข้องกับประยุทธ์ และประวิตร อย่างไร ?

Published

on

ตั๋วช้าง คืออะไร? สรุปอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งใน และนอกสภา ของ ส.ส.รังสิมันต์ โรม แบบครบจบรวดเดียว

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. เป็นวันที่ 4 ของอภิปรายไม่วางใจนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีอีก 9 คน โดยส.ส.รังสิมันต์ โรมรับหน้าที่อภิปรายเรื่อง “ตั๋วช้าง” แล้วมันคืออะไร ? และเกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทรโอชา รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณอย่างไร วันนี้ CMD จะมาสรุปให้ฟัง

  1. นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทรโอชา รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ คือผู้มีตำแหน่งในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่การในโยกย้าย แต่งตั้ง และจัดสรรข้าราชการตำรวจ ซึ่งทำให้ทั้ง 2 นั้นรับรู้ความเคลื่อนไหว โยกย้าย และรับตำแหน่งของตำรวจทุกส่วนโดยอัตโนมัติ
  2. ส.ส.รังสิมันต์ โรมอภิปรายไม่วางใจว่า การดำรงตำแหน่งระดับสูงของทั้งนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทรโอชา และรองนายกรัฐมนตรีประวิตร วงษ์สุวรรณ นั้นไม่สามารถแทรกแซงการใช้อำนาจในทางที่ผิดในคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้
  3. โดยเปิดเผยในสภาว่า พลตำรวจตรี วิสุทธิ์ วานิชบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งว่า ถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยหนุน ก็จะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง แต่หากมี ‘ตั๋ว’ ราคาที่ต้องจ่ายก็จะถูกลง
  4. นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายถึง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2554 แนวทางปฏิบัติในการจัดการข้าราชการตำรวจจะต้องจัดการกองใครกองมัน และไม่ก้าวก่ายหน่วยงานอื่น ซึ่งยกตัวอย่างกรณีของ พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 (ผบก.ตร.มหด.รอ.904) ในขณะนั้น เป็นผู้รับผิดชอบการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจนอกกองของตนในครั้งนั้น
  5. ส.ส. รังสิมันต์ โรม ตั้งข้อสังเกตว่า พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทรโอชา มีความสัมพัธ์ที่เอ้อประโยชน์กันในการโยกย้ายตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ อีกทั้งพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีการเติบโตในเส้นทางอาชีพตำรวจรวดเร็วผิดปกติ
  6. พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ใช้เวลาเพียง 3 ปี 4 เดือนในการเลื่อนตำแหน่งเพิ่ม 3 ตำแหน่ง ประหยัดเวลาจากการยกเว้นหลักเกณฑ์ไปได้ 8 ปี 8 เดือน โดย พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ ได้ขึ้นเป็น ผบก.ป. ซึ่งได้รับตำแหน่งโดยการยกเว้นหลักเกณฑ์ 
  7. การรับตำแหน่งโดยการยกเว้นหลักเกณฑ์นั้นต้องมีความสามารถจริง ๆ แต่ที่ผ่านมา พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ มีข่าวว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาตลอด หรือเขามี ‘ตั๋ว’ จากใครที่สามารถสั่งให้นายกฯ และรองนายกฯ เซ็นอนุมัติให้ได้รับอภิสิทธิ์พิเศษนี้
  8. เหตุผลที่พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สามารถแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนอกกอง หรือนกบังคับบัญชาได้นั้น  ตำราจเหล่านั้นผ่านการอบรมหน่วยจิตอาสา 904 หลักสูตรประจำ และได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหน่วยอาสา 904 ได้มอบหมายภารกิจแล้ว ส.ส.รังสิมันต์จึงตั้งข้อสังเกตว่าเพราะเหตุใดการปฏิบัติตามภารกิจจิตอาสา 904 จึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการได้รับการแต่งตั้ง ? 
  9. ข้อมูลในการอภิปรายครั้งนี้ ยังชี้ถึง ‘ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสา 904’ ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการจิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. ซึ่งมี พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวังเป็นประธาน พล.อ.จักรภพ ภูริเดช รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์  พลตำรวจโท ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ นายทหารราชองครักษ์
  10. โดยส.ส. รังสิมันต์เปิดเผยว่า พล.อ.อ. สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เป็นพี่ชายร่วมสายเลือดของพล.ต.ท.ต่อศักดิ์ และพล.อ.จักรภพ ภูริเดช  ก็เป็นพี่ชายของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช 
  11. ซึ่งสรุปได้ว่าคนทั้งหมดนั้นมีความเกี่ยวข้องกันในเชิงญาติ และสามารถเอื้อผลประโยชน์กันได้ และการจัดตั้งโรงเรียนอาสา โดยเอื้อประโยชน์จากตำแหน่งในเครือญาติ เป็นสถานที่ออก ‘ตั๋วตำรวจ’ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับการแต่งตั้งเป็นกรณีพิเศษ
  12. การนำโรงเรียนจิตอาสามาเป็นทางผ่านในการแต่งตั้งตำแหน่ง เท่ากับว่าเอาความจงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนตำแหน่งหรือไม่ เพราะตามเว็บไซต์ส่วนราชการของพระองค์ระบุว่า ตำรวจนายตั๋วจะต้องผ่านวิชาทหารทั่วไป อบรมความรู้เรื่องอุดมการณ์ มีระยะเวลาฝึก 6 สัปดาห์ เฉลี่ยฝึกวันละ 11 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการเบียดเบียนเวลาการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจธรรมดา
  13. นอกจากนี้พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ซึ่งไม่มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สั่งให้นำตำรวจมาบรรจุกองบัญชาการมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 ซึ่งอยู่ใต้สังกัด สตช. จึงถูกตั้งคำถามว่าทำไมคนที่ไม่มีอำนาจในหน่วยงานถึงสามารถออกคำสั่งตรงต่อ ผบ.ตร เองได้
  14. หลังจากสั่งการครั้งแรก สตช. ได้มีการคัดเลือกข้าราชการตำรวจรอบที่ 2 โดยระบุว่าคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นหน่วยตำรวจมหาดเล็ก จากนั้นจะส่งไปเป็น ‘ข้าราชบริพาร’ รวมมีเข้าร่วมคัดเลือกมากกว่า 1 พันนาย ซึ่งมีข้าราชการตำรวจ 100 คนที่ไม่สมัครใจเข้าร่วม และโดนคำสั่งธำรงวินัยทำให้มีตำรวจ 3 นายลาออกทันที ขณะที่อีก 97 คนนั้นถูกส่งตัวไปปรับทัศนติ นอกจากนี้ทาง สตช. ยังตั้งศูนย์ธำรงวินัย เพื่อสั่งให้ทั้ง 97 คนไปปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงเป็นเวลา 9 เดือน และหลังจากเวลา 9 เดือนนั้น ทั้งหมดยังถูกดองงาน ไม่ให้เลื่อนขั้นอีกด้วย

การอภิปรายเรื่องนี้นำมาสู่การตั้งข้อสงสัยว่า นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรองนายกฯ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงอำนาจตำรวจ และเพิกเฉยต่อการตรวจสอบ รวมถึงบกพร่องในการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรังสิมันต์ มองว่าเป็นเหตุที่ไม่อาจวางใจให้นายกฯ และรองนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้

รังสิมันต์ โรม
ขอบคุณภาพจาก https://hilight.kapook.com/view/211146

“ผมไม่รู้ว่าผลจากการทำหน้าที่ในวันนี้ จะเกิดอะไรขึ้นต่อผมในหลังจากนี้ ผมไม่รู้ว่าในสามวันข้างหน้า มีอะไรรอผมอยู่ ผมไม่รู้ว่าสามเดือนครั้งหน้าจะเกิดอะไรขึ้นต่อผม ผมจะพูดแทนพี่น้องประชาชนได้หรือไม่ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อตัวผม ผมก็ไม่เสียใจที่ได้ทำหน้าที่ของผมในวันนี้” ส.ส.รังสิมันต์ โรม กล่าวหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Click to comment

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Uncategorized

OR เข้าซื้อหุ้น “โอ้กะจู๋” ในสัดส่วน 20% ตั้งเป้าเปิดให้บริการร้านอาหาร ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station – CMD WEALTH

Published

on

By

OR เข้าซื้อหุ้น “โอ้กะจู๋” ในสัดส่วน 20% ตั้งเป้าเปิดให้บริการร้านอาหาร ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เป็นประธานในพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น และสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ระหว่าง บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ OR กับ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด

OR
ขอบคุณรูปภาพจาก ประชาชาติธุรกิจ

OR ดำเนินกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการเติบโตจากภายนอก (Inorganic Growth) เพื่อเพิ่มผลกำไรในระยะยาว และแสวงหาโอกาสในการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกในอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม (Food & Beverage : F&B) จึงได้ตัดสินใจเข้าลงทุนใน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ผู้ดำเนินกิจการภายใต้แบรนด์ “โอ้กะจู๋” ซึ่งเน้นความสดของผัก และระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งส่งตรงจากฟาร์มในเชียงใหม่

ผลประกอบการย้อนหลังของบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด

ปี 2560 มีรายได้ 84 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท
ปี 2561 มีรายได้ 182 ล้านบาท กำไร 12 ล้านบาท
ปี 2562 มีรายได้ 643 ล้านบาท กำไร 80 ล้านบาทมีรายได้เติบโตเฉลี่ย 177% ต่อปี 
และกำไรเติบโตเฉลี่ย 532% ต่อปี

สัดส่วนที่ OR เข้าลงทุนใน โอ้กะจู๋

OR เข้าลงทุนในสัดส่วน 20% ซึ่งมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาทหรือก็คือในปัจจุบัน โอ้กะจู๋ จะมีมูลค่าบริษัทสูงสุดที่ 2,500 ล้านบาท นอกจากนี้ การเข้าลงทุนในโอ้กะจู๋ ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรผู้ปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่มีโอกาสเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้า ผ่านทางสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ซึ่งมีจำนวนกว่า 1,900 สาขาทั่วประเทศ และ ร้าน Cafe Amazon ซึ่งมีจำนวนสาขาถึงกว่า 3,000 สาขา

โอ้กะจู๋ เตรียมนำเงินลงไปพัฒนาธุรกิจต่อ

ทางบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ เผยว่า ทางบริษัทจะนำเงินทุนในครั้งนี้เพื่อไปพัฒนาธุรกิจ ด้วยการนำเทคโนโลยี Smart Farm มาใช้ เพื่อได้ผลผลิตที่สม่ำเสมอ และคงคุณภาพที่มีมาตรฐานให้แก่ลูกค้า รวมถึงจะพัฒนาเชียงใหม่ให้เป็นครัวกลางของทั้งประเทศ​

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

Uncategorized

“อนุทิน”ปลดล็อก”กัญชา”ต้นใบรากกิ่งก้านกัญชาไม่เป็นยาเสพติด

Published

on

By

“อนุทิน ชาญวีรกูล”  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ปลดล็อกกัญชา ต้น ใบ ราก กิ่งก้านกัญชา ไม่เป็นยาเสพติด

  • ปลดส่วนต่างๆ ของกัญชา ออกจากยาเสพติด
  • เส้นใย เปลือก กิ่ง ก้าน ราก และ ใบซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอก ไม่เป็นสารเสพติด
  • ดอกกับเมล็ดของกัญชายังคงเป็นสารเสพติดให้โทษ
  • การปลูกกัญชาต้องได้รับอนุญาตก่อนจาก อย.

 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยกฎหมายฉบับนี้เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นการการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เกี่ยวกับกัญชา โดยมีการปลดส่วนต่างๆ ของกัญชา ออกจากยาเสพติดเกือบทั้งหมด คงเหลือเพียงดอก กับเมล็ด เท่านั้น โดยมีประกาศให้ เส้นใย เปลือก กิ่ง ก้าน ราก และ ใบซึ่งไม่มียอดหรือช่อดอกติดมาด้วยให้พ้นบัญชียาเสพติด ให้ใช้ทางการแพทย์

โดยทางเราตั้งข้อสังเกตว่าประกาศฉบับนี้เป็นการผ่อนปรนให้ประชาชนให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากส่วนต่างๆ ได้มากขึ้นซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี ที่มีการปลดปล่อยส่วนต่างๆ ของกัญชา พ้นจากยาเสพติด เพื่อให้ประชาชน สามารถใช้ประโยชน์ได้ ตามวิถีชุมชน 

แต่ในตอนนี้ก็อย่าเพิ่งรีบกันนะครับชาว 1412 ทั้งหลายเพราะถึงกฎหมายจะอยู่ในพระราชกิจจานุเบกษา แต่กัญชานั้นยังอยู่ในบัญชียาเสพติด จ่อแถลงสร้างความเข้าใจ 17 ธ.ค.นี้ โดยจะนำประกาศกระทรวงฯ ฉบับดังกล่าวส่งไปยังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ โดยจะมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายในวันถัดไป “เมื่อลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลบังคับใช้ในวันรุ่งขึ้น หรือในวันที่ 17 ธันวาคม โดยในวันเดียวกันนี้ อย.จะนำความตามประกาศราชกิจจานุเบกษาแถลงข่าวเพื่อให้ประชาชนรับทราบเพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน” ภญ.สุภัทรา กล่าว

ที่สำคัญการจะทำการปลูกก็ยังไม่ได้เสรีที่ใครคิดจะปลูกก็ปลูกได้นะครับ เพราะก่อนจะปลูกต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อน ซึ่งในการขออนุญาตปลูกกับทาง อย.เริ่มต้นผู้ขออนุญาตจะต้องแจ้งว่าจะนำส่วนประกอบของพืชกัญชา กัญชง ไปใช้ในรูปแบบใด และจะไปขายให้กับใคร โดยจะต้องมีการทำรายงานที่ชัดเจนแจ้งมาทาง อย. และผู้ที่จะรับส่วนประกอบนั้นๆ ไปจะต้องรับมาจากผู้ที่ขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย กฎหมายที่กำลังดำเนินการในปัจจุบันส่งเสริมในการใช้ทุกส่วนของพืชกัญชา กัญชง ที่ไม่เป็นยาเสพติด แต่จะต้องได้มาจากแหล่งที่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น

“หากบุคคลที่มีส่วนประกอบของพืชกัญชา กัญชง อยู่ในครอบครอง แต่ไม่สามารถระบุที่มาได้ว่ามาจากแหล่งอนุญาตที่ถูกต้องหรือไม่ จะถือว่าเป็นการครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 อยู่ อาจจะเป็นเพื่อการจำหน่ายหรือเสพ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่เจอ ดังนั้น สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ประชาชนทั่วไปจะต้องนำชิ้นส่วนจากกัญชา กัญชง มาจากแหล่งที่ได้รับอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น” รองเลขาธิการ อย.กล่าว

อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/E/218/T_0001.PDF

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading

CMD WEALTH

ทำความรู้จัก “กมลา แฮร์ริส” ว่าที่รองประธานาธิบดีหญิง คนแรกของสหรัฐฯ

Published

on

กมลา แฮร์ริส นักการเมืองหญิงระดับชาติของสหรัฐฯ วัย 56 ปี ผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งให้กับประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกัน ในฐานะสตรีคนแรกที่จะได้นั่งในตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังจากที่ โจ ไบเดน สามารถเอาชนะ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประจำปี ค.ศ. 2020 ได้สำเร็จ

แฮรร์ริส ยังสร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการเป็นคนอเมริกันเชื้อสายเอเชียและเชื้อสายแอฟริกันคนแรก ที่ได้เป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ด้วย ถือเป็นการก้าวข้ามเส้นแบ่งและพรมแดนที่ทำให้ก่อนหน้านี้มีเพียงบุรุษซึ่งส่วนใหญ่เป็นชายผิวขาว ได้ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองเป็นเวลามากกว่าสองศตวรรษ

เส้นทางสู้การเมือง

กมลา แฮร์ริส เกิดที่เมืองโอ๊คแลนด์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีบิดาเป็นชาวจาไมก้าและมารดาเป็นชาวอินเดีย เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Howard ในกรุงวอชิงตัน และจบด้านกฎหมายจาก University of California

แฮร์ริส ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับท้องถิ่นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2003 ในฐานะอัยการเขตนครซานฟรานซิสโก และหลังจากนั้นอีกเจ็ดปีต่อมา คือในปี ค.ศ. 2010 เธอก็ได้รับเลือกเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนีย

แฮร์ริสก้าวเข้าสู่เวทีการเมืองระดับชาติของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 2016 โดยได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสองวุฒิสมาชิกสตรีผู้เป็นตัวแทนของรัฐแคลิฟอร์เนีย และถึงแม้จะอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวมาได้เพียงสี่ปี เธอก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบุคคลที่โดดเด่นของพรรคเดโมแครต

การขึ้นดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีของกมลา แฮร์ริส ยังถูกมองว่าเป็นการจุดประกายความหวังทางการเมืองของบรรดาสตรีทั่วประเทศ หลังการพ่ายแพ้ของนางฮิลลารี คลินตัน ต่อประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อ 4 ปีที่แล้ว

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า จุดแข็งของวุฒิสมาชิกกมลา แฮร์ริส คือประวัติการทำงานเพื่อช่วยปกป้องสวัสดิการด้านสุขภาพของประชาชน และภูมิหลังเกี่ยวกับงานด้านการรักษากฎหมาย รวมทั้งจุดยืนซึ่งค่อนข้างเป็นแนวสายกลางหรือเป็นกลางซ้าย

และถึงแม้สมาชิกกลุ่มหัวก้าวหน้าของพรรคเดโมแครตบางคนรวมทั้งกลุ่มคนหนุ่มสาวผิวดำ จะเคยตำหนิว่าวุฒิสมาชิกหญิงกมลา แฮร์ริส ไม่ได้สนใจประเด็นการแบ่งแยกผิว และการใช้กำลังรุนแรงของตำรวจในสังคมอเมริกันมากเท่าที่ควรก็ตาม แต่แฮร์ริสก็ประกาศตัวเสมอว่าเธอนั้นเป็นอัยการแนวก้าวหน้าผู้สนับสนุนการปฏิรูประบบการทำงานของผู้รักษากฎหมายในสหรัฐฯ

ขอบคุณที่มาข้อมูลจาก
https://www.voathai.com/a/kamala-harris-profile/5652056.html
https://www.komchadluek.net/news/regional/448446
https://www.thansettakij.com/content/world/456017

ให้คะแนนสำหรับบทความนี้!
[Total: 0 Average: 0]
Continue Reading
Advertisement

Trending